เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 615 เก้าภพ
ตอนที่ 615 เก้าภพ
เมื่อเย่ฉางชิงเอ่ยถามออกไป
เพียงเสี้ยววินาที
ราวกับทุกสรรพสิ่งในบริเวณนั้นถูกสะกดเอาไว้ก็มิปาน
แม้แต่รอยแยกในความว่างเปล่าที่กำลังค่อย ๆ ผสานกัน ก็หยุดชะงักลงเช่นกันในวินาทีนี้
เมื่อเห็นภาพพิสดารเช่นนี้
เย่ฉางชิงก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป ภายในใจรู้สึกสับสนอลหม่านไปหมด
เมื่อต้องเผชิญหน้ากลับร่างลึกลับที่ยืนอยู่บนแม่น้ำสีทอง ที่สามารถสังหารจักรพรรดิดำได้
แม้เขาจะมิได้รู้สึกหวาดกลัว แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่า
คนผู้นี้แข็งแกร่งยิ่งนัก !
อย่างน้อยภายในความทรงจำที่มีอยู่ในตอนนี้ ก็ยังมิมีผู้ใดสามารถเทียบเคียงได้
อีกทั้งต่อให้ใช้เคล็ดกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา ก็คงมิอาจทำอะไรคนผู้นี้ได้
แต่มิรู้เพราะเหตุใด เขากลับมิรู้สึกถึงความกลัวเลยแม้แต่น้อย
จนกระทั่งเย่ฉางชิงเตรียมจะเอ่ยปากอีกครา
ร่างลึกลับที่ยืนอยู่บนแม่น้ำสีทอง ในส่วนลึกของรอยแยกกลางอากาศร่างนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า
“ความจริงแล้วข้ามิควรปรากฏกายขึ้นที่นี่ แต่เจ้าหนุ่มคนนั้นกลับเอาความลับของสวรรค์มาเปิดเผยทั้งที่ยังมิถึงเวลา”
“เช่นนั้นข้าจึงจำเป็นที่จะต้องปิดปากเขาเสีย”
ร่างลึกลับชะงักไปเล็กน้อย พลางเอ่ยกับเย่ฉางชิงด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ ว่า “เจ้าเองก็มิต้องคิดมาก สาเหตุที่ข้ามาปรากฏกายที่นี่ได้ เพราะข้าบังเอิญผ่านมาทางนี้พอดี”
“ส่วนเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ข้าจะมิยื่นมือเข้ามายุ่งอีกอย่างแน่นอน ข้าสาบานได้ว่า…”
เอ่ยถึงตรงนี้
“สาบาน ? ”
ร่างลึกลับเอ่ยพึมพำกับตัวเองว่า “กายเนื้อและจิตวิญญาณของข้าล้วนเป็นอมตะ มหามรรคาทั้งมวลล้วนเกิดจากความคิดของคนผู้นั้น ต่อให้อยากตายมากเพียงใดก็ทำมิได้อยู่ดี”
ได้ยินเช่นนั้น เย่ฉางชิงก็เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง “เจ้าเป็นใคร… แล้วข้าเป็นใคร?”
“เรื่องนี้… เรื่องนี้คือ”
ร่างลึกลับส่ายหน้าไปมา “เจ้าในตอนนี้ยังมิจำเป็นต้องรู้ แค่จำเอาไว้ว่าเส้นทางของเจ้าต่อจากนี้ยังอีกยาวไกลนัก”
“ส่วนข้านั้น รอเจ้าก้าวเข้าสู่เส้นทางเทพ ผสานร่างเก้าภพในอดีตและปัจจุบันได้แล้ว พวกเราย่อมได้พบกันอีก”
ทันทีที่สิ้นเสียง สีหน้าของเย่ฉางชิงก็เปลี่ยนไป ดวงตาถึงกับเบิกโพลง “ผสานร่างเก้าภพอะไรกัน ? ”
“อ๊ะ ! ”
ร่างลึกลับถึงกับสะดุ้งโหยงขึ้นมาทันที พลางเอ่ยพึมพำขึ้นมาว่า “บ้าจริง ข้าเผลอพูดสิ่งที่มิควรพูดออกไปอีกแล้ว”
หลังจากเงียบอยู่สักพัก ร่างลึกลับก็เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มว่า “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าก็ควรกลับได้แล้ว เอาไว้ค่อยพบกันใหม่”
เอ่ยเพียงเท่านั้น ทุกสิ่งที่ถูกสะกดเอาไว้ก่อนนี้ก็คลายลงทันที
รอยแยกยาวร้อยจั้งที่พาดผ่านความว่างเปล่าเส้นนั้นก็ปิดลงภายในพริบตา
บัดนี้ด้วยพลังแห่งกฎจึงทำให้มิเหลือร่องรอยใด ๆ อีก
ทันใดนั้นบนทะเลดำอันกว้างใหญ่ จึงเหลือเพียงเย่ฉางชิงที่ยังคงงุนงงอยู่เพียงผู้เดียว
‘ผสานร่างเก้าภพในอดีตและปัจจุบัน’
‘นี่ก็หมายความว่า ข้ามิเพียงเกิดมาแล้วสองชาติ แต่เกิดใหม่ถึงเก้าชาติเลยเยี่ยงนั้นหรือ’
‘อีกทั้งคำพูดของคนผู้นั้นคล้ายกับจะบอกเป็นนัย ๆ ด้วยว่า’
‘หากจะปลดผนึกความทรงจำออกได้ ต้องผสานร่างของทั้งเก้าภพเข้าด้วยกัน’
‘แต่จะผสานเยี่ยงไรเล่า?’
‘หรือข้าต้องย้อนเวลากลับไปในอดีต ? ’
‘นี่มิเท่ากับจงใจกลั่นแกล้งข้าหรอกหรือ ! ’
มิรู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด ขณะที่เย่ฉางชิงเอาแต่กุมขมับและทอดถอนใจอยู่นั้น
พวกหนิงซู่ซู่ก็ได้พากันกลับมา ก่อนจะปรากฏกายขึ้นตรงหน้าเย่ฉางชิงอย่างเงียบ ๆ
“นายท่าน เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นกันแน่หรือขอรับ ข้ารู้สึกเหมือนห้วงเวลาถูกผนึกไปชั่วขณะเลยขอรับ ? ”
ราชันทมิฬเกาท้ายทอย พลางเอ่ยถามเย่ฉางชิงด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า
ขณะเดียวกัน คนที่เหลือก็จ้องมองเย่ฉางชิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยเช่นกัน
พลังของจักรพรรดิดำเป็นเช่นไร
ก่อนหน้านี้พวกเขาต่างก็รู้ดี
ทว่าสุดท้าย เมื่อครู่ที่ผ่านมา
พวกเขาต่างก็รู้สึกราวกับมีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย และเหมือนมิมีอะไรเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน
แต่สิ่งที่สามารถยืนยันได้ก็คือ
จักรพรรดิดำที่ทำให้พวกเขาหวาดกลัว บัดนี้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เช่นนั้นพวกเขาจึงคาดเดาว่าก่อนหน้านี้ คงมีใครสักคนผนึกห้วงเวลาเอาไว้ จากนั้นก็สังหารจักรพรรดิดำเสีย
และผู้ที่สามารถควบคุมอิทธิฤทธิ์เช่นนี้ได้ คงมีเพียงเย่ฉางชิงเท่านั้น
เย่ฉางชิงเมื่อได้สติขึ้นมา ก็ได้เอ่ยถามขึ้นว่า “เจ้าว่าอะไรนะ ? ”
ถูสือซานจึงค่อย ๆ เอ่ยขึ้นว่า “ท่านเย่ ผู้อาวุโสท่านนั้น…”
เย่ฉางชิงหัวเราะออกมา ก่อนจะเอ่ยออกไปตรง ๆ ว่า “เมื่อครู่มีคนผู้หนึ่งยืนอยู่บนแม่น้ำสีทอง และคนผู้นั้นก็ได้สังหารจักรพรรดิดำลงอย่างง่ายดาย ส่วนเหตุผลก็เพราะว่าจักรพรรดิดำได้พูดในสิ่งที่มิควรพูดออกมาก็เท่านั้น”
ได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป พลางหันมามองหน้ากันเล็กน้อย ทว่ามินานก็รู้สึกโล่งใจ
มิว่าจะเป็นจักรพรรดิดำที่ร่างกายเหม็นเน่าผู้นั้น หรือว่าเย่ฉางชิง
ผู้แข็งแกร่งที่อยู่ในระดับนั้น เรื่องบางเรื่องพวกเขาก็ยังมิมีสิทธิ์ที่จะรู้ได้
ส่วนเย่ฉางชิงจะพูดเรื่องจริงหรือไม่นั้น ย่อมต้องมีเหตุผลของเขา
มินานหนิงซู่ซู่ก็เอ่ยคลี่คลายสถานการณ์ ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนว่า “ในเมื่อจักรพรรดิดำถูกกำจัดแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็เดินทางต่อกันเถอะ”
เทพหลิวพยักหน้าเห็นด้วย พลางเอ่ยเสียงเย็นว่า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ อีกอย่างเรือสีดำที่เดินทางไปเส้นทางโบราณ ก็แล่นห่างจากพวกเราไปประมาณหนึ่งแล้ว”
ประกายเคลือบแคลงบางอย่างพาดผ่านดวงตาของเย่ฉางชิง ก่อนที่เขาจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็เดินทางไปยังเส้นทางโบราณต่อกันเถอะ”
เวลาผ่านไปประมาณครึ่งก้านธูป
พวกเย่ฉางชิงก็ได้มารวมตัวกันอยู่บนเรือสีดำลำหนึ่ง
เนื่องจากอิทธิฤทธิ์ของเคล็ดกระบี่ที่เย่ฉางชิงสำแดงออกมาก่อนหน้านี้ จึงทำให้บนเรือสีดำเวลานี้ นอกจากเศษซากต่าง ๆ มากมายรวมทั้งกลิ่นเหม็นเน่าแผ่กระจายไปทั่วแล้ว นอกนั้นก็มิได้มีสิ่งใดอีก
ตรงหน้าราวกั้นที่หัวเรือ
เย่ฉางชิงและหนิงซู่ซู่ยืนเคียงข้างกัน พร้อมกับจ้องมองไปยังท้องทะเลตรงหน้า
“ซู่ซู่ เจ้าเคยได้ยินเรื่องกลับชาติมาเกิดหรือไม่ ? ”
เย่ฉางชิงนิ่งเงียบอยู่สักพัก ก็ได้เอ่ยถามขึ้นมา โดยมิได้หันไปมองหน้า
หนิงซู่ซู่ถอนสายตากลับมา แล้วหันไปมองเสี้ยวหน้าอันหล่อเหลาของเย่ฉางชิง พลางเอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า “ข้าเคยได้ยินมาบ้าง”
“ตามที่บันทึกเอาไว้ในตำราโบราณ ทุกยุคสมัยล้วนมีสุดยอดผู้ที่ไร้เทียมทานลงมาบนโลก คนทั่วไปมิเพียงต้องใช้เวลายาวนาน ยังต้องมีคุณสมบัติและโชคที่สูงส่งยิ่ง จึงจะประสบความสำเร็จในวิถีเซียน”
“ทว่าบางคนนั้นกลับมิเหมือนกัน เดิมทีพวกเขาอาจดูเป็นเพียงแค่คนธรรมดา แต่หลังจากความทรงจำของตัวตนที่แท้จริงฟื้นคืนมาแล้ว ก็จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว และใช้เวลาเพียงมิกี่ร้อยปีก็สามารถก้าวเข้าสู่ระดับเทพพิภพ และขึ้นไปยังแดนเซียนโบราณได้แล้ว”
“อีกทั้งคนเหล่านี้ตามที่บันทึกเอาไว้ในตำรา มักจะถูกเรียกว่าผู้กลับชาติมาเกิด”
เย่ฉางชิงพยักหน้ารับรู้ แล้วเอ่ยต่อว่า “เช่นนั้น… เจ้าเชื่อหรือไม่ว่ามีคนที่สามารถกลับชาติมาเกิดใหม่ถึงเก้าชาติ ? ”
“เก้าชาติ ? ”
หนิงซู่ซู่มีสีหน้าตื่นตระหนกขึ้นมาทันที
‘กลับชาติมาเกิดใหม่เก้าชาติงั้นหรือ ? ’
‘จะเป็นไปได้เยี่ยงไร ! ’
เพราะตามที่มีบันทึกเอาไว้ในตำราโบราณเล่มหนึ่งที่นางเคยอ่านเจอ
ที่เรียกกันว่ากลับชาติมาเกิดใหม่ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าชาติที่สองของผู้ที่อยู่ในระดับต้องห้าม
การที่จะกลับมาเกิดใหม่ในชาติที่สองนั้น ก็มิต่างอะไรกับการฝืนลิขิตของสวรรค์ จะต้องประสบกับการครอบงำอันน่าสะพรึงกลัวต่าง ๆ และอาจต้องแลกมาด้วยทุกสิ่งอย่างที่มี
หากมิใช่เพราะไร้ทางเลือก ผู้ที่อยู่ในระดับต้องห้ามเหล่านั้นต่างยอมที่จะดับสูญ และมิมีทางกลับมาเกิดใหม่เป็นชาติที่สองอย่างแน่นอน
ยิ่งกลับมาเกิดใหม่ถึงเก้าชาติ สิ่งนี้ย่อมเป็นไปมิได้เด็ดขาด !
คิดได้เช่นนั้น หนิงซู่ซู่ก็ส่ายหน้ายิ้ม ๆ “ข้ามิเชื่อหรอก”
เย่ฉางชิงจึงถอนสายตากลับมา แล้วหันมาเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนว่า “ความจริงแล้ว… ข้าเองก็มิเชื่อ”
หนิงซู่ซู่ชะงักงันไปชั่วขณะ ก่อนจะเผยสีหน้าอ่อนโยนออกมา ขณะพิงศีรษะลงไปที่บ่าของเย่ฉางชิงเบา ๆ