เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 774 อีกฝากฝั่งของอาณาจักรทะเล
ตอนที่ 774 อีกฝากฝั่งของอาณาจักรทะเล
ขณะเดียวกัน ระหว่างที่ผนึกบนกายของเย่ฉางชิงก็ถูกปลดออกจนหมด เนื่องจากได้รับความทรงจำทั้งเก้าชาติคืนมาแล้ว เขาก็อดมิได้ที่จะทอดถอนใจออกมา
ปทุมสูติที่ลอยอยู่เหนือศีรษะดอกนั้นก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป
เปรี้ยง !
ไอพลังโกลาหลมากมาย แสงสีเขียวนับมิถ้วนสาดส่องออกมา
ลำแสงทุกสายราวกับแสงสวรรค์
แค่คิดก็รู้แล้วว่าลำแสงมากมายเช่นนี้เมื่อส่องออกมา จะเกิดเป็นนิมิตเช่นไร
เวลาผ่านไปมิกี่อึดใจ
รอจนนิมิตอันน่าตื่นตระหนกนั้นค่อย ๆ เลือนหายไป ปทุมสูติดอกนั้นก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
ปทุมสูติที่ค่อย ๆ เลือนรางไป ถูกไอโกลาหลมหาศาลปกคลุมเอาไว้
เมื่อปรากฏสู่สายตาอีกครั้ง กลับกลายเป็นวัตถุทรงกลมสีเขียวที่มีขนาดใหญ่เท่าศีรษะมนุษย์ลูกหนึ่ง
สีเขียวโปร่งใส ไร้ซึ่งตำหนิใด ๆ ดูพิเศษยิ่งนัก ราวกับอุทรมรรคาในตำนานก็มิปาน
อีกทั้งสิ่งอัศจรรย์นี้ยังเกิดการวิวัฒนาการอีกด้วย……
“อุทรมรรคา ? ”
ราชันอวี่เห็นดังนั้น ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น พลันตื่นเต้นขึ้นมาทันที
อุทรมรรคา !
นี่คืออุทรมรรคาในตำนานเชียวนะ !
แหล่งกำเนิดของหมื่นมรรคา หากสามารถกลั่นอุทรมรรคานี้ได้
เขามั่นใจว่าจะสามารถก้าวเข้าสู่ระดับเทพโบราณได้อย่างง่ายดาย กลายเป็นเจ้าแห่งโลกทั้งหลาย ผู้ไร้พ่ายที่เป็นอมตะ!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ราชันผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลกเซียนในยุคโบราณผู้นี้ ก็เหาะพุ่งเข้าไปหาเย่ฉางชิงอย่างรวดเร็วราวกับคนเสียสติ
และในตอนนั้นเอง จักรพรรดิอมตะก็เหมือนมีแผนการอยู่แล้ว
ขณะที่ราชันอวี่พุ่งเข้าไป และอยู่ห่างจากเย่ฉางชิงเพียงร้อยจั้ง
เขาก็ปรากฏตัวขึ้นทางด้านหลังของราชันอวี่ราวกับภูตผี จากนั้นก็ผลักร่างของราชันอวี่อย่างแรง ทำให้ราชันอวี่กระเด็นไปด้านหน้าอย่างควบคุมมิได้
“เจ้าเฒ่าชั่วช้า เจ้าลอบโจมตีข้างั้นหรือ ! ”
ราชันอวี่มีสีหน้าเปลี่ยนไป ก่อนจะหันมาส่งเสียงคำราม
“ราชันอวี่ วาสนาสูงส่งเช่นนี้มีเพียงชิ้นเดียว และมีเพียงข้าเท่านั้นที่คู่ควร”
จักรพรรดิอมตะหัวเราะเสียงเย็น ก่อนจะทะยานขึ้นไปหาอุทรมรรคาที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของเย่ฉางชิง
ทว่าสิ่งที่พวกเขาทั้งสองคาดมิถึงก็คือ
เย่ฉางชิงกลับตื่นขึ้นมาแล้ว และรู้ว่าพวกเขาทั้งสองคนนั้นคิดจะทำอะไร
อีกอย่างเวลานี้เขาก็รู้แล้วว่า ความทรงจำทั้งหมดของเขานั้นได้กลับคืนมาหมดแล้ว
ก็หมายความว่าอีกมินานเมื่อเขาไปจากที่นี่ ทุกอย่างก็จะพังทลายลง แม้จะเป็นสนามรบโบราณก็ตาม
“ท่านทั้งสองต้องขออภัยด้วย ข้ามิมีเวลาเล่นเป็นเพื่อนพวกท่านแล้ว”
เย่ฉางชิงเอ่ยจบ ก็ลืมตาเรียวยาวคู่นั้นขึ้นมา
“พวกเจ้าสองคนเดิมควรจะตายไปนานแล้ว แต่ที่ยังสามารถอยู่มาได้จนถึงตอนนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะการปรากฏตัวของข้า จึงทำให้มีไอพลังเข้ามาในสนามรบโบราณแห่งนี้ และทำให้พวกเจ้ายังมีชีวิตรอดมาได้”
เย่ฉางชิงเอ่ยเสียงเรียบ แต่ขณะที่เขาลืมตาคู่นั้นขึ้นมา
พลันดวงตาของเขาก็มีเปลวไฟสีเขียวอันเจิดจ้าไร้ที่เปรียบเปล่งแสงออกมา ทั้งยังมีลวดลายโบราณสองลายส่องแสงริบหรี่ขึ้นมาด้วย
ขณะเดียวกัน ผมดำยาวก็สยายไปตามแรงลม
ผมแต่ละเส้นราวกับมีชีวิตก็มิปาน ค่อยๆ ปลิวไปมา
และทำให้ความว่างเปล่าโดยรอบบิดเบี้ยวและพังทลายลง
จากนั้นบนกายของเขาก็มีอัคคีเทพเจิดจ้าลุกโชน
อัคคีเทพเจิดจ้า สามารถเผาไหม้ทุกสิ่งบนโลกนี้ให้มอดไหม้ลง
ราชันอวี่ถูกจักรพรรดิอมตะผลักไปทางเย่ฉางชิง
ขณะที่เขาอยู่ห่างจากเย่ฉางชิงเพียงสิบกว่าจั้ง มิรู้ว่าเพราะอิทธิฤทธิ์อันใด ทำให้เขากลายเป็นเพียงหมอกสีดำกลุ่มหนึ่งภายในพริบตา
เมื่อเห็นภาพอันพิสดารเช่นนี้
จักรพรรดิอมตะก็มีสีหน้าตื่นตระหนกทันที ท่าทางเต็มไปด้วยความตกใจ
เขามิรู้ว่าเย่ฉางชิงในเวลานี้เป็นตัวอะไรกันแน่ แต่ภายในใจกลับมีเพียงความคิดเดียว
นั่นก็คือขอร้องอ้อนวอน !
“ผู้น้อยผิดไปแล้ว ขอผู้อาวุโสได้โปรดไว้ชีวิตด้วยเถิดขอรับ ! ”
จักรพรรดิอมตะคุกเข่าลงตรงหน้าของเย่ฉางชิง พลางส่งเสียงขอร้องอ้อนวอนอย่างน่าเวทนา
เย่ฉางชิงลุกขึ้นยืนอยู่กลางอากาศ กวาดตามองทุกสิ่งด้วยสายตาที่เรียบเฉย
“ฝุ่นกลับคืนสู่ฝุ่น ดินกลับคืนสู่ดิน สรรพสิ่งต้องคืนกลับที่เดิม”
เย่ฉางชิงเอ่ยขึ้นเนิบ ๆ ราวกับเสียงสวรรค์ที่ดังก้องไปทั่วฟ้าดินก็มิปาน
จักรพรรดิอมตะอดมิได้ที่จะก้มลงกราบกราน แต่ก็ยังสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า
พลังเวทย์และความรู้แจ้งในมรรคาของตน ถูกพลังอันน่าสะพรึงกลัวบางอย่างดูดกลืนไปในพริบตา
เพียงชั่วอึดใจ เขาเองก็กลายเป็นเพียงหมอกสีดำกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
สายลมพัดผ่าน ก็มลายหายไปเหนืออาณาจักรทะเลอันไร้ที่สิ้นสุด
ตอนนั้นเองเย่ฉางชิงก็เบนสายตามองผ่านความว่างเปล่าไป
“พวกเจ้าทั้งสองเองก็เช่นกัน ควรกลับคืนที่เดิมได้แล้ว”
เย่ฉางชิงเอ่ยออกมา
เว่ยอู๋เซี๋ยและราชันชางที่ซ่อนตัวและแอบมองไกลออกไปพันลี้ มีสีหน้าตื่นตระหนกขึ้นมาทันที และเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
วินาทีต่อมาพวกเขาทั้งสองคนก็เหมือนกับจักรพรรดิอมตะ กลายเป็นเพียงหมอกสีดำสองกลุ่ม และมลายหายไปจากโลก
“จุดเริ่มต้นคือจุดสูงสุด เกิดใหม่เก้าชาติ สุดท้ายก็ยังคงว่างเปล่า”
เย่ฉางชิงค่อย ๆ เอ่ยขึ้นมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอ้างว้าง
ยังมิทันสิ้นเสียง เขาเพียงแค่คิดเท่านั้นก็ปรากฎตัวขึ้นยังส่วนลึกของอาณาจักรทะเล
ที่นี่เป็นดินแดนที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใด ๆ และเป็นอีกฝากฝั่งของอาณาจักรทะเล
บนท้องนภา
หุบเหวที่ลึกสุดจะหยั่งแห่งหนึ่งปรากฎขึ้น
ไอพลังมหามรรคาอันรุนแรงและบริสุทธิ์พวยพุ่งออกมา โซ่แห่งกฎที่ราวกับหลอมมาจากทองคำสายแล้วสายเล่า พุ่งออกมาจากส่วนลึกของหุบเหว ก่อนจะหายไปในความว่างเปล่า
ด้านล่างหุบเหว
โลงศพทองสัมฤทธิ์โบราณที่ปกคลุมไปด้วยไอสีดำอันพิสดาร แผ่พลานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
เย่ฉางชิงปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ บนแผ่นดินที่ไร้ซึ่งร่องรอยของสิ่งมีชีวิต และมองไปที่โลงศพทองสัมฤทธิ์โบราณอย่างพิจารณา
“คิดมิถึงว่าบรรพบุรุษของเผ่าสวรรค์ผู้นั้นจะเป็นเพียงร่างแยกร่างหนึ่งของเจ้าด้วย”
เย่ฉางชิงเอ่ยเรียบ ๆ ออกมา เหมือนมิพอใจเท่าไรนัก “ตอนนั้นเสี่ยวชิงสร้างเจ้าขึ้นมา และเจ้าก็เป็นเพียงคนรับใช้ของพวกเรา”
“บัดนี้มิเพียงแอบหนีออกมาจากดินแดนบรรพบุรุษ แต่ยังสร้างร่างแยก กล้าแทรกแซงชาติสุดท้ายของข้า”
ทันทีที่สิ้นเสียง โลงศพทองสัมฤทธิ์โบราณใบนั้นพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ไอดำอันพิสดารมากมายแทบกลืนกินโลกใบนี้ในทันที
“ท่านเทพบรรพกาล ท่านอยู่ที่ดินแดนบรรพบุรุษแห่งนั้นมาล้านล้านปี เหตุใดต้องมาเวียนว่ายตายเกิดเก้าภพเก้าชาติด้วยเล่าขอรับ ? ”
เสียงอันเปลี่ยวเหงาเสียงหนึ่งตั้งคำถามกับเย่ฉางชิง
“เจ้ากำลังตั้งคำถามกับข้างั้นหรือ ? ”
เย่ฉางชิงเอ่ยเสียงเรียบ โลงศพทองสัมฤทธิ์โบราณที่อยู่ด้านล่างของหุบเหว พลันกลายเป็นผุยผงในพริบตา
จากนั้นร่างกำยำร่างหนึ่งก็ปรากฎตัวขึ้นบนพื้นดิน
ดวงตาอันเย็นชาส่องแสงออกมา ราวกับสามารถมองทะลุจิตวิญญาณของผู้คนได้
เพียงแต่ด้านหลังของเขา มีสตรีร่างระหงร่างหนึ่งยืนอยู่ด้วย
“ท่านเทพบรรพกาล สรรพสิ่งใดก็ตามที่มีสติปัญญา หากอยู่ที่ดินแดนโบราณแห่งนั้นนานเข้า มิว่าใครก็ย่อมทนมิไหว”
เสียงอันเปลี่ยวเหงาดังขึ้นอีกครั้ง และเอ่ยต่ออย่างช้า ๆ ว่า “มิว่าจะเป็นท่าน หรือผู้ที่อ่อนแออย่างผู้น้อย เมื่ออยู่ในดินแดนโบราณแห่งนั้น ต่างก็รู้สึกราวกับถูกจองจำในคุกมิใช่หรือ ? ”
“อีกอย่างข้าหวังว่าก่อนที่ท่านจะกลับไปยังดินแดนโบราณ ท่านจะปล่อยให้ข้าได้อยู่ที่นี่”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ ร่างระหงที่อยู่ทางด้านหลัง พลันปรากฎตัวขึ้นตรงหน้าของเย่ฉางชิง
นางก็คือตู๋กูชิงเฟิง !
“ฉางชิง……”
ตู๋กูชิงเฟิงค่อย ๆ เอ่ยขึ้น นัยน์ตาหงส์คู่นั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย
เมื่อได้ยินดังนั้น แม้สีหน้าของเย่ฉางชิงจะยังคงราบเรียบ ทว่าภายในใจกลับอดมิได้ที่จะสั่นไหว