เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 684 ต้องไปเมืองเหอซีด้วยตนเองสักครั้งเสียแล้ว
ตอนที่ 684 ต้องไปเมืองเหอซีด้วยตนเองสักครั้งเสียแล้ว
“ท่านบรรพจารย์ มีวิธีที่จะตัดผลกรรมนี้หรือไม่เจ้าคะ ? ”
หญิงชราเอ่ยอย่างครุ่นคิด ด้วยท่าทางเคร่งเครียด “หากมิสามารถตัดผลกรรมบนกายของหมิงไห่ได้ ต่อให้ช่วยเขาหลอมรากฐานปราณขึ้นมาใหม่ วันหน้าเกรงว่าคงยากที่จะประสบความสำเร็จในวิถีเซียนได้อีกเจ้าค่ะ”
“เรื่องนี้ข้าย่อมรู้ดี”
ชายชราร่างผอมพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “แต่ในเมื่อแปดเปื้อนผลกรรม การจะใช้เคล็ดวิชาย้อนกลับเกรงว่าจะอันตรายเกินไป ดังนั้นจึงทำได้เพียงใช้เคล็ดร่างปลอมทำให้ผลกรรมของเขาปรากฏ จึงจะตัดสินใจได้ว่าจำเป็นต้องช่วยเขาหลอมรากฐานปราณหรือไม่”
หญิงชราพยักหน้าน้อย ๆ ขณะเดียวกันดวงตาพลันเปล่งประกายวาวโรจน์ขึ้นมา
เพราะเสวียหมิงไห่นั้นถือเป็นศิษย์ที่นางภาคภูมิใจ ทั้งยังได้รับความสำคัญจากท่านบรรพจารย์ท่านนี้อีกด้วย
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความสำเร็จบนวิถีเซียนในภายภาคหน้าของเสวียหมิงไห่ ต้องมิอาจคาดเดาได้อย่างแน่นอน
ทว่าบัดนี้รากฐานปราณของเสวียหมิงไห่กลับถูกทำลาย ทั้งยังแปดเปื้อนผลกรรมอันน่ากลัวอีกด้วย
การจะผ่านเคราะห์กรรมนี้ไปได้ เรียกได้ว่ามีโอกาสรอดน้อยมาก
ฉะนั้นผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้ ต่อให้เป็นผู้ที่น่ากลัวเพียงใด นางก็จะต้องจัดการอีกฝ่ายให้จงได้
เวลาผ่านไปมิกี่อึดใจ
ชายชราร่างผอมไตร่ตรองอยู่สักพัก จากนั้นก็หยิบกระบี่ไม้เล่มหนึ่งที่มีความยาวเท่ากับหนึ่งนิ้วมือออกมาจากเอว
ปลายนิ้วของเขามีแสงสีเขียวเปล่งประกายออกมา ก่อนจะค่อย ๆ แตะไปที่กระบี่ไม้เล่มนั้น
ทันใดนั้น ไอพลังวิถีกระบี่อันบริสุทธิ์ก็แผ่ออกมา กระบี่ไม้เล่มเล็กราวกับมีชีวิตก็มิปาน ก่อนจะแปลงเป็นกระบี่สีเขียวเล่มหนึ่งลอยไปทางเสวียหมิงไห่
จากนั้นภาพอันน่าอัศจรรย์ยิ่งภาพหนึ่งก็เกิดขึ้น
กระบี่สีเขียวลอยวนอยู่ที่หน้าท้องของเสวียหมิงไห่ และดูดกลืนเลือดในกายของเสวียหมิงไห่เข้าไปเล็กน้อย
จากนั้นกระบี่สีเขียวก็เริ่มเปลี่ยนไป
แสงสีแดงหนึ่งจุดเปล่งแสงริบหรี่ เพียงพริบตาก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม
มิเพียงเท่านั้น ไอพลังของกระบี่ประหลาดเล่มนี้ ก็ยังเหมือนกับกระบี่เลือดของเสวียหมิงไห่ที่ถูกมนุษย์สีทองตัวจิ๋วกลืนกินเข้าไปมิมีผิดเพี้ยน
เรียกได้ว่าใช้แทนกันได้มิเกินจริงเลย
ขณะเดียวกันเป็นเพราะกระบี่เล่มเล็กเล่มนี้ พลังวิญญาณและพลังชีวิตภายในกายของเสวียหมิงไห่ จึงมีสัญญาณของการฟื้นตัว
สิ่งนี้ทำให้มุมปากของชายชราร่างผอมยกยิ้มออกมาน้อย ๆ พลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
และสิ่งที่ต้องทำต่อจากนั้นก็คือรอให้ผลกรรมนี้ปรากฏขึ้นมา
หากเป็นผลกรรมทั่วไป ด้วยตบะบารมีของเขาก็จะสามารถกำจัดได้ทันที
หากเป็นผลกรรมที่หนักหนากว่านั้น เขาก็ต้องค้นหาเบาะแสเพื่อไปกำจัดผลกรรมนี้ด้วยตนเอง แล้วใช้สุดยอดเคล็ดวิชาลับหลอมรากฐานปราณให้แก่เสวียหมิงไห่อีกครั้ง
หญิงชราเห็นชายชรายกยิ้มมุมปาก จึงรีบเอ่ยถามหยั่งเชิงทันทีว่า “ท่านบรรพจารย์ ผลกรรมนี้เมื่อใดถึงจะปรากฏขึ้นหรือเจ้าคะ ? ”
ชายชราส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า “มิแน่นอน บางทีก็อาจจะมิกี่ชั่วยาม บางทีก็อาจจะมิปรากฏเลย”
หญิงชรามีท่าทางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากจะปรากฏรอยยิ้มน้อย ๆ
บรรพจารย์ท่านนี้ของนางเรียกได้ว่าเป็นรองเพียงเหล่าผู้อมตะเท่านั้น
เมื่อท่านบรรพจารย์มีท่าทางมั่นใจเช่นนี้ แสดงว่าเสวียหมิงไห่มีโอกาสรอดแล้ว
ตอนนั้นเอง ชายชราเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงถามออกมาเสียงเรียบว่า “ชิงไป่ คำสั่งของท่านเจ้าแดนที่ท่านบรรพบุรุษส่งมา ที่บอกว่ามารของเผ่าจิ้งหรีดโบราณปรากฏที่แดนเซียนจื่อฉงของเรา เวลานี้ตรวจสอบไปถึงไหนแล้ว ? ”
“เรียนท่านบรรพจารย์ ตอนนี้ยังมิมีเบาะแสเจ้าค่ะ”
หญิงชรานามว่า ชุยชิงไป่ ส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า “ศิษย์เองก็เพิ่งออกจากฌานมาเมื่อมิกี่วันนี้ กำลังคิดที่จะพาผู้อาวุโสและศิษย์สายตรงในสำนัก ไปตามหาเบาะแสตามคำสั่งของท่านบรรพบุรุษในวันพรุ่งนี้อยู่พอดีเจ้าค่ะ”
“แต่คิดมิถึงว่าหมิงไห่จะมาถูกทำร้ายในเวลานี้เข้า”
ชายชราพยักหน้าพลางลูบหนวดไปด้วย “ตามที่ตำราโบราณบันทึกเอาไว้ เจ้าจิ้งหรีดโบราณนี้มิเพียงมีพลังแข็งแกร่ง อีกทั้งยังมีนิสัยโหดร้าย ที่สำคัญยังสามารถกลั่นต้นกำเนิดของโลกเพื่อให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมได้อีกด้วย”
“แม้จะเป็นคำสั่งของท่านเจ้าแดน แต่ด้วยตบะบารมีของพวกเจ้า หากปะทะกันคงมีโอกาสสูงที่จะดับสูญได้ ดังนั้นต้องจำไว้ว่าหากเจอตัวแล้วให้รีบหนีทันที อย่าได้เข้าไปปะทะเพื่อที่จะเอาหน้าเด็ดขาด”
ชุยชิงไป่โค้งคำนับพลางเอ่ยอย่างเคารพว่า “ขอบคุณท่านบรรพจารย์ที่เตือนเจ้าค่ะ”
ชายชรามิได้เอ่ยสิ่งใดอีก เพียงหยิบกระบี่ไม้ขนาดเล็กอีกหนึ่งเล่มออกมาจากเอวแล้วส่งให้ชุยชิงไป่
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม
ศิษย์สายตรงผู้หนึ่งก็รีบมาที่หน้าตำหนัก ก่อนจะโค้งคำนับให้คนในตำหนัก “อาจารย์ขอรับ ท่านเสวี่ยเหมาหัวหน้าเผ่าเสวียพาผู้แข็งแกร่งภายในเผ่ามาขอพบขอรับ”
ได้ยินดังนั้น ชุยชิงไป่ยังมิได้เอ่ยสิ่งใด
ชายชราร่างกลับผอมโบกมือไปมา แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “ให้เสวี่ยเหมาเข้ามาคนเดียวก็พอ”
ชุยชิงไป่พยักหน้า แล้วตอบกลับไปว่า “ให้เสวี่ยเหมาเข้ามาคนเดียว คนที่เหลือให้รออยู่ด้านนอก”
“ขอรับ ! ”
ศิษย์สายตรงหมุนกายจากไปทันที
มินาน เงาแสงสีเลือดสายหนึ่งก็พุ่งลงมาจากท้องฟ้า ตกลงบนจัตุรัสด้านหน้าตำหนัก
“ผู้น้อยเสวี่ยเหมามาขอพบขอรับ”
เสวี่ยเหมาที่มีร่างกายสูงใหญ่ และท่าทางหยิ่งผยองโค้งคำนับให้คนในตำหนักโบราณ พลางเอ่ยออกมาอย่างนอบน้อม
เยี่ยงไรซะที่นี่ก็คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ย หาใช่สถานที่ที่หัวหน้าเผ่าโบราณคนหนึ่งอย่างเขาจะกล้าสามหาวได้
“เข้ามาได้”
เมื่อเสียงอันเย็นเยียบเสียงหนึ่งดังออกมาจากภายในตำหนัก
เสวี่ยเหมาก็ชะงักงัน ก่อนจะเดินขึ้นบันไดและมุ่งหน้าเข้าไปภายในตำหนัก
ทว่าเมื่อเขาเห็นเสวียหมิงไห่ที่ยังคงสลบอยู่ มิรู้เป็นตายร้ายดี สีหน้าก็ย่ำแย่ลงทันที
เสวียหมิงไห่เป็นอัจฉริยะไร้เทียมทานที่เกิดขึ้นในรอบหมื่นปีของเผ่าเสวีย อีกทั้งเผ่าเสวียยังฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่เสวียหมิงไห่ หวังว่าสักวันเขาจะพาเผ่าเสวียเอาชนะอีกสามเผ่าโบราณได้สำเร็จ
แต่ใครเลยจะคิดว่าการเดินทางไปเมืองเหอซีของเสวียหมิงไห่ในครั้งนี้ จะได้รับบาดเจ็บหนักเพียงนี้
“ผู้อาวุโส……”
มือทั้งสองของเสวี่ยเหมาถูกกำจนแน่น เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ แต่ต่อหน้าชุยชิงไป่เขาจึงมิกล้าแสดงอาการออกมามากนัก
ชุยชิงไป่ชำเลืองมองท่านบรรพจารย์รูปร่างผ่ายผอม แล้วเอ่ยกับเสวี่ยเหมาว่า “เจ้ามิต้องเอ่ยอันใดให้มากความ ข้าจะตัดสินใจเอง”
“ตอนนี้มีท่านบรรพจารย์ไต้อยู่ที่นี่ ตอนนี้หมิงไห่มิเป็นอันใดแล้ว อีกอย่างมาทำร้ายศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยของข้าเช่นนี้ วันหน้าข้าจะต้องไปขอคำอธิบายจากคนผู้นั้นให้ได้”
ท่านบรรพจารย์ไต้ ?
เสวี่ยเหมามีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที พลันหันไปมองไต้ลี่เวินที่อยู่ข้าง ๆ
ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินเสวียหมิงไห่กล่าวว่า
ผู้อาวุโสสูงสุดท่านหนึ่งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเชวี่ยต้องการจะรับเขาเป็นศิษย์สายสืบทอด เพียงแต่ความแตกฉานในวิถีกระบี่ของเขายังมิถึงระดับที่ผู้อาวุโสสูงสุดท่านนี้กำหนด
บัดนี้เสวียหมิงไห่ตกอยู่ในความเป็นความตาย การที่เขายอมออกหน้ามาเวลานี้ย่อมต้องเป็นผู้อาวุโสสูงสุดท่านนั้นเป็นแน่
“ผู้น้อยเสวี่ยเหมาคารวะผู้อาวุโส”
เสวี่ยเหมาหมุนกายและคุกเข่าลงตรงหน้าไต้ลี่เวิน
“เจ้าอย่าได้รีบดีใจไป”
ไต้ลี่เวินใช้หางตากวาดมองเสวี่ยเหมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเตือนว่า “ต้องยอมรับว่าข้าต้องการจะรับเสวียหมิงไห่เป็นศิษย์สายสืบทอดจริง และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ข้ายอมมาปรากฏกายอยู่ที่นี่”
“และเวลานี้ถึงแม้ข้าจะสามารถทำให้อาการของเสวียหมิงไห่คงที่ได้แล้ว ทว่าผลกรรมนั้นยังมิปรากฏ ดังนั้นข้าจึงมิสามารถยืนยันได้ว่าครั้งนี้จะขจัดผลกรรม และหลอมรากฐานปราณให้เขาได้อีกหรือไม่…… ”
เอ่ยยังมิทันจบประโยค ไต้ลี่เวินเหมือนสัมผัสได้ถึงบางอย่าง ก่อนที่ดวงตาจะเบิกโพลงขึ้นมา
เขาจึงเงยหน้าขึ้นทันที เมื่อสัมผัสได้ว่ามีไอพลังลึกลับกลุ่มหนึ่งแทรกซึมเข้าไปภายในกายของเสวียหมิงไห่
วินาทีต่อมา
ปั้ง !
เสียงที่กึกก้องเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากภายในกายของเสวียหมิงไห่
ขณะเดียวกัน คลื่นพลังสีเลือดสายหนึ่งก็สาดส่องไปทั่วทุกทิศทุกทางภายในพริบตา
“ท่านบรรพจารย์ ? ”
ชุยชิงไป่มีสีหน้าเปลี่ยนไป พลันหันไปมองทางไต้ลี่เวิน
ไต้ลี่เวินแค่นเสียงออกมาด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยความประหลาดใจว่า “ผลกรรมที่เสวียหมิงไห่แปดเปื้อนในครั้งนี้เหมือนจะมิธรรมดา”
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก ไต้ลี่เวินจึงถามออกมาว่า “จริงสิ เสวียหมิงไห่ได้รับบาดเจ็บหนักเช่นนี้มาจากที่ใดกัน”
ชุยชิงไป่จึงรีบตอบกลับไปทันทีว่า “คงจะเป็นที่เมืองเหอซีเจ้าค่ะ”
ไต้ลี่เวินมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที เหมือนรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่มิดีบางอย่าง
ทุกคนต่างรู้ดีว่าเมืองเหอซีแม้จะเป็นเมืองเล็ก ๆ อีกทั้งปราณวิญญาณฟ้าดินของที่นั่นก็ค่อนข้างเบาบาง ทว่าผู้ใดก็มิกล้าดูแคลนเมืองเหอซี
เพราะทางด้านเหนือของเมืองเหอซีมีแดนอันตรายแห่งหนึ่ง
อีกทั้งที่นั้นยังลึกลับอย่างยิ่ง แม้แต่ตบะบารมีของเขาในตอนนี้ก็ยังมิกล้าย่างกรายเข้าไปที่นั่น
เสวียหมิงไห่ได้รับบาดเจ็บหนักเช่นนี้ อีกทั้งผลกรรมในครั้งนี้ก็หนักหนามิน้อย จนทำให้เขาถูกครอบงำไปด้วย
ดังนั้นเห็นได้ชัดว่าเสวียหมิงไห่มีอาจจะไปล่วงเกินสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวบางอย่างที่ออกมาจากแดนอันตรายแห่งนั้นเข้าก็เป็นได้
“ตอนนี้ดูเหมือนว่าข้าคงต้องไปเยือนเมืองเหอซีด้วยตนเองสักครั้งเสียแล้ว”