เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 614 เจ้าเป็นใคร?
ตอนที่ 614 เจ้าเป็นใคร?
“ตูม ! ”
หลังจากผ่านไปชั่วอึดใจ
เสียงระเบิดที่สนั่นหวั่นไหวเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นตรงหน้าของเย่ฉางชิง
ถูกต้อง !
เนื่องจากกระบี่นี้ของเย่ฉางชิงทรงพลังเกินไป ทำให้กระบี่จื่อชิงมิอาจรับอำนาจกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ได้ จึงระเบิดออก
เพียงชั่วประกายไฟแลบ
ไอกระบี่อันรุนแรงอย่างไร้ที่เปรียบก็กลายเป็นลำแสงที่ลุกโชนราวกับเปลวไฟ และทะยานขึ้นฟ้าไปทันที
ทุกที่ที่ลำแสงพาดผ่าน มิว่าจะเป็นเวลาหรือห้วงอากาศ ล้วนถูกสะกดเอาไว้ภายในเสี้ยววินาที
ขณะเดียวกัน ก็แผ่คลื่นแสงอันรุนแรงออกมาอย่างต่อเนื่อง สาดส่องออกไปไกลหลายหมื่นลี้ จนสว่างไปทั่วทั้งทะเลดำ
จินตนาการดูก็รู้แล้วว่าปรากฏการณ์ที่ตระการตาเช่นนี้ น่าสะพรึงกลัวมากเพียงใด !
ขณะเดียวกัน เย่ฉางชิงก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา เพื่อต้องการที่จะเห็นกับตาว่าเคล็ดกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดของตนนั้นเป็นเช่นไรบ้าง
“ใช่แล้ว ! ”
“เยี่ยมมาก แข็งแกร่งมากจริง ๆ ! ”
เมื่อเห็นลำแสงตรงหน้าทะลุผ่านท้องนภา จนความว่างเปล่าพังทลายไปหลายหมื่นจั้ง จนทำให้ตะวันและจันทรามืดมิด อีกทั้งลำแสงนั้นยังแฝงไอพลังวิถีกระบี่อันบริสุทธิ์เอาไว้อีกด้วย
มุมปากของเย่ฉางชิงจึงโค้งขึ้นจนเกิดเป็นรอยยิ้มยินดี พร้อมกับเอ่ยชื่นชมออกมา
ทว่าเมื่อเขาหันไปมองจักรพรรดิดำที่อยู่มิไกลนัก ก็อดที่จะเผยสีหน้าสงสัยออกมามิได้
‘เจ้าบอกว่าภายในกายข้ามีรากมรรคาอะไรนั่นอยู่งั้นหรือ ? ’
‘ถึงขนาดอยากจะกลืนกินข้า เพื่อรู้แจ้งในวิถีเดิมของข้าด้วย ? ’
‘แต่เวลานี้ถึงกลับยอมคุกเข่า น้ำตาไหลพราก ๆ นี่มันหมายความว่าเยี่ยงไรกันแน่ ? ’
‘มิสู้แล้วเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก เย่ฉางชิงจึงเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ว่า “จักรพรรดิดำ เจ้าหมายความว่าเยี่ยงไรกัน ? ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จักรพรรดิดำที่คุกเข่าอยู่กับพื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้า มิมีกะจิตกะใจจะต่อสู้แต่อย่างใด ก็พลันได้สติขึ้นมาพลางชำเลืองมองเย่ฉางชิงอย่างระมัดระวัง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ฝืดเฝื่อนว่า “จักรพรรดิ… จักรพรรดิเย่ ข้าเรียกเจ้าเช่นนี้น่าจะเหมาะกว่า”
เย่ฉางชิงเลิกคิ้วขึ้น และเอ่ยถามต่ออย่างช้า ๆ ว่า “มิสู้แล้วจริง ๆ หรือ ? ”
จักรพรรดิดำจึงพยักหน้าหงึกหงัก “กระบี่นี้ของเจ้า ต่อให้เป็นยุคที่ข้ารุ่งเรืองก็คงมิสามารถต้านทานได้อยู่ดี มิหนำซ้ำหลังจากศึกในครั้งนั้น ข้ายังถูกเลือดสกปรกหยดนั้นกัดกินมาโดยตลอดอีกด้วย”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น เย่ฉางชิงก็มิได้เอ่ยสิ่งใดอีก เพียงแค่จ้องมองจักรพรรดิดำที่ไร้ทางสู้นิ่ง ๆ เท่านั้น
จนกระทั่งเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ
สุดท้ายเย่ฉางชิงก็ตัดสินใจเพ่งสมาธิ ขจัดพลังกระบี่ ไอกระบี่ และเจตจำนงแห่งกระบี่ทั้งหมดลง
มินานเมื่อลำแสงไอกระบี่ที่แข็งแกร่งหายไปแล้ว
พลังแห่งกฎของสวรรค์บูรพาก็กลับมาโคจร ทำให้ทุกอย่างกลับคืนสู่ปกติอีกครา
บนทะเลดำอันกว้างใหญ่เองก็เช่นกัน
นอกจากเรือสีดำมากมายที่ลอยคออยู่ไกลออกไปแล้ว ก็มีเพียงแค่เย่ฉางชิงที่ยืนเอามือไพล่หลัง และจักรพรรดิดำที่คุกเข่าอยู่กลางอากาศเท่านั้น
ทว่าเวลานี้เย่ฉางชิงมิสู้ดีเท่าไรนัก เรียกว่าเข้าขั้นหงุดหงิดเลยก็ว่าได้
เพราะการกระทำเช่นนี้ของจักรพรรดิดำ ก็เหมือนกับการไปหอนางโลม ที่ถอดกางเกงของตัวเองเสร็จแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับบอกว่ามีญาติมาหาเสียเยี่ยงนั้น
ความรู้สึกเช่นนี้เรียกว่าหงุดหงิดใจก็คงได้
อีกทั้งสิ่งที่ทำให้เขาปวดใจก็คือ
ยังมิทันได้ออกกระบี่ กระบี่จื่อชิงกลับมาหักไปเสียได้
“เฮ้อ ! ”
เขาได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา
ทว่าจู่ ๆ เย่ฉางชิงก็เหมือนฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้
จักรพรรดิดำผู้นี้บอกว่า การเรียกขานเขาว่าจักรพรรดิเย่เป็นสิ่งที่ควรแล้ว
หรือตัวเขาจะมีความสัมพันธ์บางอย่างกับจักรพรรดิเย่ผู้นั้นจริง ๆ ?
คิดถึงตรงนี้ เย่ฉางชิงจึงได้เอ่ยถามขึ้นทันทีว่า “เหตุใดเจ้าถึงมั่นใจนักว่าข้าคือจักรพรรดิเย่ที่เจ้าเอ่ยถึง ? ”
และเพื่อป้องกันจักรพรรดิดำลอบโจมตี
เย่ฉางชิงจึงยังรักษาระยะห่างกับจักรพรรดิดำเอาไว้อยู่ ขณะเดียวกันเขาก็นำเอาตำหนักเทพวาสนามาถือไว้ในมืออีกครา
จักรพรรดิดำนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน
เยี่ยงไรเสียก็เขาเคยเป็นหนึ่งในเจ้าแดนแห่งสิบสองแดนเซียนโบราณมาก่อน วันนี้ต่อให้จะต้องดับสูญอยู่ที่นี่ ก็ควรรักษาความน่าเกรงขามของตนเอาไว้บ้าง
“เจ้าคงจะมิรู้ว่าในบรรดาสิบสองแดนเซียนโบราณ จักรพรรดิเย่เรียกได้ว่าคนแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ นับตั้งแต่บำเพ็ญเพียรมา เขาใช้เวลามิถึง 500 ปีก็สามารถขึ้นเป็นจักรพรรดิที่อายุน้อยที่สุดของสิบสองแดนเซียนโบราณแล้ว”
“และบุคคลที่ไร้เทียมทานเช่นนี้ อธิบายได้เพียงแค่ว่าเขานั้นต้องกลับชาติมาเกิดอย่างแน่นอน”
ใบหน้าซีดขาวของจักรพรรดิดำเผยสีหน้าสับสนออกมา สายตาทอดมองไกลออกไปพลางเอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า “ข้ากับเขาในตอนนั้นสนิทสนมกันดี ถึงขนาดร่วมมือกันต่อสู้กับเทพโบราณชั่วร้ายตนหนึ่ง ที่ส่วนลึกของอาณาจักรทะเล”
“แต่ข้ากลับบังเอิญไปแปดเปื้อนเลือดสกปรกหยดหนึ่งเข้า ด้วยไร้ทางเลือก ข้าจึงจำต้องทิ้งให้เขาต่อสู้กับเทพโบราณตนนั้นเพียงลำพัง และหลบหนีออกมาจากอาณาจักรทะเลก่อน ทว่าเมื่อข้ามิสามารถขจัดเลือดสกปรกหยดนั้นได้ จึงตัดสินใจกลับเข้าไปในอาณาจักรทะเลอีกครา แต่กลับพบว่าเขาได้ดับสูญอยู่ที่ส่วนลึกของอาณาจักรทะเลเสียแล้ว”
เอ่ยถึงตรงนี้ จักรพรรดิดำก็ถอนสายตากลับมา และหันมาเอ่ยกับเย่ฉางชิงว่า “แต่พลังกระบี่ของเจ้าเมื่อครู่ กลับมีไอพลังต้นกำเนิดการทำลายล้าง และไอพลังต้นกำเนิดการสร้างโลกในตำนานแฝงอยู่ด้วย”
“การที่สามารถนำเอาไอพลังต้นกำเนิดทั้งสองมารวมเป็นหนึ่งได้ เห็นได้ชัดว่าเจ้านั้นอยู่เหนือทุกสิ่ง เพราะแม้แต่ตบะบารมีเช่นข้าก็ยังมิอาจที่จะจินตาการการมีอยู่ของเจ้าได้”
“สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนมากมาย การขึ้นไปถึงแดนเซียนโบราณได้ก็นับว่าเป็นการก้าวสู่จุดสูงสุดของวิถีเซียนแล้ว ทว่าสำหรับพวกเราที่อยู่บนขั้นสูงสุดของวิถีเซียนแล้วนั้น ต่างรู้ดีว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของอีกปฐมบทเท่านั้น”
“กล่าวอีกนัยก็คือ มิว่าจะเป็นสิบสองแดนเซียนโบราณที่กว้างใหญ่ไพศาล หรืออีกแปดแดนมาร ทว่าเหนือกว่านั้นยังมีผู้ที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่า ที่เรียกว่าแดนเทพโบราณ”
จักรพรรดิดำสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเอ่ยเปลี่ยนเรื่องว่า “และเจ้ามิเพียงแต่ได้รับการยอมรับของตำหนักเทพวาสนาและกระบี่จื่อชิง ยิ่งไปกว่านั้นยังครอบครองไอพลังต้นกำเนิดถึงสองชนิด”
“เช่นนั้นข้าจึงเดาว่า มิว่าจะเป็นจักรพรรดิเย่ที่ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทั้งสิบสองแดนเซียนโบราณ หรือว่าเจ้าในตอนนี้จะต้องเป็นผู้ที่อยู่เหนือจินตนาการกลับชาติมาเกิดอย่างแน่นอน”
“ส่วนผู้ที่อยู่เหนือจินตนาการท่านนี้จะเกิดใหม่มากี่ชาติภพแล้วนั้น ข้าเองก็มิสามารถบอกได้ แต่คงมิได้มีเพียงสองชาติอย่างแน่นอน…”
ในตอนนั้นเอง คำพูดของจักรพรรดิดำราวกับเป็นการเปิดเผยความลับอันยิ่งใหญ่บางอย่างเข้า
ทันใดนั้น ร่างของเขาก็เกิดสั่นเทาอย่างรุนแรง ดวงตาเบิกกว้าง เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ เหมือนถูกพลานุภาพอันน่ากลัวบางอย่างเข้าโจมตี
ทว่าแม้จะเป็นเช่นนั้น มุมปากของเขาก็ยังฝืนแสยะยิ้มออกมา
ราวกับจะบอกเย่ฉางชิงว่า
เห็นหรือไม่ !
ข้าเดาเอาไว้มิมีผิด !
มิว่าจะเป็นจักรพรรดิเย่หรือเจ้าในตอนนี้ สุดท้ายก็คือผู้สูงส่งบางคนที่กลับชาติมาเกิดจริง ๆ ด้วย
“ตูม ! ”
ผ่านไปมิกี่อึดใจ
ด้านหลังของจักรพรรดิดำก็มีรอยแตกร้าวยาวร้อยจั้งเส้นหนึ่งขึ้นมา จากนั้นก็ได้แตกออก
ซึ่งส่วนลึกของรอยแตกเส้นนี้ ได้มีแม่น้ำสีทองที่ไร้ขอบเขตสายหนึ่งไหลอยู่
เป็นปรากฏการณ์ที่อัศจรรย์พันลึกยิ่งนัก
มิเพียงเท่านั้น สัญลักษณ์โบราณรูปแบบต่าง ๆ ที่ลุกโชนราวกับเปลวเพลิง ก็ค่อย ๆ ลอยขึ้นเหนือแม่น้ำสีทองสายนั้น
และมีร่างที่แม้จะดูเลือนลาง แต่กลับให้ความรู้สึกทรงอำนาจร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น
ร่างนี้แม้จะนิ่งสงบราวกับภูผา ทว่าเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น ก็ทำให้คนรู้สึกเลื่อมใสจนอยากที่จะกราบกรานขึ้นมาอย่างควบคุมมิได้
“เด็กน้อย การที่เจ้าสามารถคาดเดาได้ถึงเพียงนี้ เป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายของข้าจริง ๆ”
“แต่เจ้าควรจะรู้ว่า เรื่องบางเรื่องแม้จะมองออกแต่ก็มิจำเป็นที่จะต้องพูดออกมา นี่ถึงจะนับว่าเป็นคนฉลาด ส่วนเจ้ากลับเหมือนมิรู้ว่าตนกำลังทำอันใดอยู่”
เสียงที่แยกมิออกว่าเป็นหญิงหรือชายเสียงหนึ่งดังขึ้น
เสียงนี้แม้จะเรียบนิ่ง แต่กลับทำให้จิตวิญญาณสั่นสะท้าน และทำให้จิตใจกลับมาสงบลงได้อย่างรวดเร็ว ราวกับเสียงสวรรค์ก็มิปาน
แต่ทันทีที่เสียงนั้นเงียบลง
ร่างของจักรพรรดิดำก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง เลือดสีดำไหลออกจากทวารทั้งเจ็ดมิหยุด ไอพลังชีวิตมหาศาลไหลทะลักออกมาอย่างรวดเร็ว
เวลาเพียงมิกี่อึดใจ
จักรพรรดิดำก็เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกสีดำเท่านั้น
จากนั้นก็ได้กลายเป็นผุยผง และค่อย ๆ ปลิวลงสู่ด้านล่าง
เมื่อเห็นภาพอันพิสดารตรงหน้า
เย่ฉางชิงก็รู้สึกราวกับมีหินก้อนใหญ่กดทับอยู่ที่หน้าอก หายใจได้ยากลำบากยิ่งนัก
ระหว่างที่รอยแยกกลางอากาศยาวร้อยจั้งเส้นนั้นกำลังจะมลายหายไป
เย่ฉางชิงก็ได้สติขึ้นมา ก่อนจะถามออกไปว่า “เจ้าเป็นใครกัน ? ”