เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 676 ตำนานของเผ่าสวรรค์
ตอนที่ 676 ตำนานของเผ่าสวรรค์
‘สวรรค์ ! ’
‘ท่านเจ้าเมือง ? ’
‘ก็หมายความว่าสวี๋ฉางเหอบิดาของสวี๋ฝู๋เป็นเจ้าเมืองของเมืองเหอซี’
‘ส่วนสวี๋ฝู๋ผู้นี้ก็คือแก้วตาดวงใจของจวนเจ้าเมือง’
เมื่อคิดไปถึงท่าทางต่าง ๆ ของสงเอ้อเมื่อวานนี้
เย่ฉางชิงก็สามารถเข้าใจได้ทันทีว่าเหตุใดเมื่อวานสงเอ้อออกไปแล้วมิกลับมาอีกเลย
ประการแรก สงเอ้อรู้ว่าสวี๋ฝู๋คือบุตรสาวของเจ้าเมือง
ประการที่สอง เนื่องจากเมาจนหลับมิได้สติ ดังนั้นจึงมิมีโอกาสเห็นภาพที่เขาวาด
ฉะนั้นเมื่อได้ยินว่าเขาขายภาพวาดให้แก่สวี๋ฝู๋ แลกกับหินโลหิตสวรรค์หนึ่งก้อน
จึงกลัวว่าจะถูกจวนเจ้าเมืองโมโหไปด้วย จึงตัดสินใจจากไปและมิกลับมาอีก
คิดถึงตรงนี้
‘สงเอ้อเอ๋ยสงเอ้อ เจ้านี่ช่างซื่อบื้อสมกับชื่อจริง ๆ ถึงกับมิมั่นใจในตัวข้าถึงเพียงนี้’
เย่ฉางชิงอดที่จะลอบทอดถอนใจออกมา ‘ดูท่าทีที่เจ้าเมืองผู้นี้มีต่อข้าสิ ดูก็รู้แล้วว่าเขาก็ชื่นชอบภาพวาดของข้าเช่นกัน’
‘การคัดเลือกของเมืองเหอซีใกล้จะเริ่มแล้ว แต่เจ้าเมืองเหอซีกลับมาพบข้า หากเจ้ามิหนีไปก่อนล่ะก็ การเข้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยครั้งนี้คงจะมิยากอย่างแน่นอน น่าเสียดายที่เจ้าพลาดโอกาสนี้ไปเสียแล้ว’
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก เย่ฉางชิงก็มิได้มีท่าทีหวั่นเกรงใด ๆ เพียงหมุนกายและเอ่ยเชื้อเชิญว่า “ในเมื่อท่านทั้งสองมาแล้ว เช่นนั้นก็เข้าไปด้านในก่อนเถอะ”
สวี๋ฉางเหอชะงักงัน ก่อนจะรีบพยักหน้ายิ้ม ๆ ออกมาทันที
เขาคิดมิถึงเลยว่าผู้ที่สูงส่งเช่นผู้อาวุโสเย่ เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้น้อยเช่นเขากลับมิมีท่าทีวางอำนาจใด ๆ แม้แต่น้อย
จิตใจระดับนี้เกรงว่าแม้แต่เหล่าผู้อมตะก็คงรู้สึกละอายแก่ใจบ้างกระมัง ?
“ท่านเย่ เชิญ”
สวี๋ฉางเหอเอ่ยด้วยใบหน้าแจ่มใส
จากนั้นเย่ฉางชิงก็เดินนำทั้งสองคนเข้าไปภายในห้องโถงที่ที่มีแสงสลัว ๆ และตกแต่งอย่างเรียบง่าย
“จริงสิ มิทราบว่าท่านทั้งสองมาหาข้าที่นี่มีเรื่องอันใดเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
เมื่อเห็นสวี๋ฉางเหอและสวี๋ฝู๋นั่งลงแล้ว
เย่ฉางชิงกวาดตามองทั้งสองครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “หรือภาพวาดของข้ามีข้อบกพร่องอันใดเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
‘ข้อบกพร่อง ? ’
สวี๋ฉางเหอและสวี๋ฝู๋มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ก่อนจะรีบส่ายหน้าให้แก่เย่ฉางชิง
“ท่านเย่ล้อข้าเล่นแล้ว”
สวี๋ฉางเหอมีท่าทีเกร็งเล็กน้อย แต่ยังคงเอ่ยด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ ว่า “ท่านเย่สามารถมอบสุดยอดวิถีกระบี่ เคล็ดกระบี่อันสมบูรณ์ และวิถีภาพวาดอันสูงสุด สามสิ่งรวมเป็นหนึ่งเติมเต็มซึ่งกันและกัน ฝีมือเช่นนี้ช่างสูงส่งยิ่งนักขอรับ”
เมื่อคืนหลังจากพิจารณาภาพวาดของเย่ฉางชิงซ้ำไปซ้ำมา
สวี๋ฉางเหอกลับยิ่งรู้สึกตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก และยิ่งหวั่นเกรงผู้อาวุโสเย่ท่านนี้มากกว่าเดิมอีกด้วย
การผสานเคล็ดกระบี่อันสมบูรณ์เล่มหนึ่งเข้าไปในภาพวาดหาใช่เรื่องยากไม่
แต่การนำวิถีกระบี่ระดับสูงที่ทำให้เกิดการพัฒนา รวมถึงเคล็ดกระบี่ผสานเข้าไปในภาพวาดด้วยล่ะก็ ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่ธรรมดาไหนเลยจะสามารถทำได้ ?
แม้ว่าวิถีกระบี่จะสามารถพัฒนาขึ้นได้ด้วยวิธีที่มากมายหลายแบบ แต่การจะนำเอาวิถีกระบี่ผสานเข้าไปในภาพวาดได้นั้น สิ่งที่ใช้ในการวาดภาพต่อให้เป็นของวิเศษก็ย่อมจะแตกสลายไปในพริบตา
แต่ผู้อาวุโสเย่ท่านนี้กลับสามารถทำได้อย่างง่ายดาย
ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่านอกจากผู้อาวุโสเย่ท่านนี้จะมีความแตกฉานในวิถีกระบี่จนถึงระดับที่มิสามารถจินตนาการได้แล้ว
ยังสามารถสร้างโลกอีกใบภายในภาพวาดได้อีกด้วย
แค่คิดก็รู้แล้วว่าความแตกฉานในวิถีวาดภาพของเขาก็คงบรรลุระดับสูงสุดแล้วเช่นกัน
เพียงแต่สิ่งที่เขามิเข้าใจก็คือ ผู้ที่สูงส่งราวกับผู้ต้องห้ามเช่นนี้ เหตุใดถึงต้องการที่จะเข้าไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยด้วย ?
เย่ฉางชิงโบกมือปัดเบา ๆ แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าเมืองสวี๋กล่าวเกินไปแล้ว ข้าเพียงแค่นึกสนุกก็เท่านั้น การนำวิถีกระบี่ผสานเข้าไปในภาพวาดมินับว่ามีฝีมืออันใดหรอก”
สวี๋ฉางเหอยิ้มกว้างออกมา แต่มิได้ตอบโต้ใด ๆ
จริงด้วย !
ผู้แข็งแกร่งระดับนี้ความคิดและระดับจิตใจล้วนมิสามารถจินตนาการได้
อีกอย่างก็คงมีเพียงผู้แข็งแกร่งถึงระดับนี้เท่านั้น ที่จะสามารถผสานวิถีและคำสอนของตนเองลงไปได้ง่ายดายเช่นนี้
เมื่อเห็นสวี๋ฉางเหอและสวี๋ฝู๋ต่างก็มีท่าทางอึกอัก
เย่ฉางชิงชั่งใจอยู่สักพัก จึงเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นอีกครั้งว่า “จริงสิ เจ้าเมืองสวี๋ มิทราบว่าท่านดูแลเมืองเหอซีแห่งนี้มานานเพียงใดแล้วงั้นหรือ ? ”
สวี๋ฉางเหอกำลังจะตอบ
ทว่าสวี๋ฝู๋ที่ในที่สุดก็ทนมิไหวจึงชิงตอบแทนพร้อมรอยยิ้มว่า “เรียนท่านเย่ ท่านพ่อดูแลเมืองเหอซีแห่งนี้มาสองหมื่นเจ็ดพันกว่าปีแล้วเจ้าค่ะ”
“เนื่องท่านปู่ของข้าเป็นศิษย์สายตรงของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย หลังจากที่เขากลับไปบำเพ็ญเพียรที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย ท่านพ่อของข้าจึงต้องขึ้นรับตำแหน่งเจ้าเมืองแทนท่านปู่เจ้าค่ะ”
“หากมิมีสิ่งใดผิดพลาดแล้วล่ะก็ ตามธรรมเนียมแล้วในอนาคตอันใกล้ข้าก็จะกลายเป็นเจ้าเมืองเหอซีแทนท่านพ่อด้วยเจ้าค่ะ”
“เพียงข้าต้องการบำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่ ดังนั้นหากงานรวมตัวของเมืองเหอซีครั้งนี้สิ้นสุดลงแล้ว เมื่อกลับไปที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยอีกครั้ง ข้าจะไปเรียนให้อาจารย์ทราบเจ้าค่ะ”
“ท่านเย่ ท่านอาจจะยังมิทราบ”
เป็นสวี๋ฉางเหอที่เอ่ยเสริมขึ้น “เมืองเหอซีค่อนข้างห่างไกล ตอนนั้นหากมิใช่เพราะท่านปู่ของฝู๋เอ๋อมีนิสัยดื้อรั้น ไปล่วงเกินผู้อาวุโสในการดูแลท่านนั้นเข้า ด้วยคุณสมบัติของเขาก็คงมิถูกขับมาที่เมืองเหอซี”
เย่ฉางชิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะเปลี่ยนคำถาม “จริงสิ ท่านเจ้าเมืองสวี๋ ท่านเป็นเจ้าเมืองเหอซี มิทราบว่าเคยได้ยินชื่อเผ่าสวรรค์หรือไม่ ? ”
“เผ่าสวรรค์ ? ”
สวี๋ฉางเหอขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางลอบสบตากับสวี๋ฝู๋ จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นอย่างครุ่นคิดว่า “เรื่องของเผ่าสวรรค์ก่อนหน้านี้เคยได้ยินมาบ้างขอรับ”
“แต่ตามตำนานเล่าว่าเผ่าสวรรค์เผ่านั้นเคยทรยศสิบสองแดนเซียน ทำให้หลังจากที่สนามรบโบราณในตอนนั้นเริ่มขึ้น ผู้แข็งแกร่งของสิบสองแดนเซียนของเราดับสูญจนหมดสิ้น ถึงขนาดว่ามีผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิสองท่านหายสาบสูญไปอีกด้วย”
“แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงตำนานเท่านั้น หากต้องการที่จะรู้ความจริงของเรื่องนี้ บางทีอาจจะมีเพียงผู้อมตะทั้งแปดของแดนเซียนจื่อฉงที่พอจะทราบเบื้องหลังที่แท้จริง เยี่ยงไรซะเรื่องนี้ก็ผ่านมาเนิ่นนานมากแล้ว”
สิ้นเสียง ใบหน้าของเย่ฉางชิงแม้จะยังคงเรียบนิ่ง ทว่าภายในใจกลับอดมิได้ที่จะรู้สึกดีใจขึ้นมา
ตอนนี้ก็สามารถยืนยันได้แล้วว่าเผ่าสวรรค์เคยอยู่ที่แดนเซียนโบราณจริง ๆ และตู๋กูชิงเฟิงก็ถูกบรรพบุรุษของเผ่าสวรรค์ท่านนั้นพาตัวขึ้นมา
ดังนั้นขอเพียงสามารถยืนยันได้ว่าเผ่าสวรรค์ตั้งอยู่ที่ใดในสิบสองแดนเซียนโบราณ เช่นนั้นจะสามารถหาเบาะแสของตู๋กูชิงเฟิงได้อย่างแน่นอน
แต่หากต้องการที่จะรู้ว่าเผ่าสวรรค์เคยอยู่ที่แดนเซียนใดนั้น จะต้องไปพบผู้แข็งแกร่งระดับอมตะเสียก่อน
ผู้อมตะ !
และทั่วทั้งแดนเซียนจื่อฉง ก็มีเพียงแปดท่านเท่านั้น
‘หากต้องการจะสนทนากับผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ ข้าจะมีคุณสมบัติเพียงพอหรือไม่ ? ’
เย่ฉางชิงและสวี๋ฉางเหอสองคนพ่อลูกก็ได้พูดคุยกันถึงหนึ่งชั่วยามกว่า ๆ
หลังจากนั้นสวี๋ฉางเหอจึงได้ลุกขึ้นเพื่อขอตัวลา
……
……
“ท่านเย่ วันนี้รบกวนแล้ว”
สวี๋ฉางเหอลุกขึ้นและโค้งคำนับให้แก่เย่ฉางชิงด้วยความนอบน้อมเป็นอย่างมาก
เย่ฉางชิงจึงปัดมือไปมาและเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านเจ้าเมืองสวี๋เกรงใจเกินไปแล้ว ที่นี่หาใช่ที่วิเศษวิโสอันใดไม่ หากต้องการสิ่งใดก็มาหาข้าได้ตลอด”
“อีกอย่างข้าเป็นคนชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่แล้ว ดังนั้นวันหน้าหากพวกเราพบกันอีก ก็มิต้องหวั่นเกรงข้าถึงเพียงนี้ และทำตัวตามสบายได้เลย”
สวี๋ฉางเหอนิ่งงัน ก่อนจะรีบเอ่ยว่า “ขอบคุณท่านเย่ที่เมตตาขอรับ แต่ผู้น้อยมองว่าต่อหน้าของท่าน ข้ามิควรเสียมารยาทขอรับ”
เย่ฉางชิงจึงส่ายหน้าน้อย ๆ และมิได้เอ่ยสิ่งใดอีก
ตอนนั้นเอง หลังจากใคร่ครวญอยู่สักพัก
ดวงตาดำขลับของสวี๋ฝู๋พลันเปล่งประกายออกมา ก่อนจะเอ่ยกับเย่ฉางชิงด้วยรอยยิ้ม “ท่านเย่เจ้าคะ ตอนนี้ยังเช้าอยู่มิสู้ข้าพาท่านไปเดินดูรอบ ๆ เมืองเหอซีดีหรือไม่เจ้าคะ ? ”
สวี๋ฉางเหอมีสีหน้าเปลี่ยนไป ก่อนจะรีบเอ็ดขึ้นมาทันที
“สวี๋ฝู๋ อย่าได้เสียมารยาทต่อหน้าท่านเย่เป็นอันขาด”
“ท่านเจ้าเมืองสวี๋กล่าวเกินไปแล้ว”
เย่ฉางชิงเอ่ยอย่างมิใส่ใจว่า “ข้าเป็นคนชอบท่องเที่ยวไปตามที่ต่าง ๆ อยู่แล้ว ครั้งนี้มาที่นี่ยังมิได้ไปเดินดูเมืองเหอซีเลย”
“เมื่อคุณหนูสวี๋มีน้ำใจเช่นนี้ ข้าย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่ง”
สวี๋ฉางเหอยิ้มแห้ง ๆ ออกมา ก่อนจะประสานมือคารวะให้กับเย่ฉางชิงอีกครั้งแล้วเอ่ยว่า “ถ้าเช่นนั้นผู้น้อยขอตัวกลับก่อนนะขอรับ”
เย่ฉางชิงจึงลุกขึ้นและเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าและคุณหนูสวี๋ก็ต้องขอตัวออกไปเดินเล่นเช่นกัน”