เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 666 ท่านมาปลดทุกข์ใช่หรือไม่ ?
ตอนที่ 666 ท่านมาปลดทุกข์ใช่หรือไม่ ?
เจ้าไปซะเถอะ !
หลังจากที่สตรีลึกลับไตร่ตรองอยู่สักพัก ก็เอ่ยออกมาเพียงเท่านั้น
เย่ฉางชิงพลันชะงักไปเล็กน้อย
เดิมเขาคิดที่จะถามข้อมูลเกี่ยวกับแดนเซียนจื่อฉงแห่งนี้ แต่สุดท้ายอีกฝ่ายกลับบอกให้เขาไปซะ
‘ข้าขี้เหร่มากเลยงั้นหรือ ? ’
‘มิเป็นที่ชื่นชอบเพียงนี้เชียวหรือ ? ’
‘ช่างเถอะ ! ’
‘สภาพแวดล้อมที่นี่น่าขนลุกถึงเพียงนี้ รีบไปจากที่นี่ก็ดีเหมือนกัน’
‘ข้าค่อยไปสืบข่าวจากคนอื่นเอาก็ได้’
คิดได้ดังนั้น เย่ฉางชิงก็ประสานมือคารวะให้อีกครั้ง พลางเอ่ยอย่างรักษามารยาทว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้นข้าขอตัวลาก่อน”
สิ้นเสียง เย่ฉางชิงก็เอามือไพล่หลัง พริบตาก็แปลงกายเป็นลำแสงสายหนึ่งเหาะออกไปทันที
จนเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเคอ
สตรีลึกลับก็ขมวดคิ้วน้อย ๆ พร้อมกับมองไปยังทิศทางที่เย่ฉางชิงจากไปอย่างครุ่นคิด
“คนผู้นี้เป็นมารจากเผ่าจิ้งหรีดโบราณตนนั้นจริงหรือ ? ”
“แต่ตามบันทึกในตำราโบราณที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยบรรพกาลเล่มนั้น เผ่าจิ้งหรีดโบราณเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกเขตแดนและมีนิสัยดุร้าย”
“ทว่าคนผู้นี้กลับมีพลังที่แข็งแกร่งอย่างมาก ความแตกฉานในวิถีกระบี่ก็ลึกล้ำสุดจะหยั่ง และหากมิใช่เพราะเขายั้งมือเอาไว้ เกรงว่าด้วยร่างแยกนี้ของข้าและมังกรดำ คงได้กลายเป็นศพใต้คมกระบี่ของเขาไปแล้ว”
“หรือการที่เขาถูกผนึกมาเนิ่นนาน จึงทำให้นิสัยดุร้ายของเขาหายไป ? ”
“เป็นไปมิได้ เรื่องนี้เป็นไปมิได้อย่างแน่นอน ! ”
“หากเป็นเช่นนั้นจริงสวรรค์บูรพาจะปรากฏผู้ที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ขึ้นได้เยี่ยงไร ? ”
ขณะที่สตรีลึกลับอดมิได้ที่จะพึมพำออกมานั้น
มังกรดำก็ฝืนความเจ็บปวดบนร่างกาย และเอ่ยออกมาอย่างมิเข้าใจว่า “นายท่าน คนผู้นี้มาจากโลกเล็ก ๆ และเพิ่งขึ้นมายังแดนเซียนจื่อฉงจริงหรือขอรับ ? ”
“ข้าเองก็มิรู้เหมือนกัน”
สตรีลึกลับชะงักงัน ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ และเอ่ยว่า “แต่ข้าคิดว่าพลังที่แท้จริงของคนผู้นี้มิได้ด้อยไปกว่าร่างจริงของข้าเลย”
“บุคคลที่ไร้เทียมทานเช่นนี้หากปรากฏตัวที่โลกเบื้องล่าง เพียงแค่ไอพลังอันแข็งแกร่งบนกาย รวมทั้งความแตกฉานในวิถีกระบี่ ก็เพียงพอที่จะกระตุ้นพลังแห่งกฎของโลกเล็ก ๆ ได้แล้ว”
“หากเป็นเช่นนี้จริงกฎของโลกใบนั้นจะต้องพังทลายลง ปราณวิญญาณฟ้าดินก็จะเหือดแห้ง ต้นกำเนิดโลกก็จะสลายไป”
“ทว่าสิ่งนั้นจะมีผลกรรมที่น่ากลัวอยู่อย่างหนึ่ง ต่อให้อยู่ในระดับเดียวกันกับข้าตอนนี้ ก็มิมีผู้ใดกล้าที่จะแปดเปื้อนกับผลกรรมนี้อย่างแน่นอน”
มังกรดำลังเลอยู่สักพัก จึงเอ่ยออกมาอย่างครุ่นคิดว่า “นายท่านขอรับ ในเมื่อเป็นเช่นนั้นคนผู้นี้ก็จะต้องมิได้มาจากโลกเบื้องล่าง แต่มาจากแดนเซียนอื่นเยี่ยงนั้นหรือขอรับ ? ”
สตรีลึกลับพยักหน้าอย่างมิมั่นใจนัก แล้วจึงค่อย ๆ เอ่ยว่า “มีความเป็นไปได้”
มังกรดำจึงเอ่ยอีกว่า “นายท่าน ท่านว่าคนผู้นี้เหตุใดถึงมาปรากฏกายที่แดนเซียนจื่อฉงของเราหรือขอรับ ? ”
สตรีลึกลับส่ายหน้าไปมา พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ตอนนี้ข้ามิมีเวลามาสนใจเรื่องเช่นนี้แล้ว”
“ร่างจริงของข้าใกล้จะบรรลุเต็มที จะเกิดเรื่องที่มิคาดฝันขึ้นตอนนี้มิได้อย่างเด็ดขาด”
“หากครั้งนี้ร่างจริงของข้าสามารถบรรลุได้สำเร็จ ถึงตอนนั้นก็จะสามารถต่อกรกับคนผู้นี้ได้ หากเขาเป็นมารเผ่าจิ้งหรีดโบราณจริงล่ะก็ ข้าจะสังหารเขาด้วยมือของข้าเอง……”
อีกด้านหนึ่ง
เย่ฉางชิงที่เหาะเหินอยู่กลางอากาศและเปิดกระแสจิตไปด้วย
ทว่าสิ่งที่คาดมิถึงก็คือ หลังจากที่เขาบรรลุระดับสุขาวดีแล้ว ขอบเขตของกระแสจิตกลับสามารถแผ่ออกไปไกลนับแสนลี้เลยทีเดียว
แต่สิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดก็คือ แม้กระแสจิตของเขาจะสามารถปกคลุมได้ถึงแสนลี้ แต่ภายในเขตที่กระแสจิตปกคลุมกลับมิมีแม้แต่นกสักตัวเดียว
‘นี่มันสถานที่กันดารเช่นไรกัน ! ’
‘ภายในรัศมีหลายแสนลี้ กลับมิมีสิ่งมีชีวิตใด ๆ เลยแม้แต่ตัวเดียว’
‘นี่คือแดนเซียนโบราณที่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างใฝ่ฝันถึงเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘นี่มันเรื่องตลกชัด ๆ ! ’
เย่ฉางชิงเหาะไปก็ส่งกระแสจิตออกค้นหาคนของแดนเซียนจื่อฉงไปพลาง
เพื่อต้องการที่จะถามข้อมูลเกี่ยวกับแดนเซียนโบราณในตำนานแห่งนี้
จนกระทั่งเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยาม
ภายในเขตที่กระแสจิตปกคลุมก็พบว่ามีหมู่บ้านแห่งหนึ่งปรากฏขึ้น
วินาทีต่อมา เย่ฉางชิงจึงได้หยุดใช้กระแสจิต และเพ่งสมาธิก่อนจะปรากฏกายขึ้นใกล้ ๆ กับหมู่บ้านแห่งนั้นภายในพริบตา
จากนั้นเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่มิคาดฝัน หรือทำให้ชาวบ้านตื่นตกใจ
เขาจึงเลือกที่จะเดินเข้าไปในหมู่บ้านด้วยใบหน้าแฝงรอยยิ้มบาง ๆ ราวกับอาจารย์ที่สอนหนังสืออยู่ที่เมืองเสี่ยวฉือก่อนหน้านี้ก็มิปาน
จากนั้นมินานเขาก็กลับออกมาจากหมู่บ้านอีกครั้ง โดยมีชาวบ้านมากมายยืนส่งเขาอยู่
และสิ่งที่ต่างไปจากก่อนหน้านี้ก็คือ เวลานี้เขามิได้สวมชุดสีเขียวตัวเดิมอีกแล้ว
แต่กลับสวมใส่หนังสัตว์ โดยที่เอวมีเนื้อแห้งและนมแขวนอยู่อย่างละถุง ภายในมือยังถือขวานหินที่ค่อนข้างคมด้ามหนึ่งไว้อีกด้วย
ถูกต้อง !
ชาวบ้านที่นี่ล้วนแต่จิตใจดีและใสซื่อเหมือนกับชาวเมืองเสี่ยวฉือมิมีผิด
เมื่อรู้ว่าเขาจะไปที่เมืองเหอซีที่อยู่ไกลออกไปหลายร้อยลี้ ทั้งยังมิใช่ผู้บำเพ็ญเพียร
จึงได้มอบอาหารและอาวุธป้องกันตัว รวมทั้งหนังสัตว์เพิ่มความอบอุ่นให้เขาพร้อมสรรพ
ส่วนเย่ฉางชิงนั้นก็มิมีของมีค่าอันใดที่สามารถมอบให้เพื่อเป็นการตอบแทนได้
เขาจึงได้มอบภาพเทพปีศาจโบราณที่เขาใช้บำเพ็ญเพียร รวมทั้งภาพวาดทิวทัศน์ภาพหนึ่งให้แก่ผู้ใหญ่บ้าน หวังว่าจะสามารถคุ้มครองพวกเขาได้
มินานเมื่อเขาเดินมาถึงใต้ต้นไม้เก่าแก่ที่สูงตระหง่านต้นหนึ่ง
เย่ฉางชิงจึงหันกลับไปมองอีกครั้ง ก่อนจะเพ่งสมาธิและเก็บหนังสัตว์ เนื้อแห้ง นม รวมถึงขวานหินที่หนักหลายร้อยชั่งเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ
“มาถึงวันนี้ก็ยิ่งรู้สึกคิดถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตกับคนธรรมดาเหล่านั้น”
เย่ฉางชิงเอ่ยพลางทอดถอนใจออกมา “หากเป็นไปได้ล่ะก็ เมื่อช่วยชิงเฟิงออกมาได้แล้ว ข้าจะกลับไปที่เมืองเสี่ยวฉือกับนาง ไปสอนหนังสือ และใช้ชีวิตอย่างไร้กังวลเสียที”
สิ้นเสียง เย่ฉางชิงก็ยิ้มออกมา จากนั้นร่างของเขาก็ราวกับหายไปในอากาศก็มิปาน
และเมื่อเขาปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง
ก็พบว่ารอบกายเต็มไปด้วยต้นไม้เก่าแก่ที่เขียวชอุ่ม พืชพรรณเจริญงอกงาม
ตรงหน้ามีภูเขาเขียวขจีหลายลูกตั้งเรียงรายอยู่
และในส่วนลึกของทิวเขาที่เมฆหมอกปกคลุมอยู่ ก็มีเมืองบนภูเขาเมืองหนึ่งปรากฏอยู่ราง ๆ
มิเพียงเท่านั้นเหนือศีรษะของเขาในเวลานี้ ก็ได้มีร่างที่เหาะผ่านไปพร้อมแผ่ไอพลังอันมหาศาลออกมา ขณะมุ่งหน้าไปทางเมืองบนภูเขาแห่งนั้นอย่างรวดเร็วเป็นระยะ ๆ
นอกจากนี้ยังมีรถม้าหรูหราที่ส่องประกายระยิบระยับ และปกคลุมไปด้วยหมอกแสง ที่ถูกลากด้วยสัตว์ปีศาจหลายตัว ทะยานไปด้านหน้าอย่างฮึกเหิม……
เย่ฉางชิงเลิกคิ้วขึ้น ด้วยท่าทางครุ่นคิด
‘ผู้บำเพ็ญเพียรมากมายเหล่านี้มุ่งหน้าไปยังเมืองเหอซีทำไมกัน’
‘หรือเมืองเหอซีจะมีวันสำคัญอันใดเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘อืม ! ’
‘คงจะเป็นเช่นนั้นแน่ ! ’
‘มิเช่นนั้นเมืองเหอซีที่อยู่ห่างไกลเช่นนี้ ไหนเลยจะมีผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนมากมายเช่นนี้มารวมตัวกันได้’
‘เพียงแต่เมืองเหอซีแห่งนี้จะเหมือนเมืองโลกวิญญาณบนเส้นทางโบราณหรือไม่ ที่หากต้องการเข้าเมืองต้องจ่ายด้วยหินวิญญาณอันใดนั่นเสียก่อน ? ’
คิดถึงตรงนี้ เย่ฉางชิงก็อดมิได้ที่จะรู้สึกเสียดายขึ้นมา
หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ก่อนหน้านี้ตอนที่จะจากสวรรค์บูรพามา เขาน่าจะยึดหินวิญญาณจากราชันทมิฬมาให้หมดก็ดี
มิเช่นนั้นคงมิต้องมายืนกังวลอยู่ตรงนี้
หลังจากใคร่ครวญอยู่สักพัก เย่ฉางชิงก็ตัดสินใจว่าจะไปสำรวจรอบ ๆ เมืองเหอซีดูก่อน
หากการผ่านเข้าเมืองมิต้องจ่ายด้วยหินวิญญาณ เขาค่อยเข้าไปอีกที
แต่หากต้องใช้หินวิญญาณเช่นนั้นเขาค่อยใช้อิทธิฤทธิ์หายตัวดังใจนึก ลอบเข้าเมืองเหอซีโดยมิให้ใครรู้ จากนั้นค่อยวางแผนต่อ
ทว่าเย่ฉางชิงออกเดินได้เพียงมิกี่ก้าว จู่ ๆ ก็มีกลิ่นเหม็นตลบอบอวลพวยพุ่งออกมา
ขณะเดียวกันพุ่มไม้ที่อยู่มิไกลนักก็เกิดการสั่นไหวขึ้น
ก่อนที่จะมีศีรษะขนาดใหญ่โผล่ออกมาจากพุ่มไม้
เมื่อทั้งสองสบตากัน
ทันใดนั้น รอยยิ้มอันสดใสก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้ากลม ๆ ของอีกฝ่าย เผยให้เห็นฟันขาวสะอาด
“พี่ชาย ท่านมาปลดทุกข์ใช่หรือไม่ ? ”