เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 609 เขาแพ้แล้ว
ตอนที่ 609 เขาแพ้แล้ว
ผ่านไปมิถึงหนึ่งก้านธูป
จุดสีดำบนทะเลเหล่านี้ก็ขยายใหญ่เรื่อย ๆ และเริ่มมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นเรือสีดำลำแล้วลำเล่าจนเต็มน่านน้ำไปหมด
ภาพเช่นนี้ดูตระการตาและพิสดารยิ่งนัก
ขณะเดียวกัน กลิ่นเน่าที่เหม็นจนขึ้นจมูกก็แผ่ออกมา
“นี่ก็คือสิ่งที่เรียกกันว่าเรือสีดำเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
เย่ฉางชิงได้สติขึ้นมา
แม้ใบหน้าหล่อเหลาจะยังคงเรียบนิ่ง แต่ภายในใจกลับอดมิได้ที่จะสั่นสะท้านขึ้นมา
เขายอมรับว่าทั้งโลกเบื้องล่าง หรือว่าสวรรค์บูรพา
หลังจากได้เห็นเรือสีดำประหลาดมากมายเช่นนี้กับตาของตนเอง รวมทั้งสัมผัสได้ถึงไอพลังที่เรือสีดำแผ่ออกมา
นี่นับเป็นครั้งแรกที่เย่ฉางชิงรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
ถูกต้อง !
ความหวาดกลัว !
ทว่าด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาสัมผัสได้ว่าส่วนลึกในความทรงจำของตนนั้น เหมือนมีบางอย่างถูกผนึกเอาไว้ก็มิปาน
และสิ่ง ๆ นั้นต้องการที่จะปลดปล่อยออกมา แต่เหมือนถูกพลังที่ไร้รูปร่างกลุ่มหนึ่งสะกดเอาไว้
จ้าวปีศาจคิ้วแดงได้สติเป็นคนต่อมา
เขาจึงถอนสายตากลับมา และหันไปมองเย่ฉางชิงที่มีหน้าตาเคร่งเครียด พลางเอ่ยออกมาเบา ๆ ว่า “นายท่าน คาดว่าอีกประมาณหนึ่งก้านธูป พวกเราก็จะสามารถออกเดินทางได้แล้วขอรับ”
“แต่เรือสีดำเหล่านี้ประหลาดยิ่งนัก เมื่อลอยอยู่ห่างจากพวกเราอีกแค่มิกี่สิบลี้ เรือจะหยุดลง”
“และหากพวกเรามิสามารถขึ้นเรือได้ เรือสีดำเหล่านี้ก็จะหายไปทันที หากเป็นเช่นนั้นก็ต้องรอให้เรือสีดำปรากฏขึ้นอีกครั้ง และเป็นไปได้ว่าอาจจะต้องรอต่อไปอีกนานเป็นแน่”
เย่ฉางชิงจึงพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อถึงเวลาพวกเราก็รีบไปขึ้นเรือเถอะ”
ทันทีที่สิ้นเสียง ดวงตาคู่โตของราชันทมิฬก็เปล่งประกายระยิบระยับออกมา ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้างว่า “เรือสีดำพิสดารถึงเพียงนี้ ทั้งยังมีจำนวนมากอีกด้วย หรือว่าเรือสีดำเหล่านี้จะมีวาสนาอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ หรือจะเป็นสมบัติเซียน ? ”
ได้ยินดังนั้น เส้นเลือดที่ขมับจ้าวปีศาจเสวียนอู๋ก็เต้นตุบ ๆ ในทันที พลางเอ่ยเตือนด้วยความหวังดีว่า “พี่ราชันทมิฬ หลังจากขึ้นไปบนเรือสีดำแล้ว ท่านอย่าได้ทำอันใดสุ่มสี่สุ่มห้าเป็นอันขาดนะขอรับ”
“ตามที่ตำราโบราณบันทึกเอาไว้ บนเรือสีดำจะมีเคล็ดวิชาลับที่ยังมิสมบูรณ์อยู่จริง ๆ แต่ห้ามมองอย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้นจิตวิญญาณของท่านจะถูกดึงดูดลงไปในเรือทันที”
ได้ยินดังนั้นราชันทมิฬก็ตัวสั่นเทาขึ้นมาอย่างห้ามมิได้ พลางเอ่ยถามว่า “ร้ายกาจเพียงนั้นเลยหรือ ? ”
“พี่ราชันทมิฬ ท่านมิรู้อันใด”
จ้าวปีศาจหน้าหยกเอ่ยด้วยท่าทางจริงจังว่า “มิว่าจะเป็นทะเลดำ เรือสีดำ หรือเส้นทางโบราณที่พวกเรากำลังจะไป ล้วนเต็มไปด้วยความพิสดารและสิ่งอัปมงคล หากมิระวังเพียงเสี้ยววินาทีก็จะดับสูญได้ทุกเมื่อ”
“อีกทั้งบันทึกเหล่านี้ยังถือเป็นของล้ำค่าของสวรรค์บูรพา ดังนั้นเราจำเป็นต้องฟังเอาไว้”
มุมปากของราชันทมิฬกระตุกเล็กน้อย พลางชำเลืองมองเย่ฉางชิง ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างมิเกรงใจว่า “มิเป็นไรขอเพียงมีนายท่านอยู่ด้วย สิ่งที่พิสดารและอัปมงคลเหล่านี้ก็หาได้น่ากลัวไม่”
ได้ยินดังนั้น ทุกคนก็ชะงักงัน ก่อนจะยิ้มออกมา
ขณะเดียวกัน ก็ลอบชำเลืองมองเย่ฉางชิงที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ด้านหน้า
ส่วนเย่ฉางชิงแม้ว่าใบหน้าของเขาจะยังคงเรียบนิ่ง ทว่าภายในใจกลับอดมิได้ที่จะยิ้มอย่างจืดเจื่อน
หากมิใช่เพราะตู๋กูชิงเฟิงถูกพาตัวไปยังแดนเซียนโบราณในตำนาน และจิตวิญญาณอาวุธของกระดานหมากเฉียนคุนได้โอ้อวดถึงฝีมือของตนเอาไว้แล้วล่ะก็
ด้วยนิสัยสุขุมของเขา ก่อนจะถึงระดับไร้พ่ายในตำนาน เขาคงมิยอมมาเสี่ยงอันตรายง่าย ๆ เช่นนี้เป็นแน่
ในตอนนั้นเอง จ้าวปีศาจคิ้วแดงที่เฝ้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีดวงดาวและจันทราลอยต่ำ และคอยสังเกตระยะห่างระหว่างเรือสีดำกับฝั่งมาโดยตลอด ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมเอ่ยว่า “นายท่านได้เวลาแล้วขอรับ พวกเราออกเดินทางกันเถอะขอรับ”
ทันทีที่สิ้นเสียง เย่ฉางชิงก็ขมวดคิ้วน้อย ๆ แล้วหันไปสบตากับหนิงซู่ซู่ครู่หนึ่ง
วินาทีต่อมา
เขาก็ได้ยื่นมือไปกุมมือบางของหนิงซู่ซู่เอาไว้ จากนั้นก็ทะยานขึ้นฟ้าไปพร้อมกันราวกับรู้ใจกันดี กลายเป็นลำแสงอันตระการตาสองสายเหาะไปทางเรือสีดำทันที
คนที่เหลือเห็นดังนั้นก็สบตากันเล็กน้อย จากนั้นก็กระตุ้นพลังปราณแปลงกายเป็นลำแสงเหาะตามไปโดยมิลังเล
จนเวลาผ่านไปมิถึงหนึ่งเคอ
หลังจากเย่ฉางชิงและหนิงซู่ซู่โรยตัวลงบนเรือสีดำขนาดใหญ่ลำหนึ่งแล้ว คนที่เหลือก็ทยอยเหาะตามมา
และมิว่าจะเป็นเย่ฉางชิง หรือคนอื่น ๆ นี่ถือเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้นั่งเรือสีดำอันพิสดารเช่นนี้
ดังนั้นบนเรือสีดำขนาดใหญ่ลำนี้ จึงไร้ซึ่งเสียงใด ๆ
เพราะทุกคนต่างก็กำลังสำรวจและสัมผัสว่ามีกลสังหารอันใดซุกซ่อนอยู่บนเรือสีดำนี้หรือไม่
รวมถึงสิ่งแปลกประหลาดและอัปมงคลต่าง ๆ !
ทว่าเท่าที่พวกเขาสำรวจดูคร่าว ๆ บนเรือสีดำลำนี้ก็มิได้มีสิ่งที่พิเศษใด ๆ
ราวกั้น พื้นเรือ ใบเรือ และอื่น ๆ ล้วนทำจากไม้สีดำชนิดหนึ่ง
แต่เนื่องจากตัวเรือมีอายุมากแล้ว จึงทำให้เรือสีดำมีกลิ่นเหม็นเน่าที่ฉุนจนขึ้นจมูกคละคลุ้งไปทั่ว
มิเพียงเท่านั้น อาศัยแสงจันทร์ที่สลัว
จึงทำให้มองเห็นได้ว่าทุกสิ่งบนเรือสีดำล้วนมิมีความเป็นระเบียบแม้แต่น้อย
ขณะเดียวกัน ก็มีตะไคร่ที่เปียกชื้นขึ้นไปทั่วทุกที่
แอ๊ด !
ระหว่างที่ทุกคนถอนสายตากลับมา และถอนหายใจอย่างเงียบ ๆ นั้น
เรือสีดำที่พวกเขาโดยสารอยู่ก็เกิดโคลงเคลงเบา ๆ จนเกิดเป็นเสียงดังแสบแก้วหู
เรือสีดำที่เหมือนหยุดชะงักลงเมื่อครู่ ก็เริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง
จ้าวปีศาจคิ้วแดงยิ้มกว้างออกมา พลางหันไปประสานมือคารวะให้กับเย่ฉางชิง “นายท่านขอรับ หากมิมีสิ่งใดผิดพลาด เรือสีดำเริ่มพาเราไปสู่เส้นทางโบราณแล้วขอรับ”
เย่ฉางชิงกวาดตามองเรือสีดำมากมายรอบ ๆ พร้อมกับพยักหน้ารับรู้
จ้าวปีศาจเสวียนอู๋จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “นายท่านขอรับ ตามตำราโบราณบันทึกเอาไว้ว่าการนั่งเรือสีดำไปยังเส้นทางโบราณ อย่างน้อยต้องใช้เวลาสองวันสองคืน”
“และระหว่างที่อยู่บนทะเลดำพยายามอย่าใช้พลังปราณและพลังวิญญาณใด ๆ ที่จะทำให้ปราณวิญญาณฟ้าดินเกิดการแปรปรวนด้วยขอรับ”
“ดังนั้นพวกเราก็มิต้องวิตกกังวล สามารถหาห้องพักสักห้องทำความสะอาดแล้วเข้าไปพัก เพื่อรอจนกว่าจะถึงเส้นทางโบราณ……”
ขณะที่จ้าวปีศาจเสวียนอู๋อธิบายเรื่องที่ควรระวังในขณะเดินทางให้เย่ฉางชิงทราบอยู่นั้น
เรือสีดำก็ได้แล่นเข้าสู่กลุ่มหมอกอันหนาทึบ ทำให้ทัศนวิสัยแย่ลงและมองได้มิชัด
มิเพียงเท่านั้น
ฟิ้ว !
ลมที่เย็นยะเยือกจนเข้ากระดูกดำก็พัดมา
ภาพที่แปลกประหลาดก็เกิดขึ้น
เมื่อทุกที่บนเรือสีดำเปล่งแสงสีเขียวออกมาที่คล้ายกับสัญลักษณ์โบราณและซับซ้อน หรือลวดลายของค่ายกลบางอย่าง
บางส่วนก็เหมือนเป็นตัวอักษรโบราณชนิดหนึ่ง หรือคล้ายบันทึกสุดยอดเคล็ดวิชาบางอย่าง ที่กำลังบอกใบ้บางอย่างอยู่
บางส่วนก็คล้ายกับภาพวาดที่เก่าแก่และแปลกประหลาดบางอย่าง ที่เพียงแค่มองแวบเดียวก็ทำให้ชาวาบไปทั้งตัว อกสั่นขวัญแขวน ราวกับภูตผีก็มิปาน……
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้สึกเหลือเชื่อและตื่นตระหนกยิ่งกว่าก็คือ มิว่าจะเป็นทางเดินหรือว่าบนดาดฟ้า บัดนี้ได้มีร่างสีเขียวปรากฏขึ้นมากมาย
ร่างของพวกมันล่องลอยไปมา ผมเผ้ายุ่งเหยิง ลอยไปทุกที่อย่างไร้จุดหมายราวกับภูตผี
“สิ่งเหล่านี้คืออันใดกันแน่ ? ”
เย่ฉางชิงลอบกลืนน้ำลายลงคอ พลางเม้มริมฝีปากแน่นอย่างอดมิได้
ทว่าขณะที่เขาเอ่ยถาม พลางหันไปมองหนิงซู่ซู่ที่อยู่ข้างกาย
ทันใดนั้น ร่างของเขาก็ถึงกับนิ่งงัน
เมื่อพบว่าคนที่อยู่ข้างกายเขาในเวลานี้หาใช่หนิงซู่ซู่ไม่ และมิใช่คนที่เขาคุ้นเคยอีกด้วย แต่กลับเป็นร่างสีเขียวที่ดูเลือนรางร่างหนึ่ง
และขณะที่เหมือนตกอยู่ในภวังค์
ใบหน้าของร่างสีเขียวนั้นก็เริ่มชัดขึ้น
กลายเป็นใบหน้าที่งดงามยิ่ง เพียงแต่สีหน้าของนางดูโศกเศร้าและเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“เขาแพ้แล้ว……”
ทันใดนั้นเสียงที่ฟังดูรางเลือนและเต็มไปด้วยความเศร้าก็ดังขึ้น