เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 683 ถูกต้อง แปดเปื้อนผลกรรมจริง ๆ
ตอนที่ 683 ถูกต้อง แปดเปื้อนผลกรรมจริง ๆ
อีกด้านหนึ่ง
หน้าโลหิตได้พาเสวียหมิงไห่ที่สลบอยู่หนีไปไกลหลายหมื่นลี้
เมื่อเห็นว่าเย่ฉางชิงมิได้ตามมา จึงหยุดพักบนดินแดนรกร้างแห่งหนึ่ง จากนั้นก็รีบหยิบยันต์ถ่ายทอดเสียงขึ้นมา และผสานพลังวิญญาณเข้าไปภายในยันต์ทันที
มินานเมื่อลายสลักของยันต์หยกค่อย ๆ สว่างขึ้น
ม่านแสงอันเจิดจ้าแผ่นหนึ่งก็ส่องออกมาจากลวดลายมากมายของยันต์หยก
“หน้าโลหิต เปิดใช้ยันต์หยกเวลานี้มีเรื่องอันใดงั้นหรือ ? ”
เสียงที่เต็มไปด้วยความน่าเกรงขามเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
ร่างกำยำร่างหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนม่านแสง
เป็นภาพของบุรุษวัยกลางคนที่ผมเป็นสีดอกเลาผู้หนึ่ง
ท่าทางเย็นชา สายตาคมกล้า ทั้งยังเปล่งประกายที่น่าสะพรึงกลัวออกมาอีกด้วย
หลังจากได้รับการตอบรับ
หน้าโลหิตก็รีบคุกเข่าลงทันที ก่อนจะเอ่ยด้วยความหวั่นเกรงว่า “เรียนนายท่าน กระบี่เลือดของนายน้อยถูกทำลาย จึงถูกวิถีกระบี่ครอบงำ พลังวิญญาณภายในกายก็เหือดแห้งจนแทบจะหมดสิ้นแล้วขอรับ”
“อีกทั้งกระบี่เลือดของนายน้อยปรากฏสัญญาณของการผสานร่างแล้ว หากมิสามารถควบคุมการครอบงำของวิถีกระบี่ได้ เกรงว่า……”
ยังมิทันสิ้นเสียง บุรุษร่างกำยำที่ปรากฏอยู่บนม่านแสงก็มีท่าทางเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที
ทันใดนั้น อาภรณ์ของเขาก็โบกสะบัด ผมยาวสีดอกเลาปลิวสยาย รอบกายสั่นสะเทือนเกิดคลื่นแสงสีเลือดขึ้นเป็นชั้น ๆ
ราวกับเทพมารแห่งยุคตื่นขึ้นมาก็มิปาน พร้อมแผ่ไอพลังอันชั่วร้ายจำนวนมหาศาลออกมาอีกด้วย
“ผู้ใดกันที่กล้าทำลายรากฐานปราณบุตรชายข้า ทำให้เขาตกอยู่ในอันตรายเช่นนี้ ! ”
ดวงตาของบุรุษร่างกำยำเปล่งประกายสีแดงฉาน จิตสังหารอันรุนแรงพวยพุ่งออกมา พร้อมเอ่ยด้วยความเคียดแค้น
หน้าโลหิตมีท่าทางเคร่งเครียด ส่ายหน้าไปมาและเอ่ยว่า “คนผู้นั้นมีนามว่าอันใด ผู้น้อยเองก็มิทราบ แต่ความแตกฉานในวิถีกระบี่ของคนผู้นั้นสูงส่งยิ่งนัก แม้จะร่วมมือกันก็ยังมิสามารถทำอันใดคนผู้นั้นได้แม้แต่ปลายเล็บขอรับ”
“แต่ตามที่ผู้น้อยรู้มาคนผู้นี้คงจะมีมิตรภาพอันดีกับเจ้าเมืองเหอซี อีกอย่างการที่นายน้อยบาดเจ็บหนักเช่นนี้ เกรงว่าคงเกี่ยวข้องกับเจ้าเมืองเหอซีอย่างแน่นอน”
“สวี๋ฉางเหอ ? ”
บุรุษร่างกำยำแค่นเสียงเย็นออกมา ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้มว่า “เจ้าเมืองเล็ก ๆ อย่างเมืองเหอซีกล้าทำร้ายบุตรชายข้า ครั้งนี้ข้าจะไปทำลายเมืองเหอซีด้วยตัวข้าเอง ! ”
เอ่ยถึงตรงนี้ บุรุษร่างกำยำก็เหมือนคิดบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยออกไปทันทีว่า “หน้าโลหิต เจ้าพาหมิงไห่ไปที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย เรื่องมาถึงขั้นนี้คงมีเพียงดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยเท่านั้นที่สามารถช่วยหมิงไห่หลอมกระบี่เลือดขึ้นมาใหม่ได้ มิเช่นนั้นเขาต้องตายอย่างแน่นอน”
เอ่ยจบ วินาทีที่ม่านแสงกำลังจะเลือนหายไป ก็มีเสียงคำรามดังขึ้นทันที
“สั่งผู้อาวุโสเผ่าเสวียทุกคน ผู้อาวุโสที่มีบุปผาวิญญาณเลือดบนบ่า ให้ตามข้าไปที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย……”
หลังจากผ่านไปชั่วอึดใจ
หน้าโลหิตก็สะบัดแขนเสื้อเก็บยันต์ถ่ายทอดเสียง จากนั้นก็ใช้เคล็ดวิชาลับเพื่อพาเสวียหมิงไห่ไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยอีกครั้ง
ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วยาม
ขณะที่หน้าโลหิตพาเสวียหมิงไห่มาถึงเขตแดนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย
ร่างหลายร่างพลันโรยตัวลงมาจากฟ้า ขวางทางของหน้าโลหิตเอาไว้
“ที่นี่เป็นเขตแดนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย ผู้ที่มิเกี่ยวข้องห้ามก้าวเข้าไปแม้เพียงครึ่งก้าว มิเช่นนั้นต้องตายสถานเดียว ! ”
บุรุษหนุ่มผมสีม่วงผู้หนึ่งที่เป็นคนยื่นมือออกมาขวางหน้าโลหิตเอาไว้ พร้อมดวงตาวาวโรจน์
“เขตแดนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย ? ”
หน้าโลหิตที่มีดวงตาแดงก่ำ แทบจะไร้สิ้นเรี่ยวแรงเอ่ยพึมพำออกมาว่า “นายน้อย ผู้น้อยนับว่าทำตามคำสั่งพาท่านมาส่งสำเร็จแล้ว……”
เอ่ยยังมิทันจบประโยค รอบกายหน้าโลหิตพลันระเบิดออกเป็นไอสีแดง ขณะเดียวกันกลางศีรษะก็มีลำแสงสีเลือดสายหนึ่งพุ่งขึ้นมา
วินาทีต่อมา ร่างทั้งร่างก็กลายเป็นเพียงเลือดสีดำกองหนึ่งเท่านั้น
ในตอนนั้นเองเหล่าศิษย์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย ในที่สุดก็มองเห็นเสวียหมิงไห่ที่ยังคงสลบอยู่และจำเขาได้
“ศิษย์พี่หยวน……เหมือนจะเป็นศิษย์พี่เสวียที่เพิ่งออกไปด้านนอกนะขอรับ”
บุรุษหนุ่มอีกผู้หนึ่งก็แวบหายไปปรากฏกายตรงหน้าของเสวียหมิงไห่ ก่อนจะเอ่ยออกมาหลังจากพิจารณาดูแล้ว
บุรุษหนุ่มผมสีม่วงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะแวบหายตัวมาปรากฏขึ้นข้างกายของเสวียหมิงไห่ในทันที
“ใช่แล้ว เป็นเสวียหมิงไห่จริง ๆ ด้วย”
บุรุษหนุ่มผมสีม่วงลองสัมผัสไอพลังของเสวียหมิงไห่เล็กน้อย แม้ใบหน้าจะยังคงเรียบนิ่ง แต่ภายในใจกลับอดมิได้ที่เปรยขึ้นว่า ‘คิดมิถึงว่าจะมีคนกล้าทำร้ายเจ้าสารเลวเสวียหมิงไห่จนปางตายขนาดนี้ ช่างโหดร้ายจริง ๆ ’
‘แต่เช่นนี้ทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย หรือว่าเผ่าเสวียต้องมิมีทางปล่อยไปอย่างแน่นอน’
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก
“ศิษย์น้องอวี๋ เจ้าพาศิษย์พี่เสวียกลับไปก่อน”
บุรุษหนุ่มผมสีม่วงสั่งการทันที “ศิษย์พี่เสวียบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ คงโดนตามล่ามาเป็นแน่”
ศิษย์แซ่อวี๋รีบพาเสวียหมิงไห่แปลงกายเป็นลำแสงพุ่งไปทางดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยชั้นในอย่างรวดเร็ว
เมื่อทั้งสองลับไปจากสายตาแล้ว
จู่ ๆ ก็มีคนเหมือนนึกอันใดบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามออกมาเสียงเบาว่า “จริงสิ ศิษย์พี่หยวน จู่ ๆ ข้าก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้”
“ก่อนหน้านี้ศิษย์พี่เสวียและศิษย์น้องสวี๋ไปคัดเลือกศิษย์ที่เมืองเหอซีด้วยกัน ทว่าขนาดศิษย์พี่เสวียยังบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ แล้วศิษย์น้องสวี๋จะได้รับอันตรายอันใดหรือไม่ขอรับ ? ”
บุรุษหนุ่มผมสีม่วงดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์ขึ้นมาทันที ก่อนจะหันไปเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้ศิษย์น้องสวี๋ไปกับเสวียหมิงไห่จริงหรือ ? ”
ศิษย์น้องชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าให้อย่างมั่นใจ
บุรุษหนุ่มผมสีม่วงจึงรีบเอ่ยขึ้นมาทันทีว่า “ศิษย์น้องทุกคน รีบเปิดค่ายกลสังหารทั้งหมดของที่นี่เดี๋ยวนี้”
เอ่ยจบ บุรุษหนุ่มผมสีม่วงก็ระเบิดแสงสีม่วงออกมา พลันแปลงกายเป็นลำแสงสีม่วงสายหนึ่งเหาะไปยังส่วนลึกของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยในทันที
เวลาผ่านไปครึ่งก้านธูป
เมื่อบุรุษหนุ่มผมสีม่วงนามว่า หยวนซู่ ข้ามผ่านสิ่งก่อสร้างเก่าแก่เข้ามาถึงหน้าประตูตำหนักเก่าแก่หลังหนึ่งที่สูงตระหง่าน และเต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลา
ก็พบว่าเสวียหมิงไห่ที่สลบอยู่นั้นถูกหมอกแสงที่ลุกโชนราวกับเปลวเพลิงห่อหุ้มเอาไว้ และกำลังลอยอยู่กลางอากาศ
ส่วนด้านล่าง มีหญิงชรารูปร่างผ่ายผอมท่านหนึ่งมีวงแสงหลายวงลอยอยู่ รอบกายปรากฏสัญลักษณ์มหามรรคาต่าง ๆ ส่องแสงระยิบระยับดูศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก
ดวงตาของหญิงชราทั้งสองข้างหลับสนิท คิ้วขมวดแน่น มือทั้งสองข้างทำท่ามุทราอย่างต่อเนื่อง หมายที่จะหลอมกระบี่เลือดของเสวียหมิงไห่ขึ้นใหม่
ทว่ามิกี่อึดใจต่อมา หญิงชราก็ลืมตาขึ้นมาทันที ท่าทางของนางเต็มไปด้วยความสับสน
“ผลกรรม ? ”
มุมปากหญิงชรากระตุกเล็กน้อย และมิกล้าทำสิ่งใดอีก
ก่อนจะหันกลับไปมองหยวนซู่ที่อยู่นอกประตู
“หยวนซู่ มีผู้ใดตามมาหรือไม่ ? ”
หญิงชราเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ
หยวนซู่ประสานมือคารวะ ก่อนจะเอ่ยด้วยความนอบน้อมว่า “เรียนอาจารย์ ก่อนหน้านี้ศิษย์น้องสวี๋ไปกับศิษย์พี่เสวีย ทว่าตอนนี้แม้ศิษย์พี่เสวียจะกลับมาแล้ว แต่ศิษย์น้องสวี๋ฝู๋ยังมิกลับมาขอรับ ดังนั้นศิษย์สงสัยว่า……”
“สวี๋ฝู๋ ? ”
หญิงชรามีสีหน้าเย็นชา ก่อนจะเอ่ยอย่างเกรี้ยวกราดว่า “กล้าทำร้ายศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยของข้าในแดนฉางหลิง ข้าจะต้องรู้ให้ได้ว่ามันเป็นผู้ใดที่กล้าถึงเพียงนี้”
เมื่อสัมผัสถึงจิตสังหารอันน่ากลัวในคำกล่าวของหญิงชรา
หยวนซู่ก็ตัวสั่นเทาขึ้นมาอย่างห้ามมิได้
หญิงชราปัดมือเบา ๆ แล้วเอ่ยว่า “หยวนซู่ เจ้ากลับไปก่อน”
หยวนซู่จึงมิกล้าชักช้า รีบโค้งคำนับพลางเอ่ยอย่างนอบน้อมว่า “ศิษย์ลาขอรับ”
เมื่อเห็นหยวนซู่ถอยออกไปแล้ว
หญิงชราก็มองไปที่เสวียหมิงไห่เล็กน้อย หลังจากไตร่ตรองอยู่สักพัก มือทั้งสองข้างก็ทำท่ามุทราขึ้นอีกครั้ง
“ท่านบรรพจารย์ กระบี่เลือดชีวิตของหมิงไห่ถูกทำลาย บนกายยังคล้ายแปดเปื้อนผลกรรมอันน่ากลัวบางอย่างอีกด้วย ขอท่านได้โปรดปรากฏกายด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
หญิงชราผสานรอยตราโบราณกับความว่างเปล่า พลางเอ่ยด้วยความเคารพ
ผ่านไปมิกี่อึดใจ
ร่างที่ค่อนข้างผ่านผอมร่างหนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นในอากาศภายในตำหนักโบราณ
มิมีนิมิตใด ๆ ปกคลุม ดูราวกับคนแก่ธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้น
ชายชรามีสายตาสงบนิ่ง มีท่าทางสบาย ๆ เพียงปรายตามองเสวียหมิงไห่เล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเรียบว่า “ถูกต้อง แปดเปื้อนผลกรรมจริง ๆ ”