เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 754 เจ้าแดนอยู่ที่ใด
ตอนที่ 754 เจ้าแดนอยู่ที่ใด
หล่อขึ้นกว่าเดิม ?
เมื่อได้ยินคำพูดประหลาด ๆ เช่นนี้
ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นพลันเส้นเลือดที่ขมับก็เต้นตุบ ๆ ขึ้นมา หากมิใช่เพราะภายในใจรู้สึกเคารพยำเกรงล่ะก็ พวกเขาคงจะร้องโวยวายออกมาแล้ว
วินาทีต่อมา เย่ฉางชิงเหมือนจะรู้ตัวเช่นกันว่าตัวเองพูดอะไรแปลก ๆ ออกไป จึงรีบเอ่ยแก้เก้อด้วยรอยยิ้มว่า “ตอนนี้ดูเหมือนว่าข้าอาจจะเป็นบรรพบุรุษท่านนั้นของพวกเจ้ากลับชาติมาเกิดจริง ๆ ”
“แต่จนถึงบัดนี้ข้ายังจำอะไรเกี่ยวกับชาติก่อนมิได้ แต่ข้าจะฝืนใจเป็นบรรพบุรุษท่านนั้นให้พวกเจ้าไปก่อน”
“ท่านบรรพบุรุษ มิต้องร้อนใจไปขอรับ”
มุมปากของเย่เสวียนโค้งขึ้นเผยรอยยิ้มมีเลศนัยออกมา ก่อนจะชี้ไปด้านหลังรูปปั้นแล้วค่อย ๆ เอ่ยว่า “ผู้อาวุโสที่อายุยืนที่สุดของเผ่าเย่เคยกล่าวเอาไว้ว่า ตอนนั้นก่อนที่ท่านจะไปจากแดนเซียนไท่เสวียนเพื่อเข้าสู่สนามรบโบราณได้เอาเคล็ดวิชาของตัวเองทิ้งไว้ที่หลังรูปปั้นนี้”
“และตอนนั้นท่านยังเคยกล่าวเอาไว้อีกว่า ภายในเผ่าเย่หากปรากฎอัจฉริยะที่ไร้เทียมทาน หลังจากก้าวสู่ระดับราชันจำแลงแล้ว ก็สามารถรับสุดยอดเคล็ดวิชาที่อยู่หลังรูปปั้นนี้ได้”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ เย่เสวียนก็รู้สึกละอายแก่ใจ “ทว่าใครจะคิดว่านับตั้งแต่ยุคเซียนโบราณเป็นต้นมา เผ่าเย่ของเราแม้จะมีอัจฉริยะในวิถีเซียนอยู่บ้าง กลับมีเพียงมิกี่คนเท่านั้นที่สามารถก้าวสู่ระดับราชันจำแลงได้ ต่อให้มีคนฝืนก้าวเข้าสู่ระดับราชันจำแลงได้ ก็กลับมิสามารถรับเคล็ดวิชาที่อยู่หลังรูปปั้นนี้ได้”
“บัดนี้เมื่อท่านกลับชาติมาเกิดใหม่แล้ว เชื่อว่าขอเพียงได้รับเคล็ดวิชานั้น บางทีอาจจะสามารถฟื้นความทรงจำในชาติก่อนของท่านให้กลับคืนมาก็เป็นได้ขอรับ”
เย่ฉางชิงอึ้งไปเล็กน้อย จากนั้นดวงตาทั้งสองข้างก็หลับลง แผ่กระแสจิตไปสัมผัสที่หลังของรูปปั้นอย่างละเอียด
มีคลื่นพลังเวทย์จาง ๆ สายหนึ่งอยู่จริง ๆ ด้วย
เพียงแต่เมื่อเขาต้องการที่จะเข้าไปเปิดม่านที่รูปปั้นนั้น กลับถูกบางอย่างที่มองมิเห็นขวางเอาไว้
“บัดนี้ข้าเป็นถึงราชันแห่งยุค เพียงแค่ค่ายกลเวทย์ธรรมดาคิดว่าจะขวางข้าได้อย่างนั้นหรือ ! ”
“ปรากฏ ! ”
เย่ฉางชิงเอ่ยเรียบๆ ทว่าในน้ำเสียงกลับแฝงพลานุภาพราชันอันน่าสะพรึงกลัวที่มิสิ้นสุดเอาไว้
เวลาผ่านไปมิกี่อึดใจ ด้วยพลานุภาพราชันอันน่าสะพรึงกลัว ด้านหลังของรูปปั้นก็มีตัวอักษรโบราณสีทองมากมายปรากฏขึ้น
ขณะเดียวกัน ร่างมายาร่างหนึ่งก็ค่อย ๆ ปรากฎขึ้นมา ร่างนั้นนั่งสมาธิโดยหันหลังให้กับทุกคน ขณะลอยอยู่กลางอากาศ
“ในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว”
เสียงที่ราบเรียบเสียงหนึ่ง ดังขึ้นในหัวของเย่ฉางชิง
เย่ฉางชิงลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างช้า ๆ ว่า “เจ้ารู้อย่างนั้นหรือว่าข้าเป็นใคร หรือตั้งแต่ยุคเซียนโบราณเจ้าก็ทำนายได้แล้วว่าจะมีวันนี้ ? ”
ร่างมายาที่ดูยิ่งใหญ่ร่างนั้นพยักหน้าให้ ก่อนจะตอบกลับมาว่า “ข้าบำเพ็ญเพียรวิถีการเวียนว่ายตายเกิด ย่อมสามารถทำนายอนาคตได้”
เย่ฉางชิงหรี่ตาลง ก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าเป็นชาติที่สองของเจ้าจริง ๆ งั้นหรือ?”
ร่างมายาส่ายหน้า “ข้าคือเจ้า ส่วนเจ้ามิใช่ข้า และมิใช่ชาติที่สองของข้า”
เย่ฉางชิงเอ่ยด้วยความมิเข้าใจว่า “หมายความเช่นไร ? ”
ร่างมายาเอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า “กล่าวคือเจ้าก็คือชาติปัจจุบันของเจ้า และเพราะเหตุนี้ข้าที่เป็นจิตวิญญาณต่อให้ข้ารู้แจ้งในวิถีการเวียนว่ายตายเกิด ก็มิสามารถไปเกิดใหม่ได้”
เย่ฉางชิงจิตกระหวัดขึ้นมา และรู้สึกสับสนยิ่งกว่าเดิม
เย่ฉางชิงใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ก็เอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า “ฟังเจ้าพูดแล้ว ข้ายิ่งงุนงงเข้าไปอีก”
“สิ่งที่ข้าสามารถบอกเจ้าได้มีเพียงสิ่งที่ข้าทำนายได้เท่านั้น หากพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เจ้าในชาตินี้จึงจะเป็นเจ้าที่แท้จริง”
ร่างมายานิ่งงันไป ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “เชื่อว่าเจ้าสามารถเดินมาจนถึงจุดนี้ได้ ก็คงจะสามารถทำความเข้าใจสิ่งที่ลึกซึ้งได้”
“ที่ข้าบอกเจ้าได้มีเพียงเท่านี้ และสิ่งสุดท้ายที่ข้าอยากจะบอกเจ้าก็คือ แม้ข้าจะเป็นเจ้า แต่เจ้ามิใช่ข้า เพราะเหตุนี้คนของเผ่าเย่ก็ถือว่าเคยเป็นคนของเจ้า หวังว่าเจ้าจะปกป้องคุ้มครองเผ่าเย่ด้วย”
เอ่ยเพียงเท่านั้น ร่างมายาที่นั่งสมาธิอยู่กลางอากาศก็ค่อย ๆ เลือนหายไป
ขณะเดียวกัน เสียงของร่างมายาก็ดังขึ้นในโสตประสาทของเย่ฉางชิงอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้เหมือนเป็นเคล็ดวิชาสูงส่งบางอย่าง ราวกับเสียงของมหามรรคาที่ดังขึ้นมิหยุด
จนมิรู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด
เมื่อดวงตาเรียวยาวคู่นั้นของเย่ฉางชิงลืมขึ้นอีกครั้ง จึงพบว่าเวลานี้ภายในถ้ำอันกว้างใหญ่กลับเหลือเขาเพียงคนเดียว
อีกทั้งรูปปั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าก็เริ่มแตกออกอย่างรวดเร็ว สุดท้ายกลายเป็นเพียงฝุ่นผง กองอยู่ตรงกลางถ้ำ
เย่ฉางชิงมิได้ใส่ใจที่รูปปั้นที่แตกละเอียดเหลือเพียงฝุ่นผง แต่มุมปากกลับโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ
“เคล็ดวิชานี้ช่างลึกล้ำสูงส่งจริง ๆ หากมิใช่เพราะข้าชอบอ่านตำราเป็นประจำแล้วล่ะก็ คงยากที่จะเรียนรู้วิถีการเวียนว่ายตายเกิดนี้ได้ในเวลาอันสั้น”
“วิถีการเวียนว่ายตายเกิด ช่างเป็นของดีจริง ๆ ! ”
เย่ฉางชิงหัวเราะออกมา ก่อนจะเพ่งสมาธิและรูปปั้นที่กลายเป็นฝุ่นผงก็คืนกลับมาดังเดิมอย่างรวดเร็ว
วิธีนี้ก็เหมือนการย้อนเวลา ทุกสิ่งกลับคืนสู่ก่อนหน้านี้
จนกระทั่งเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป
เย่ฉางชิงก็เดินเอามือไพล่หลังออกมาจากถ้ำอย่างมิรีบร้อน
เวลานี้คนทั่วทั้งเผ่าเย่ไล่ไปตั้งแต่เย่เสวียนที่มีชีวิตอยู่มามิรู้ว่านานเพียงใด ไปจนถึงเด็กน้อยที่ยังมิรู้ภาษา ต่างก็มาคุกเข่าอยู่ที่ด้านหน้าถ้ำ
“คาราวะท่านบรรพบุรุษ ! ”
จากนั้นเสียงก็ดังกังวานขึ้นมา และก้องไปทั่วหุบเขาอยู่นาน
เย่ฉางชิงสะบัดแขนเสื้อ พลางเอ่ยอย่างวางอำนาจว่า “เผ่าเย่ทุกคน พวกเจ้าลุกขึ้นได้”
เย่เสวียนและเย่ฉางชิงสบตากันเล็กน้อย ก่อนจะรีบลุกขึ้นและเอ่ยเบา ๆ ว่า “ท่านบรรพบุรุษ จำเรื่องในชาติก่อนได้หรือยังขอรับ ? ”
เย่ฉางชิงส่ายหน้าน้อย ๆ แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “แม้ข้าจะมิสามารถจำเรื่องในชาติก่อนได้ แต่เมื่อครู่ข้าได้พบกับเศษเสี้ยวจิตวิญญาณดั้งเดิมที่ชาติก่อนข้าทิ้งเอาไว้”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ เย่ฉางชิงก็กวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วเอ่ยว่า “และข้ายังมีเรื่องที่ต้องไปจัดการ แต่ที่นี่ปราณวิญญาณบางเบา สภาพแวดล้อมเลวร้าย มิเหมาะที่เผ่าเย่จะอยู่ต่อไปได้อีก”
เย่เสวียนมีสีหน้าโศกเศร้าขึ้นมา น้ำตาไหลเป็นทาง “ท่านบรรพบุรุษ……”
เย่ฉางชิงตบที่บ่าของเย่เสวียน ก่อนจะเอ่ยปลอบว่า “เจ้าวางใจได้ ก่อนที่ข้าจะจากไป จะจัดการเรื่องที่อยู่ของเผ่าเย่ให้เรียบร้อยก่อนอย่างแน่นอน”
“เจ้าแห่งแดนเซียนไท่เสวียนอยู่ที่ใด ! ”
เย่ฉางชิงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า น้ำเสียงสงบนิ่งแต่กลับแฝงไปด้วยพลานุภาพราชันอันน่ากลัว เพียงพริบตาก็ดังก้องไปทั่วทั้งแดนเซียนไท่เสวียน
ถูกต้อง !
ดังก้องไปทั่วแดนเซียนไท่เสวียน
……
บนเกาะเซียนแห่งหนึ่งไกลออกไปร้อยล้านลี้ ชายวัยกลางคนที่ผมขาวแซมข้างขมับพลันลืมตาขึ้นมา บนใบหน้าหล่อเหลานั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
‘มิน่าใช่ ! ’
‘เหตุใดจึงมีคนก้าวเข้าสู่ระดับราชันได้ในเวลาอันสั้นเช่นนี้ ! ’
‘เป็นบรรพบุรุษของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หรือว่าคนของเผ่าใดกันแน่ ? ’
“อิ๋งเสวียนหมิง เจ้าแห่งแดนเซียนไท่เสวียนคาราวะท่านราชัน”
ชายวัยกลางคนลุกขึ้นยืน พร้อมกับโค้งคำนับน้อย ๆ ไปทางทิศตะวันออก
“มาพบข้า ! ”
ชายวัยกลางคนนามว่าอิ๋งเสวียนหมิงยังมิทันยืดกายขึ้น ก็มีเสียงหนึ่งดังก้องไปทั่วทั้งแดนเซียนไท่เสวียนอีกครั้ง
อิ๋งเสวียนหมิงได้ยินดังนั้น ก็อดมิได้ที่จะมุมปากกระตุกเล็กน้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยความมิพอใจ
ก็แค่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับราชันเท่านั้น จำเป็นจะต้องวางอำนาจบาตรใหญ่เช่นนี้ด้วยหรือ ?
และอีกเพียงนิดเดียวเขาก็จะสามารถก้าวเข้าสู่ระดับราชันแล้วเช่นกัน บวกกับฐานะเจ้าแห่งแดนเซียนไท่เสวียนของเขา
ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับราชันที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับราชัน เขาก็มั่นใจว่าสามารถสู้ได้
ทว่าระหว่างที่อิ๋งเสวียนหมิงกำลังบ่นอยู่ในใจนั้น ความว่างเปล่ารอบกายเขาก็เริ่มบิดเบี้ยว ก่อนจะหายไปในอากาศ……