เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 735 คนโง่
ตอนที่ 735 คนโง่
“ท่านเย่……เอ่อ……”
ใบหน้าชราของซ่งเซียนเฟิงเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มขัดเขิน
เย่ฉางชิงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย แต่ไม่ได้มีท่าทีจะตำหนิเขาแต่อย่างใด
แต่ในเมื่อได้พบเจ้าถิ่นเช่นนั้นก็ลองถามหาตำแหน่งที่แน่ชัดจากอีกฝ่ายดู
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เย่ฉางชิงก็ประสานมือให้แก่ลิงหิมะร่างยักษ์ที่ตัวสูงเสียดฟ้า พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ในเมื่อพวกเรามาผิดที่ เช่นนั้นข้าอยากจะถามว่าคีรีเทพเป่ยฉงอยู่ที่ใดได้หรือไม่ขอรับ ? ”
“คีรีเทพเป่ยฉงของเด็กนั่นอยู่ทางด้านเหนือของที่นี่ ห่างออกไปอีกแสนลี้”
ลิงหิมะไม่ได้อ้อมค้อมแต่อย่างใด ก่อนจะเอ่ยกับเย่ฉางชิงว่า “ไม่ใช่สิ ในเมื่อพวกเจ้าสามคนทะเล่อทะล่าบุกเข้ามาในดินแดนของข้า ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปง่าย ๆ ได้อย่างไรกัน”
เอ่อ !
ทันทีที่ลิงหิมะเอ่ยออกมาเช่นนั้น ซ่งเซียนเฟิงและอวี่จีพลันมีสีหน้าเปลี่ยนไป
พวกเขาทั้งสองต่างก็เป็นผู้แข็งแกร่งระดับอมตะ ย่อมสามารถสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวของลิงหิมะตนนี้ได้อย่างง่ายดาย
ก่อนหน้านี้กลับไม่แสดงตัวราวกับแกล้งตายก็มิปาน ทว่าบัดนี้เพียงแค่แผ่ไอพลังออกมาก็ทำให้พวกเขาทั้งสองชาวาบไปทั้งตัวอย่างควบคุมมิได้แล้ว
ระดับราชันจำแลงในตำนาน ?
อีกอย่างเขายังเรียกท่านเจ้าแดนว่าเด็กนั่น ก็หมายความว่าพลังของลิงหิมะตนนี้ยังอยู่เหนือกว่าท่านเจ้าแดนอีกอย่างนั้นหรือ
เช่นนี้แล้วตบะบารมีของลิงหิมะจะอยู่ระดับใดกัน ?
ระหว่างที่ซ่งเซียนเฟิงและอวี่จีกำลังหวาดวิตกอยู่นั้น
ใบหน้าขาวผ่องจนแทบจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบของเย่ฉางชิงก็เผยรอยยิ้มยินดีออกมา
ก่อนหน้านี้ไม่นานกระบี่เดียวของเขาสามารถทำลายการโจมตีของผู้แข็งแกร่งระดับอมตะหลายคน และผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิเซียนอีกหลายร้อยคน
นั่นก็หมายความว่าพลังของเขาในเวลานี้อยู่เหนือกว่าระดับอมตะแล้ว
ก่อนหน้านี้ระหว่างทางที่มา ซ่งเซียนเฟิงและอวี่จีได้บอกกับเขาว่าเหนือจากระดับอมตะขึ้นไปจะเป็นระดับราชันจำแลง และระดับราชันในตำนาน
ทว่าเมื่อถึงระดับอมตะการที่จะบรรลุระดับที่สูงขึ้นไปอีกนั้น เรียกได้ว่ายากยิ่งกว่าการขึ้นสวรรค์เสียอีก
ไม่เพียงถูกจำกัดด้วยพรสวรรค์วิถีเซียนโดยกำเนิดเท่านั้น แต่ยังต้องมีโชคและโอกาสอันยิ่งใหญ่ จึงจะสามารถก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้นไปได้
พวกเขาสองคนรู้ดีว่าระดับในตอนนี้เป็นระดับขั้นสุดของพวกเขาแล้ว จึงไม่โลภที่จะบรรลุระดับที่สูงไปกว่านี้อีกแล้ว
ทว่าระดับที่พวกเขาเอ่ยถึงนั้นสำหรับเย่ฉางชิงแล้ว เขากลับไม่ได้รู้สึกอะไรกับมันมากมายนัก
ประการแรกนับตั้งแต่ที่เขาบำเพ็ญเพียรมา ตบะบารมีและการบรรลุของเขาก็ง่ายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก และไร้ซึ่งอุปสรรคใด ๆ
ขอเพียงใจคิดถึง นึกถึง สัมผัสถึง การบรรลุระดับก็จะเกิดขึ้นทันที และไม่มีนิมิตหรือทัณฑ์สวรรค์ใด ๆ ปรากฎอีกด้วย
อีกอย่างนับตั้งแต่ที่เขาบำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่ก็รู้แจ้งในเพลงกระบี่เพียงสองกระบวนท่าเท่านั้น แต่กลับเอาชนะได้ทุกสรรพสิ่ง และยังไม่มีโอกาสออกกระบี่ที่สองเลยด้วยซ้ำ
บัดนี้ ในเมื่อลิงหิมะตรงหน้าเขาเรียกเจ้าแห่งแดนเซียนจื่อฉงว่าเด็กนั่น
ก็แสดงว่าลิงหิมะตนนี้มีพลังที่แข็งแกร่งมากน่ะสิ !
อีกอย่างลิงหิมะตนนี้ยังคุยโวว่าจะไม่ปล่อยพวกเขาไปจากที่นี่ง่าย ๆ
ในเมื่อเป็นเช่นนั้นข้าจะใช้คนโง่เช่นเจ้าได้ทดสอบกระบี่ของข้าก็แล้วกัน
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก มุมปากของเย่ฉางชิงก็โค้งขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยกับลิงหิมะตนนี้ด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านไม่ต้องการปล่อยพวกเราไปหรือขอรับ ? ”
“ถูกต้อง ! ”
ดวงตาลุ่มลึกของลิงหิมะแผ่พลังอันน่ากลัวออกมา พลางกวาดตามองพวกเย่ฉางชิง และเอ่ยเสียงเรียบว่า “แต่พวกเจ้าไม่ต้องกังวลไป วันนี้ข้าจะไม่สังหารพวกเจ้าทั้งสามหรอก”
ต้องบอกว่าลิงหิมะที่มีชีวิตอยู่มาไม่รู้ว่านานเพียงใดตนนี้ มองว่ายุคสมัยนี้ช่างน่าเบื่อยิ่งนัก
มันจำได้ว่าในยุคสมัยก่อนมักมีผู้แข็งแกร่งเผ่าต่าง ๆ บุกเข้ามาในแดนต้องห้ามของมัน ดังนั้นมันจึงสังหารผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนเหล่านั้นและดูดกลืนเพื่อเพิ่มพลังให้แก่ตนเอง
ในยุคสมัยนั้นมันยังได้พบกับผู้ที่น่ากลัวจนและยากจะต้านทานได้ ถึงขนาดเลือกที่จะซ่อนตัวเพื่อเอาชีวิตรอดอีกด้วย
ทว่าในยุคสมัยนี้
นอกจากเจ้าเด็กที่อยู่คีรีเทพเป่ยฉงบนแดนรกร้างทางเหนือ และไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใดแล้วที่ไม่มีผู้แข็งแกร่งวิถีเซียนใด ๆ มาปรากฎกายที่นี่
เวลาเบื่อ ๆ มันจึงไปหาเจ้าเด็กนั่นที่คีรีเทพเป่ยฉงเพื่อประลองกันอยู่หลายครั้ง
แต่จนปัญญาที่เจ้าเด็กนั่นเป็นเจ้าแห่งแดนเซียนจื่อฉงที่ควบคุมกฎและพลังทั้งหมดของแดนเซียนจื่อฉงเอาไว้ ต่อให้พลังของเขาจะเหนือกว่าอีกฝ่ายก็จะถูกบีบจนแพ้อยู่ดี
ดังนั้นสำหรับมันแล้วในยุคสมัยนี้จึงมีชีวิตอยู่อย่างอัดอั้นและหดหู่
ทว่าเมื่อหลายหมื่นปีก่อนมันได้เริ่มบำเพ็ญเพียรวิถีหมากตามตำราโบราณเล่มหนึ่ง อีกทั้งสาเหตุที่มานั่งอยู่ตรงนี้ก็เพราะตอนที่ไตร่ตรองการเดินหมากอยู่นั้นได้พบกับอุปสรรคบางอย่างที่ไม่ว่าจะขบคิดอย่างไรก็ไม่อาจเข้าใจได้
และจุดประสงค์ที่เขารั้งพวกเย่ฉางชิงเอาไว้ ก็เพราะต้องการให้มารู้แจ้งวิถีหมากเป็นเพื่อน
สิ้นเสียงของลิงหิมะ
ซ่งเซียนเฟิงและอวี่จีก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป ทว่าเย่ฉางชิงกลับมีสีหน้าสบาย ๆ
สังหาร ?
ดูท่าลิงตนนี้จะมั่นใจในพลังของตนไม่น้อย
แต่ข้าผิดหวังมาหลายครั้งหลายคราแล้ว ครั้งนี้เจ้าจะทำให้ข้าผิดหวังอีกไม่ได้นะ !
เย่ฉางชิงจึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ทราบว่าที่ท่านรั้งพวกเราเอาไว้เป็นเพราะเหตุใดหรือขอรับ ? ”
“ในบรรดาพวกเจ้าสามคน มีผู้ใดที่รู้แจ้งในวิถีแห่งหมากหรือไม่ ? ”
ลิงหิมะเอ่ยต่ออีกว่า “ข้าจะบอกพวกเจ้าว่าขอเพียงพวกเจ้าอยู่ที่นี่ ข้าไม่เพียงไม่สังหารพวกเจ้า แต่ยังจะถ่ายทอดสุดยอดวิชาให้แก่พวกเจ้าอีกด้วย”
วิถีแห่งหมาก ?
เมื่อได้ยินดังนั้น
ไม่เพียงแค่ซ่งเซียนเฟิงที่นิ่งงันไปท่าทางเต็มไปด้วยความประหลาดใจ แม้แต่เย่ฉางชิงก็อดมิได้ที่จะมีสีหน้าประหลาดใจเช่นกัน
“เซียนเฟิง เหตุใดเจ้าถึงมีท่าทางเช่นนั้นเล่า ? ”
อวี่จีที่ได้สติขึ้นมาอีกครั้งส่งกระแสจิตไปถาม “หรือว่าท่านเย่ก็บำเพ็ญเพียรวิถีแห่งหมากด้วย ? ”
มุมปากซ่งเซียนเฟิงโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหันไปสบตากับอวี่จี แล้วตอบกลับไปว่า “ไม่เพียงแค่บำเพ็ญเพียรวิถีแห่งหมากเท่านั้นนะ หากนับจริง ๆ แล้วความแตกฉานในวิถีหมากของท่านเย่ยังสูงส่งกว่าวิถีกระบี่อีกด้วย”
“ลิงหิมะตนนี้แม้จะมีพลังที่แข็งแกร่ง มีโอกาสที่จะเป็นระดับราชันจำแลงในตำนาน แต่หากพูดถึงความแตกฉานในวิถีแห่งหมากแล้ว เชื่อว่าต่อให้ผ่านไปอีกล้านปีก็ยังมิใช่คู่ต่อสู้ของท่านเย่อย่างแน่นอน”
อวี่จีเอ่ยขึ้นอย่างกลั้นหัวเราะไม่อยู่ “เช่นนั้นลิงหิมะตนนี้ไม่เท่ากับหาเรื่องใส่ตัวงั้นหรือ ? ”
ซ่งเซียนเฟิงส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ ว่า “มิใช่แค่หาเรื่องใส่ตัว แต่เกรงว่านับแต่นี้ไปคงต้องสงสัยในความเก่งของตัวเองไปชั่วชีวิตเป็นแน่”
ตอนนั้นเอง เย่ฉางชิงก็ก้าวออกไปข้างหน้าด้วยใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มสบาย ๆ
“ข้าพอมีความรู้ในวิถีหมากอยู่บ้าง ไม่ทราบว่าท่านต้องการจะประลองหมากกับข้า หรือว่ามีความคิดอย่างอื่นขอรับ ? ”
เย่ฉางชิงมองลิงหิมะ พลางเอ่ยถามออกมา
“เด็กน้อย เจ้านี่ช่างอวดดีจริง ๆ ”
ลิงหิมะไม่โกรธแต่กลับหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะราวกับอสนีบาตดังขึ้น “แต่เจ้าพูดเช่นนี้กลับถูกใจข้ายิ่งนัก”
“นับตั้งแต่เริ่มยุคสมัยนี้มา เนื่องจากไร้ซึ่งคู่ต่อสู้ ข้าจึงหันไปศึกษาในวิถีหมากจนถึงบัดนี้เวลาก็ผ่านไปหลายแสนปีแล้ว ทว่าก็ยังไม่เคยประลองกับใครมาก่อน”
“วันนี้หากเจ้าสามารถเอาชนะข้าได้ครึ่งหมาก ข้าจะปล่อยหนึ่งในพวกเจ้าไป แต่หากเอาชนะข้าไม่ได้ก็ต้องอยู่ที่นี่ศึกษาวิถีแห่งหมากที่ลึกลับนี้กับข้า”
เอ่ยเพียงเท่านั้น ร่างใหญ่โตไร้ที่เปรียบของลิงหิมะก็เริ่มเลือนรางลง……