เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 753 ข้าดูหล่อขึ้นกว่าเดิม
ตอนที่ 753 ข้าดูหล่อขึ้นกว่าเดิม
แดนเซียนไท่เสวียน !
มิใช่ว่าจะไปคีรีเทพไท่อินของแดนเซียนดาวตก เพื่อไปหาเผ่าสวรรค์หรอกหรือ เหตุใดจึงมายังแดนเซียนอีกแห่งได้เล่า ?
นี่มัน……นี่มันเรื่องอะไรกัน ?
หลังจากเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ลิงขาวและเปาต้าเหมยก็อดมิได้ที่จะมองเย่ฉางชิงพร้อมกัน
เย่ฉางชิงที่ภายในใจก็เต็มไปด้วยความงุนงงก็นิ่งงันไป ก่อนเอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า “พวกเจ้ามิต้องมองข้าด้วยสายตาเช่นนี้”
“ก่อนหน้านี้หลังจากเข้าไปในช่องว่างของความว่างเปล่าแล้ว ภาพที่มองเห็นตรงหน้าล้วนขมุกขมัวไปหมด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีพายุมากมายคอยขวางกั้น ข้ามิมีทางเลือกจริงๆ จึงต้องใช้เคล็ดวิชาหนึ่งที่เคยรู้แจ้งมา แต่คิดมิถึงว่าจะถูกส่งมายังที่นี่ได้”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ก็มีประกายบางอย่างแว๊บผ่านดวงตาของเย่ฉางชิง เหมือนคิดบางอย่างขึ้นมาได้
ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่พบบุคคลลึกลับผู้นั้น
ดูเหมือนว่าพลังของบุคคลลึกลับผู้นั้นสูงส่งจนยากคาดเดา และรู้ความลับทั้งหมดของเขา
อีกทั้งระหว่างทางไปยังแดนเซียนดาวตก ยังได้บอกเขาด้วยว่าหากต้องการไขความสงสัยและปลดผนึกความทรงจำ ก็ต้องหาของแทนตัวทั้งเก้าชาติให้พบ
ดังนั้นมีโอกาสเป็นไปได้ว่าขณะที่พวกเขาก้าวข้ามความวางเปล่านั้น บุคคลผู้นั้นอาจทำอะไรบางอย่าง ทำให้พวกเขามาปรากฎตัวที่แดนเซียนไท่เสวียนแห่งนี้แทน
อืม !
คงจะเป็นเช่นนี้ !
มิใช่สิ !
ต้องเป็นเช่นนี้แน่ !
“นายท่าน ตอนนี้พวกเราควรทำเช่นไรดีขอรับ ? ”
ลิงขาวพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเอ่ยถามเย่ฉางชิง
“ใช่แล้ว ท่านเย่ พวกเราจะต้องรีบไปเผ่าสวรรค์เพื่อช่วยแม่นางชิงเฟิง หากพวกเราพลาดโอกาส……”
เปาต้าเหมยเม้มริมฝีปากแน่น เอ่ยออกมาด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเราไปยังเผ่าเย่ก่อน จากนั้นค่อยคิดหาทางไปแดนเซียนดาวตกเพื่อไปยังเผ่าสวรรค์อีกที”
เย่ฉางชิงปรายตามองเย่เสวียนพลางเอ่ยว่า
หากบุคคลลึกลับผู้นั้นเป็นผู้ทำเรื่องนี้จริง ๆ ต่อให้อยากจะไปจากแดนเซียนไท่เสวียน เพื่อไปยังแดนเซียนดาวตกก็ยังเป็นปัญหาอยู่ดี ยิ่งมิต้องพูดถึงการไปคีรีเทพไท่อิน
ในเมื่อบุคคลลึกลับผู้นี้ต้องการให้เขาหาของแทนตัวเก้าชาติให้พบ เช่นนั้นก็ทำตามที่อีกฝ่ายต้องการให้เสร็จก่อน
อีกอย่างเวลานี้เขาเองก็เริ่มเต็มไปด้วยความสงสัยในตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเต็มที
เพียงแค่คิดก็บรรลุระดับวิถีเซียนติด ๆ กันหลายระดับได้
ระหว่างการบำเพ็ญเพียรเพียงแค่รู้แจ้งเคล็ดกระบี่สองท่า ก็เอาชนะทุกคนได้หมดแล้ว
และดูเหมือนว่าจะยังมิถึงขีดจำกัดของวิถีเซียนอีกด้วย
ในเมื่อเป็นเช่นนั้นก็สู้หาของแทนตัวเก้าชาติให้เจอ และเปิดผนึกความทรงจำออกมา เพื่อดูว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นใครกันแน่ ?
คิดถึงตรงนี้ เย่ฉางชิงก็คลึงหว่างคิ้วตัวเอง ก่อนจะสั่งออกไปว่า “เย่เสวียน เผ่าเย่เวลานี้อยู่ที่ใด ? ”
ได้ยินดังนั้น เย่เสวียนก็รีบตอบกลับด้วยความดีใจว่า “เรียนท่านบรรพบุรุษ บัดนี้เผ่าเย่ตกต่ำลงมาก จึงต้องถอยไปอยู่ที่ภูเขาหินที่เป็นดินแดนของบรรพบุรุษขอรับ”
เย่ฉางชิงขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า “แล้วมันอยู่ที่ใดเล่า ! ”
เย่เสวียนอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบชี้ไปทางด้านหลัง “ท่านบรรพบุรุษขอรับ ข้ามทุ่งหญ้ากว้างนี้ไปอีกหมื่นลี้ ก็จะเป็นภูเขาหินขอรับ”
เย่ฉางชิงมิพูดอะไรให้มากความอีก เขาเพ่งสมาธิจะจากไปทันที
เพียงเสี้ยววินาที รอบกายของทุกคนราวกับแมลงปอเดินบนน้ำ ความว่างเปล่าสั่นสะเทือนเกิดเป็นระลอกคลื่น ทันใดนั้นก็มลายหายไปในอากาศ
เพียงพริบตา ทุกคนก็มาปรากฎตัวยังดินแดนโบราณที่ชำรุดทรุดโทรมแห่งหนึ่ง
ยอดเขาหัวโล้นโดยรอบนั้นสูงตระหง่าน ภูเขาที่ทอดยาวไร้ซึ่งความเขียวขจีและความมีชีวิตชีวา
และรอบกายของทุกคนก็มีตำหนักหินโบราณหลายหลังตั้งอยู่ แผ่กลิ่นอายโบราณออกมา
หลังจากผ่านไปมิกี่อึดใจ เงาหลายเงาที่ห่อหุ้มไอสังหารอันรุนแรง ก็พุ่งออกมาจากภายในตำหนักโบราณ และมุ่งมาทางเย่ฉางชิงอย่างรวดเร็ว
เย่เสวียนเห็นดังนั้นก็รีบตะโกนเสียงดังว่า “อย่าเสียมารยาท ! ”
“ท่านบรรพบุรุษ ! ”
ชายวัยกลางคนที่สวมชุดเกราะที่เป็นหัวหน้า แขนทั้งสองข้างเต็มไปด้วยมัดกล้าม ใบหน้าดุดันเต็มไปด้วยความโมโห
ทว่าเมื่อเขาเห็นเย่เสวียนก็มีสีหน้าตื่นตกใจทันที ก่อนจะรีบคุกเข่าลงกับพื้น
ส่วนคนอีกสิบกว่าคนทางด้านหลังชายวัยกลางคน ที่มีท่าทางเกรี้ยวกราดก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะคุกเข่าลงด้วยความเคารพเช่นกัน
เย่เสวียนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มยินดี พร้อมเอ่ยด้วยความภูมิใจว่า “เย่จือ เจ้าจำคนที่ยืนอยู่ด้านหลังข้าได้หรือไม่ ? ”
ชายวัยกลางคนผู้เป็นผู้นำมีนามว่า เย่จือ ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ทว่าเมื่อเขาเบนสายไปทางเย่ฉางชิงที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่นั้น
ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างมาก ขอบตาแดงเรื่อ ท่าทางเต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างที่มิเคยมีมาก่อน
“ท่าน……บรรพบุรุษ ! ”
“ท่าน……ท่านบรรพบุรุษท่านนั้นของเผ่าเย่ ! ”
เมื่อเผ่าเย่ตกต่ำลงในฐานะที่เป็นหัวหน้าเผ่าเย่คนปัจจุบัน เพื่อให้เผ่าเย่สามารถดำรงและอยู่รอดต่อไป หลายปีมานี้เย่จือจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างเต็มที่
ทุกครั้งที่เขารู้สึกหดหู่ใจ ก็มักจะไปที่โถงบรรพบุรุษเพื่อสักการะรูปปั้นของบรรพบุรุษท่านนี้
ดังนั้นทันทีที่เห็นเย่ฉางชิง เขาก็มั่นใจทันทีบุคคลตรงหน้านี้ก็คือท่านบรรพบุรุษที่สามารถเอาชนะศัตรูทั้งหมดได้ท่านนั้นอย่างแน่นอน
ขณะเดียวกัน ขณะที่คนที่เหลือชำเลืองมองไปทางเย่ฉางชิงต่างก็รู้สึกตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก
“ท่านบรรพบุรุษ คนผู้นี้คือบรรพบุรุษที่ไร้พ่ายท่านนั้นของเผ่าเย่จริง ๆ งั้นหรือ ? ”
เย่จือลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งกระแสจิตไปถาม “ตามบันทึกในตำราโบราณ ท่านบรรพบุรุษท่านนั้นของเผ่าเย่ หลังจากที่เข้าสู่สนามรบโบราณในยุคเซียนโบราณแล้ว ก็มิได้กลับมาอีกเลยนี่ขอรับ ? ”
มุมปากของเย่เสวียนโค้งขึ้น ก่อนจะถามกลับไปว่า “เช่นนั้นตำราโบราณได้บันทึกเอาไว้หรือไม่ว่าท่านบรรพบุรุษท่านนั้นของเราบำเพ็ญเพียรวิถีใด ? ”
“สุดยอดวิถีการเวียนว่ายตายเกิด”
“ถูกต้อง เช่นนั้นเจ้าเคยได้ยินหรือไม่ว่าการรู้แจ้งสุดยอดวิถีการเวียนว่ายตายเกิด ต่อให้กายสลายเต๋าสูญสิ้นก็สามารถกลับชาติมาเกิดใหม่ได้ ? ”
“ท่านบรรพบุรุษ ท่านหมายความว่าคนผู้นี้คือท่านบรรพบุรุษท่านนั้นกลับชาติมาเกิดหรือขอรับ ? ”
“มิเพียงเท่านั้น ข้าจะบอกเจ้าเพื่อเอาบุญ ท่านบรรพบุรุษที่มากลับชาติมาเกิดใหม่ได้ก้าวเข้าสู่ระดับราชันแล้ว”
“อะไรนะขอรับ ระดับราชัน ? ”
“……”
หลังจากคุยกันผ่านกระแสจิตอยู่ครู่หนึ่ง
ความสงสัยในใจของเย่จือก็มลายหายไป เขาก้มลงคารวะเย่ฉางชิงจนหน้าผากจรดลงกับพื้น
“เย่จือคารวะท่านบรรพบุรุษ ขอท่านบรรพบุรุษได้โปรดอภัยให้ด้วยขอรับ ! ”
เย่จือร้องไห้ออกมา ราวกับว่าความอัดอั้นตันใจที่มีมานานในที่สุดก็ได้รับการปลดปล่อย
“พวกเจ้าลุกขึ้นเถอะ”
เย่ฉางชิงถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วหันไปมองเย่เสวียนที่มีท่าทางนอบน้อม พลางเอ่ยเสียงเรียบว่า “พาข้าไปดูรูปปั้นนั่นหน่อย”
“ท่านบรรพบุรุษ เชิญตามข้ามาขอรับ”
เย่เสวียนโค้งตัวลงคำนับ จากนั้นก็หมุนกายเดินนำไป
ทุกคนเดินตรงไปด้านหน้า ผ่านทางเดินของตำหนักโบราณสองหลัง จนมาถึงจัตุรัสที่เปิดโล่งแห่งหนึ่ง
หลังจากนั้นก็เดินลัดเลาะไปตามช่องตรงกลางของจัตุรัส ในที่สุดก็ก้าวเข้าสู่ถ้ำที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
ผนังถ้ำโดยรอบเต็มไปด้วยโพรง
และตรงกลางถ้ำมีรูปปั้นตั้งตระหง่านอยู่
รูปปั้นนี้ดูเหมือนแกะสลักจากวัสดุเซียนชนิดพิเศษบางอย่าง และมิมีฝุ่นเกรอะเลยแม้แต่น้อย
แม้จะผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน แต่กลับยังคงดูมีชีวิตชีวา มิมีร่องรอยผุกร่อนใด ๆ
เย่ฉางชิงมองไปยังรูปปั้นแล้วพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงมองไปยังเปาต้าเหมยและลิงขาวที่มีท่าทางตื่นตระหนก
“รูปปั้นนี้เหมือนข้ามากงั้นหรือ ? ”
เย่ฉางชิงลังเลชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยถามออกมา
เปาต้าเหมยที่ได้สติขึ้นมา จึงรีบพยักหน้าหงึก ๆ แล้วเอ่ยว่า “ราวกับแกะเลยเจ้าค่ะ”
เย่ฉางชิงจึงพยักหน้าให้ แล้วเอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าข้าหล่อขึ้นกว่าเดิมอีก”