เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 667 เมืองเหอซี
ตอนที่ 667 เมืองเหอซี
เมื่อถูกคนผู้นี้ถามขึ้นมา
เส้นเลือดที่ขมับของเย่ฉางชิงก็พลันเต้นตุบ ๆ อย่างอดมิได้
‘พี่ชาย ? ’
‘ท่านมาปลดทุกข์ใช่หรือไม่ ? ’
คำถามนี้แฝงความหมายว่า คนผู้นี้ก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนคนหนึ่งเช่นกัน
อีกทั้งยังเห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้อย่างน้อยก็ต้องมีตบะบารมีระดับเทพพิภพขั้นท้ายอย่างแน่นอน
แต่สุดท้ายอีกฝ่ายกลับมาแอบทำเรื่องสกปรกเช่นนี้ที่นี่ได้
ช่างไร้คุณธรรมจริง ๆ !
อีกอย่างอย่าว่ามีตบะบารมีระดับนี้เลย
แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานปราณที่ธรรมดายังอดอาหารได้เลย
ดังนั้นเมื่อถึงระดับนี้แล้ว กายเนื้อก็แทบจะมิสลาย จิตวิญญาณเข้าใกล้ความเป็นอมตะ
แน่นอนว่าโลกอันกว้างใหญ่ ย่อมต้องมีสิ่งพิสดารมากมาย
ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนเองก็มีมากมายนับมิถ้วน ย่อมเลี่ยงมิได้ที่จะมีคนตะกละตะกลามปะปนอยู่
เย่ฉางชิงก็เป็นหนึ่งในนั้น
ทว่าแม้เขาจะเป็นคนตะกละ แต่อาหารรสเลิศใด ๆ เมื่อตกถึงท้องของเขาแล้ว มินานก็จะถูกกายเนื้อย่อยไปจนหมด
ดังนั้นคนผู้นี้จะต้องกินอาหารเข้าไปมากมายเพียงใด
ระหว่างที่เย่ฉางชิงอดมิได้ที่จะลอบพร่ำบ่นอยู่ภายในใจนั้น
คนผู้นี้จึงได้โผล่ออกมาจากพุ่มไม้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
และในที่สุดเย่ฉางชิงก็ได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของคนผู้นี้อย่างชัด ๆ
อวบ !
อ้วน !
เป็นลูกชิ้นที่กลิ้งได้ลูกหนึ่งชัด ๆ !
“พี่ชายท่านนี้ ดูท่าท่านคงมิได้มาปลดทุกข์กระมัง ! ”
บุรุษรูปร่างอ้วนท้วนประสานมือคารวะให้แก่เย่ฉางชิง พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มขัดเขินว่า “ท่านอย่าได้หัวเราะเยาะข้าเลยนะ เมื่อวานข้ากินปีศาจระดับเทพพิภพเข้าไปตัวหนึ่ง จึงทำให้มิสามารถย่อยปราณชีวิตอันรุนแรงภายในกายได้ในเวลาสั้น ๆ จึงต้องมาทำธุระส่วนตัวที่นี่”
เย่ฉางชิง “……”
บุรุษรูปร่างอ้วนท้วนเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเปลี่ยนเรื่องและถามขึ้นว่า “จริงสิ พี่ชายท่านนี้มาปรากฏกายอยู่ที่นี่ แสดงว่าก็คงมางานของเมืองเหอซีกระมัง ? ”
งานของเมืองเหอซี ?
ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนมากมายมารวมตัวกันที่นี่เพราะมีสาเหตุจริง ๆ ด้วย
“พี่ชายคิดมากไปแล้ว ข้าเพียงแค่รู้สึกสงสัยก็เท่านั้น”
เย่ฉางชิงเองก็ประสานมือคารวะให้แก่บุรุษรูปร่างอ้วนท้วนเช่นกัน พลางเอ่ยอธิบายว่าเล็กน้อย ก่อนจะถามกลับไปว่า “พี่ชาย ข้าเพิ่งจะขึ้นมาจากโลกเบื้องล่าง มิทราบว่าช่วงนี้เมืองเหอซีมีงานอันใดหรือขอรับ ? ”
ได้ยินดังนั้น ดวงตาของบุรุษรูปร่างอ้วนท้วนพลันมีประกายเคลือบแคลงสงสัยฉายออกมา และลอบสัมผัสไอพลังบนกายของเย่ฉางชิงอย่างเงียบ ๆ
‘เพิ่งจะขึ้นมาจากโลกเบื้องล่างงั้นหรือ ! ’
‘ถึงขนาดมิรู้ว่าที่เมืองเหอซีมีงานอันใดกันแน่ ! ’
‘แต่น่าประหลาดนัก เหตุใดถึงมิสามารถสัมผัสไอพลังวิถีเซียนใด ๆ จากกายของคนผู้นี้ได้เลย ? ’
‘หรือเขาจะพกสมบัติวิเศษเอาไว้ จึงสามารถปกปิดไอพลังบนกายได้ ? ’
‘อืม ! ’
‘คงจะเป็นเช่นนั้น ! ’
‘มิใช่สิ ! ’
‘ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ ! ’
‘ถ้าเช่นนั้นก็อย่าโทษข้าว่าข่มน้องใหม่ก็แล้วกัน’
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก บุรุษรูปร่างอ้วนท้วนก็หัวเราะออกมา ก่อนจะเอ่ยว่า “น้องชาย ในเมื่อเจ้าถามเช่นนี้ เช่นนั้นคนเก่าคนแก่ของแดนเซียนจื่อฉงอย่างข้าก็จะอธิบายให้เจ้าฟังก็แล้วกัน”
“แดนเซียนจื่อฉงของเรานั้น แม้จะมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่กลับถูกแปดผู้อมตะในตำนานแบ่งออกเป็นแปดดินแดน ยกตัวอย่างเช่นสถานที่ที่เราอยู่กันตอนนี้ ถูกเรียกว่าแดนฉางหลิงซึ่งจะปกครองโดยดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย”
“โดยดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยนั้นจะมีผู้อาวุโสฉางหลิง หนึ่งในแปดผู้อมตะเป็นผู้นำ”
เอ่ยถึงตรงนี้ บุรุษรูปร่างอ้วนท้วนก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “ต่อไปข้าจะอธิบายเกี่ยวกับงานของเมืองเหอซีให้ฟังก็แล้วกัน”
“ความจริงแล้วงานที่เมืองเหอซีจะมีแค่ศิษย์สายตรงของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยมาร่วมงานก็เท่านั้น เพราะพวกเขาจะคัดเลือกผู้ที่คุณสมบัติวิถีเซียนโดดเด่นเข้าไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย”
“และหากถูกเลือกแล้วล่ะก็หมายความว่าต่อให้คุณสมบัติจะย่ำแย่เพียงใด ก็จะกลายเป็นหนึ่งในศิษย์สายนอกของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย”
“แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น เจ้าก็อย่าได้ดูถูกศิษย์สายนอกของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยเป็นอันขาด ขอเพียงเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยก็หมายความได้กลายเป็นคนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยแล้ว ดังนั้นย่อมได้รับการคุ้มครองไปด้วย”
“เทียบกับการเข้าสำนักอื่นในแดนฉางหลิงแล้ว การเข้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยก็มิต่างอันใดกับปลาหลีที่ก้าวข้ามประตูมังกร และจะสามารถผงาดขึ้นมาได้ภายในพริบตา”
เอ่ยจบ เย่ฉางชิงก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ พร้อมกับประสานมือคารวะให้แก่ชายร่างรูปอ้วนท้วน พลางเอ่ยว่า “ขอบคุณพี่ชายที่ช่วยอธิบายให้ข้าฟัง”
“จริงสิ น้องชาย”
ชายรูปร่างอ้วนท้วนถามด้วยรอยยิ้มว่า “ข้ามีนามว่า สงเอ้อ ดูเจ้าจะมีคุณสมบัติมิเลวเลย หากครั้งนี้สามารถเข้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยได้ อย่าลืมพี่ชายคนนี้เด็ดขาดนะ ! ”
‘สงเอ้อ ? ’
‘เช่นนั้นคนผู้นี้ยังมีพี่ชายชื่อสงต้า1 อีกหรือเปล่านะ ? ’
เย่ฉางชิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยอย่างหยอกล้อว่า “พี่สง ท่านมีพี่ชายชื่อว่าสงต้าใช่หรือไม่ ? ”
บุรุษรูปร่างอ้วนท้วนที่เรียกตนเองว่าสงเอ้อนิ่งงันไป ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างแปลกใจว่า “น้องชาย เจ้ารู้ได้เยี่ยงไรว่าข้ายังมีพี่ชายอีกคนหนึ่ง ? ”
เย่ฉางชิงหัวเราะโดยมิเอ่ยอันใด
สงเอ้อมีสีหน้าเปลี่ยนไป พลางเอ่ยออกมาอย่างหดหู่ว่า “ความจริงแล้ว ข้ามีพี่ชายอยู่คนหนึ่งจริง ๆ เพียงแต่ตอนนั้นเขาเกิดโลภมากในสุราของเผ่าปีศาจ จึงถูกผู้แข็งแกร่งเผ่าผึ้งเทพท่านหนึ่งใช้เหล็กในแทงจนพลุนไปทั้งตัว”
เย่ฉางชิงกระแอมเล็กน้อย พยายามปรับอารมณ์ลงและเอ่ยปลอบว่า “พี่สง โปรดอย่าเศร้าไปเลย”
สงเอ้อพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยถามว่า “น้องชาย ข้ายังมิรู้นามของเจ้าเลย”
เย่ฉางชิงเอ่ยโดยมิต้องคิดว่า “เย่ฉางชิง”
“เย่ฉางชิง ชื่อนี้ดีฟังดูมีพรสวรรค์สูงส่ง”
“พี่สงล้อข้าเล่นแล้ว”
“จริงสิน้องเย่ เจ้ารู้เคล็ดการทำนายอันลึกล้ำ อีกทั้งความแตกฉานในค่ายกลโบราณก็ยังมิธรรมดาด้วยใช่หรือไม่ ? ”
“เคล็ดการทำนายข้ามิค่อยเข้าใจนัก แต่เรื่องค่ายกลโบราณต่าง ๆ นับว่าพอรู้อยู่บ้าง”
“เช่นนั้นแสดงว่าตอนที่อยู่โลกเบื้องล่างเจ้าเคยบุกเข้าไปในซากปรักหักพังโบราณ หรือแดนลับมามากมายใช่หรือไม่ ? ”
“เรื่องเช่นนี้ข้ามิเคยทำมาก่อน”
“น้องเย่ เจ้าดูสิข้าก็มิได้ดูเหมือนคนเลวร้ายอันใด เจ้ายังจะปิดบังพี่อีกเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
“พี่สงล้อข้าเล่นแล้ว”
“……”
“……”
จากนั้นเย่ฉางชิงและสงเอ้อก็ทะยานขึ้นฟ้า และคุยกันไปพลางขณะมุ่งหน้าไปเมืองเหอซี
จนเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป
เมืองอันใหญ่โตที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและเต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลา ก็ปรากฏสู่สายตา
เมืองเหอซี !
ต้องบอกว่าก่อนหน้านี้เมื่อมองจากไกล ๆ เมืองเหอซีเป็นเพียงเมืองบนภูเขาเมืองหนึ่งเท่านั้น
ทว่าเมื่อเข้ามาใกล้จึงพบว่าเมืองเหอซีนั้นมีขนาดเทียบได้กับเมืองของราชวงศ์โบราณที่โลกเบื้องล่างเมืองหนึ่งเลยก็ว่าได้
เพียงแต่เมื่อเทียบกันแล้ว ภายในเมืองเหอซีแห่งนี้ล้วนเต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนที่มีตบะบารมีสูงส่งทั้งสิ้น
จึงดูมิเหมือนกับเมืองของมนุษย์ธรรมดาเท่าไรนัก
และเมื่อมาถึงหน้าประตูเมืองเหอซี กลับมิเหมือนกับที่เย่ฉางชิงคิดเอาไว้ก่อนหน้านี้
ที่นี่มิต้องจ่ายค่าเข้าเมืองด้วยหินวิญญาณใด ๆ ก็สามารถผ่านค่ายกลขนาดใหญ่ และลอดซุ้มประตูเมืองที่อึมครึมเข้าไปในเมืองเหอซีได้แล้ว
จากนั้นสงเอ้อก็เดินนำอย่างคุ้นเคย
ทั้งสองจึงเดินทะลุถนนเก่าแก่หลายสาย จนในที่สุดก็มาถึงโรงเตี๊ยมที่ค่อนข้างห่างไกลหลังหนึ่ง
แต่พอมาถึงโรงเตี๊ยมทั้งสองก็ยังต้องจ่ายหลายพันหินวิญญาณ จึงสามารถเช่าเรือนโทรม ๆ ได้หนึ่งหลัง
ส่วนเย่ฉางชิงที่มิมีเงินติดกาย จึงทำได้เพียงให้สงเอ้อจ่ายไปก่อน
แน่นอนว่าระหว่างทางที่มา ตอนที่ผ่านถนนที่มีการขายของต่าง ๆ นั้น
เย่ฉางชิงก็ค้นพบวิธีที่จะทำเงินได้แล้ว
ขายภาพวาด !
เพราะที่หน้าแผงขายภาพวาด
ขนาดภาพวาดที่เขาทนมองมิได้ กลับถูกขายในราคาหลายหมื่นไปจนถึงหลายแสนหินวิญญาณเลยทีเดียว
ดังนั้นด้วยความแตกฉานในการวาดภาพของเขา ภาพที่วาดส่ง ๆ ภาพหนึ่งมิเท่ากับขายได้ในราคาล้านหินวิญญาณเลยหรอกหรือ ?
[*] สงเอ้อ,สงต้า ครอบครัวจีนบางครอบครัวจะตั้งชื่อตามลำดับการเกิด โดยต้าแปลว่าใหญ่จะใช้เป็นชื่อลูกคนโต ส่วนเอ้อแปลว่าสองจึงเป็นชื่อลูกคนที่รอง โดยในที่นี้ สง ก็คือแซ่