เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 744 ข้าคือจักรพรรดิสวรรค์ เอาชนะทุกสิ่งบนโลก
ตอนที่ 744 ข้าคือจักรพรรดิสวรรค์ เอาชนะทุกสิ่งบนโลก
ระดับเทพพิภพ !
ระดับสุขาวดี !
ระดับจักรพรรดิเซียน !
ระดับอมตะ !
ระดับราชันจำแลง !
ระดับราชัน ! ! !
เย่ฉางชิงรู้สึกว่าตบะบารมีของตัวเองกำลังบรรลุตามที่มีบันทึกไว้ในตำราโบราณอย่างรวดเร็ว
จนสุดท้ายเขามิรู้ด้วยซ้ำว่าระดับขั้นของเขาตอนนี้เรียกว่าระดับอะไร
แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นตบะบารมีของเขาก็ยังคงเกิดการบรรลุมิหยุด เพียงแต่เมื่อระดับบรรลุอย่างรวดเร็ว ในที่สุดการบรรลุตบะบารมีก็ค่อย ๆ ช้าลง
เช่นเดียวกับครั้งก่อน
ตามขั้นตอนบรรลุปกติ ทุกครั้งที่ผู้บำเพ็ญเพียรเกิดการบรรลุจะเกิดทัณฑ์สวรรค์พิฆาตอันน่าสะพรึงกลัว
อีกทั้งเมื่อบำเพ็ญเพียรถึงช่วงท้าย การจะรอดพ้นจากทัณฑ์สวรรค์ไปได้ แทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปมิได้อีกด้วย
แต่เขากลับมิมีอะไรเกิดขึ้นเลย !
นิมิตที่ปกคลุมบนกายก็ค่อย ๆ หายไป
ผมดำยาวที่ปลิวไสว อาภรณ์สีเขียวที่สวมใส่ค่อย ๆ หยุดนิ่งลง เขายืนเอามือไพล่หลัง ไอพลังวิถีเซียนมิได้เล็ดลอดออกมาเลยแม้แต่น้อย
นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ !
‘เพียงเพราะข้าท่องคำคมในคัมภีร์เต้าเต๋อจิงงั้นหรือ ? ’
‘แต่พวกเขากำลังถามข้าว่าราชันคืออะไร ทำเช่นไรจึงจะสามารถบรรลุระดับราชันได้ ? ’
‘ข้าจะมีความรู้ในด้านนี้ได้อย่างไรกัน จะแสร้งทำเป็นสอนพวกเขาร้องเพลงก็คงมิได้กระมัง ! ’
‘เฮ้อ เป็นข้านี่มันลำบากใจจริง ๆ ’
‘จริงสิ ก่อนหน้านี้พวกเขาบอกว่าความทรงจำและตบะบารมีในอดีตของข้าถูกผนึกเอาไว้ บัดนี้ตบะบารมีกลับเกิดการบรรลุอย่างต่อเนื่อง คงมิใช่ว่าผนึกคลายออกหรอกนะ ? ’
‘อืม ! ’
‘คงจะเป็นเช่นนั้น ! ’
‘มิใช่ ! ’
‘ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ มิอย่างนั้นแค่คำคมประโยคเดียว คงมิสามารถทำให้ตบะบารมีของข้าเพิ่มขึ้นขนาดนี้ได้อย่างแน่นอน’
‘อีกอย่างการบรรลุครั้งนี้เมื่อไหร่จะหยุดลง คงมิได้จะบรรลุต่อไปเรื่อย ๆ แบบนี้หรอกกระมัง’
ทว่าขณะที่เย่ฉางกำลังรู้สึกหงุดหงิดเพราะตบะบารมีของตัวเองเกิดการบรรลุมิหยุด
ลู่ชิงซวง, ลิงขาว, สตรีลึกลับ รวมถึงเจ้าแดนต้องห้ามทั้งหลาย ที่ได้ฟังประโยคนั้นของเย่ฉางชิง ล้วนตกอยู่ในสู่ภวังค์ลึกลับอย่างที่มิเคยเป็นมาก่อน
ความรู้สึกเช่นนี้เหมือนกับว่าได้เข้าใกล้มหามรรคามากที่สุด อีกทั้งเสียงของเย่ฉางชิงก็ราวกับกำลังตีความความหมายที่แท้จริงของมหามรรคาก็มิปาน
แค่คิดก็รู้แล้วว่าสำหรับเหล่าเจ้าแดนทั้งหลายที่อยู่มามิรู้ว่านานเพียงใด สิ่งนี้มีความหมายเช่นไรสำหรับพวกเขา
มิเพียงเท่านั้นสิ่งที่เรียกว่าสามพันมหามรรคา ทุกคนต่างก็เข้าใจและรู้แจ้งในมหามรรคาในแบบของตัวเอง
และแม้ว่าเย่ฉางชิงจะพูดออกมาแค่มิกี่ประโยค แต่สิ่งที่พวกเขาได้ยินกลับถูกตีความและให้ผลที่แตกต่างกัน
เวลาผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ๆ
ทว่าวินาทีที่การบรรลุระดับของเย่ฉางชิงหยุดลงนั้น
ตู้ม !
ตู้ม !
บนท้องนภาเมฆหมอกก็การแปรปรวน เสียงฟ้าร้องพลันดังกึกก้องขึ้น
วินาทีต่อมามิเพียงแต่ในแดนเซียนจื่อฉงเท่านั้นที่ฟ้าดินเกิดการแปรปรวน โลกใบอื่น ๆ ล้วนเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับทั่วไปแล้ว
พวกเขากลับสามารถสัมผัสถึงปราณวิญญาณฟ้าดินได้อย่างชัดเจน มิเพียงแต่ความหนาแน่นที่เพิ่มขึ้นแต่กลับบริสุทธิ์อย่างไร้ที่เปรียบ ถึงขนาดสามารถบรรลุระดับขั้นติดต่อกันได้อย่างง่ายดาย
ส่วนสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่มีตบะบารมีระดับสูงแล้ว
พวกเขาสามารถสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงของมหามรรคาได้อย่างชัดเจน ทำให้พวกเขาสามารถรู้แจ้งได้ง่ายขึ้น มหามรรคาที่สะกดพวกเขาเอาไว้ก็เหมือนมีสัญญาณของการคลายออก
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? ”
“ไหนบอกว่ายุคนี้เป็นยุคไร้ราชันอย่างไรเล่า มิหนำซ้ำยังถูกเรียกว่ายุคสิ้นสุด ทว่าเหตุใดจู่ ๆ มหามรรคาถึงได้กลับมาสมบูรณ์เช่นนี้เล่า ปราณวิญญาณฟ้าดินก็เริ่มหวนคืนอีกครั้ง ? ”
“จริงสิ มีตำนานโบราณเคยกล่าวเอาไว้ว่า ในยุคสิ้นสุดเช่นนี้ขอเพียงมีผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานก้าวเข้าสู่ระดับราชันในตำนาน ยุคนี้จะสิ้นสุดลงและยุคใหม่จะเริ่มต้นขึ้น”
“มีคนก้าวเข้าสู่ระดับราชันในตำนานจริง ๆ หรือ ? ”
“ราชัน ราชันที่เคยปรากฏแค่ในยุคเซียนโบราณ กลับปรากฏขึ้นอีกครั้งในยุคนี้ ในที่สุดพวกเราก็ได้เห็นแล้วว่ายุคนี้มีราชันอยู่จริง ๆ ! ”
“แต่เมื่อราชันปรากฏตัว สนามรบโบราณก็จะเปิดออกอีกครั้ง กล่าวกันว่านอกจากราชันแล้ว ใครก็ตามที่เข้าไปในสนามรบโบราณแทบจะมิมีชีวิตรอดออกมาได้อีก”
“แทบจะมิมีชีวิตรอดแล้วจะอย่างไรเล่า เดิมการบำเพ็ญเพียรก็เป็นการช่วงชิงวาสนาในโลกนี้อยู่แล้ว ระหว่างนั้นย่อมเลี่ยงที่จะพบเจอกับอันตรายมิได้ ตามที่ข้ารู้มาภายในสนามรบโบราณแม้ว่าจะมีอันตรายมากมาย แต่ก็มีวาสนานับมิถ้วนที่แม้แต่ราชันก็ยังต้องการ”
วินาทีนี้ทุกสรรพสิ่งในโลกต่างก็เกิดความโกลาหลขึ้น
เวลามิถึงหนึ่งเค่อ
เมื่อระดับหยุดการบรรลุ ในที่สุดเย่ฉางชิงก็ถอนหายใจออกมา จากนั้นก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
ทว่าในวินาทีที่เขาลืมตาขึ้น
พลานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวกลุ่มหนึ่งก็ได้ปกคลุมรัศมีล้านลี้ภายในพริบตา และภายในรัศมีล้านลี้นี้ หลังจากที่สรรพสิ่งใดก็ตามได้สัมผัสถึงพลานุภาพที่น่ากลัวนี้ ต่างก็อดมิได้ที่จะรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาและคุกเข่าลงกราบกราน
มิใช่สิ !
นี่มิใช่พลานุภาพของผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดา แต่เป็นพลานุภาพของราชันในตำนาน !
ส่วนพวกลู่ชิงซวงและลิงขาวที่อยู่ใกล้กับเย่ฉางชิงมากที่สุด ขณะที่พวกเขาตกอยู่ในภวังค์ของการรู้แจ้ง แม้ดวงตาจะปิดสนิท แต่มุมปากก็ยังอดมิได้ที่จะโค้งขึ้นมาพร้อมสีหน้าดีใจ
ทว่าในวินาทีที่พลานุภาพราชันของเย่ฉางชิงแผ่ออกมา พวกเขาก็มิต่างอะไรกับการถูกสาดด้วยน้ำเย็น จนตื่นจากภวังค์แห่งการรู้แจ้งแทบจะในทันที
“พลานุภาพราชัน ? ”
ลิงขาวนั้นเป็นผู้อมตะที่อยู่มาถึงสองยุค และเคยเห็นรูปลักษณ์อันไร้ที่เปรียบของราชันกับตาตนเองมาแล้ว
ดังนั้นเมื่อเขาหลุดจากภวังค์และสัมผัสถึงพลานุภาพราชันที่คุ้นเคย เขาก็ลืมตาขึ้นมาทันที
เพียงแต่สิ่งที่เขาคาดมิถึงก็คือ พลานุภาพราชันนี้กลับแผ่ออกมาจากร่างของเย่ฉางชิง ซึ่งเป็นนายท่านของเขานั่นเอง
ทว่าแม้นายท่านของเขาจะเป็นถึงราชัน แต่รอบกายกลับมิได้มีนิมิตใด ๆ ปรากฎเลย
มีเพียงดวงตาเรียวคู่งามเท่านั้นที่ดูประหลาดไป
แสงหลากสีสันไหลวน มิได้มีสัญลักษณ์มหามรรคาอันซับซ้อนเช่นราชันคนอื่น ๆ แต่กลับมีดวงดาวนับร้อยล้านดวงที่เปล่งแสงและหมุนอย่างช้า ๆ เท่านั้น
‘นายท่านเป็นเพียงราชันในตำนานจริง ๆ อย่างนั้นหรือ ? ’
มินาน คนที่เหลือก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น มองดูเย่ฉางชิงที่ยืนอยู่มิไกล พลันก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีอย่างอดมิได้
“ผู้น้อยคาราวะราชันเย่”
ทุกคนถึงกับนิ่งงัน และรู้สึกเกิดความเลื่อมใสศรัทธาขึ้นมาอย่างควบคุมตัวเองมิได้ จนต้องก้มลงคำนับด้วยความนอบน้อมทันที
บรรยากาศเช่นนี้
เย่ฉางชิงกลับรู้สึกเหลือเชื่อ และเอ่ยออกมาโดยมิรู้ตัวว่า “ข้าคือจักรพรรดิสวรรค์ เอาชนะทุกสิ่งบนโลก”
ทว่าขณะที่เอ่ยยังมิทันจบประโยค เย่ฉางชิงก็รู้สึกว่าประโยคนี้เหมือนเคยเห็นได้ยินที่ไหนมาก่อน
อีกอย่างทำไมเขาต้องเอ่ยประโยคเช่นนี้ด้วย ?
ลิงขาวคาราวะเขาเป็นนายก็ถือเป็นผู้ติดตามของเขา
ลู่ชิงซวงเองก็เป็นถึงเจ้าแห่งแดนเซียนจื่อฉง
ส่วนสตรีลึกลับและคนที่เหลือแม้จะมิรู้ว่ามีฐานะเช่นไร แต่กลับเต็มไปด้วยความหวั่นเกรงเขา
‘หรือว่าที่นี่มีคนเลวอย่างนั้นหรือ ? ’
‘หากมิมี แล้วข้าจะต้องเอาชนะผู้ใดกัน ? ’
ระหว่างที่พวกลิงขาวได้ยินประโยคนั้นของเย่ฉางชิงและกำลังงุนงงอยู่นั้น
เย่ฉางชิงก็ได้แต่ยืนแข็งค้างอยู่ตรงนั้น
‘เอาชนะผู้ใด ? ’
‘ใครบอกข้าได้บ้างว่าข้าต้องเอาชนะผู้ใดกัน ! ’
‘ข้าสาบานได้ว่านี่มิใช่ประโยคที่ออกมาจากใจข้า ! ’
‘น่าอาย ! ’
‘น่าอับอายจริง ๆ เลย ! ’