เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 775 ตอนจบ
ตอนที่ 775 ตอนจบ
รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของจิตใจ
เย่ฉางชิงอดมิได้ที่จะเกิดความสงสัย
มิน่าใช่ !
ตามหลักแล้วเขาคือเทพบรรพกาล เป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่งในโลกทั้งหลาย
ก็หมายความว่าต่อให้เขาผ่านมาแล้วเก้าชาติ และเป็นคู่ชีวิตกับตู๋กูชิงเฟิงมาแล้วถึงสองชาติ ก็มิควรมีความรู้สึกใด ๆ อีก
ทว่าตอนนี้มิรู้ด้วยสาเหตุใด
เมื่อได้พบตู๋กูชิงเฟิงอีกครั้ง กลับทำให้จิตใจของเขาสั่นไหวน้อยๆ
หรือตู๋กูชิงเฟิงก็จะเป็นเทพบรรพกาลด้วยอย่างนั้นหรือ ?
หลังจากที่เย่ฉางชิงจมอยู่กับความคิดของตัวเองอยู่นั้น
หมอกสีดำที่ปกคลุมทั่วบริเวณก็พลันมลายหายไป ร่างกำยำร่างนั้นก็ค่อย ๆ เผยใบหน้าที่แท้จริงออกมา
เป็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าดุดันผู้หนึ่ง !
ฝู๋ซี !
เย่เสี่ยวชิงเป็นคนสร้างบุรุษผู้นี้ขึ้นมา
และเย่ฉางชิงเป็นคนตั้งชื่อให้เขา
ฝู๋ซีแวบหายตัวไป ก่อนจะปรากฎกายขึ้นทางด้านหลังของตู๋กูชิงเฟิง
“คาราวะท่านเทพบรรพกาล”
ฝู๋ซีคุกเข่าให้กับเย่ฉางชิง และเหมือนจะเดาออกว่าเย่ฉางชิงกำลังสงสัยในตัวของนาง จึงอธิบายด้วยความนอบน้อมว่า “เรียนท่านเทพบรรพกาล คนผู้นี้เกิดมาจากดอกพลับพลึงแดง ที่ต้นแม่น้ำรั่วในดินแดนโบราณ”
“แต่หลังจากที่ท่านผ่านการเวียนวายตายเกิดถึงเก้าชาติ ข้าจึงได้นำพลังของตัวเอง รวมทั้งตราประทับมรรคาผสานของเข้าไปในร่างจริงของนาง จึงทำให้นางเกิดสติปัญญาขึ้นมา จากนั้นก็ถูกท่านเทพบรรพการรองเขียนลงไปในคัมภีร์สวรรค์ ให้นางได้มาเจอกับท่านขอรับ”
ในตอนนั้นเอง ร่างสีทองร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ด้านหลังของฝู๋ซีอย่างเงียบเชียบ
ป้าบ !
ร่างสีทองร่างนั้นตบลงที่ศีรษะของฝู๋ซีอย่างมิลังเล ก่อนจะตะคอกว่า “เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้ ! ”
คนผู้นี้คือบุรุษที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับเย่ฉางชิงทุกกระเบียดนิ้ว
เพียงแต่มีผมสีทอง คิ้ว และดวงตา ก็เป็นประกายสีทองเช่นกัน
เขาก็คือผู้ที่เกิดมาจากดอกบัวสีทองดอกนั้น
เย่เสี่ยวชิง !
“พี่ใหญ่ พวกเรามิได้พบกันนานเลยนะขอรับ ! ”
เย่เสี่ยวชิงเงยหน้าขึ้นมองเย่ฉางชิงพร้อมรอยยิ้มประจบ จากนั้นก็เดินเข้ามากอดเย่ฉางชิง
“เสี่ยวชิง คัมภีร์สวรรค์ของเจ้าตอนท้ายจะเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ? ”
เย่ฉางชิงผลักเย่เสี่ยวชิงออก ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ
“พี่ใหญ่ เรื่องนี้ข้าทราบขอรับ”
“แปดชาติก่อนหน้าของท่านมิได้มีปัญหาแต่อย่างใด แต่เมื่อมาถึงชาติที่เก้า ข้าเองก็มิทราบว่าเพราะเหตุใดจึงเกิดปัญหาขึ้น”
เย่เสี่ยวชิงยังคงอธิบายต่อพร้อมรอยยิ้มประจบ “เดิมข้าต้องการเขียนให้ท่านเป็นอาจารย์ธรรมดาผู้หนึ่ง จากนั้นค่อยเข้าสำนักเซียนและได้พบรักกับพี่สะใภ้ และสามารถวางท่าเพื่อเป็นผู้ไร้พ่ายในวิถีเซียน”
“แต่มิทราบว่าเพราะเหตุใด ตั้งแต่ตอนที่เริ่มเขียนให้ท่านเป็นมนุษย์ธรรมดา ชีวิตเช่นนั้นก็จะหายไปจากคัมภีร์สวรรค์ ต่อมาข้าคิดหาวิธีได้อย่างหนึ่ง นั่นคือเปลี่ยนให้ท่านเป็นผู้ไร้พ่ายตั้งแต่ต้น เพียงแต่ท่านเองมิรู้ตัวก็เท่านั้น”
“สุดท้ายมิคิดว่าจะประสบความสำเร็จด้วย”
เย่ฉางชิงหัวเราะเยาะตนเอง พลางเอ่ยว่า “ที่แท้ข้าก็ไร้พ่ายมาตั้งแต่แรกแล้วงั้นหรือ ? ”
“แต่ว่า”
เย่เสี่ยวชิงเกาท้ายทอยเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยความอึดอัดใจว่า “ภายหลังเมื่อข้าเขียนให้ท่านไปตามหาของระลึกทั้งเก้าชาติ คัมภีร์สวรรค์ก็เกิดปัญหาขึ้น เมื่อไร้หนทางจึงทำได้เพียงต้องให้ท่านปลดผนึกบนกายออกก่อนกำหนด”
เย่ฉางชิงถลึงตาใส่เย่เสี่ยวชิง ก่อนจะเพ่งกระแสจิตและเอ่ยว่า “มิต้องพูดถึงเรื่องพวกนี้แล้ว แต่ที่ฝู๋ซีพูดก่อนหน้านี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ? ”
เย่เสี่ยวชิงดวงตาเป็นประกายขึ้นมา ดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกายสีทองระยิบระยับ ก่อนจะหันไปมองตู๋กูชิงเฟิง
“พี่ใหญ่ ก่อนหน้านี้ท่านบอกเองมิใช่หรือว่าการไร้พ่ายนั้นช่างโดดเดี่ยวยิ่งนัก จึงต้องการหาภรรยาสักคน ? ”
เย่เสี่ยวชิงหัวเราะออกมา “อีกทั้งเด็กคนนี้ยังเกิดจากไอพลังโกลาหล ขณะที่ข้ากำลังยุ่งอยู่กับคัมภีร์สวรรค์ เจ้าฝู๋ซีกลับใช้พลังของตัวเองทำให้เด็กคนนี้ให้เกิดสติปัญญาขึ้นมา”
“ดังนั้นข้าจึงต้องเพิ่มเด็กคนนี้เข้ามาในคัมภีร์สวรรค์ด้วย เพียงแต่วันนั้นคัมภีร์สวรรค์เขียนไปถึงชาติที่แปดของท่านแล้ว จึงทำได้เพียงเขียนนางลงไปในสองชาติสุดท้ายของท่านก็เท่านั้น”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้
“พี่ใหญ่ รูปร่างหน้าตาของนางก็ถือว่ามิเลวใช่หรือไม่ขอรับ ? ”
เย่เสี่ยวชิงส่งกระแสจิตออกไปอีกว่า “ข้าเขียนบรรยายตามแบบเทพธิดา ที่ท่านเคยเล่าให้ข้าฟังเลยนะขอรับ ท่านพึงพอใจหรือไม่ ? ”
“อีกอย่างในช่วงเวลาที่ข้าเขียนคัมภีร์สวรรค์ก็ได้พบบางอย่างเข้า ขอเพียงแยกฟ้าดินออกจากกัน และมิใช้อิทธิฤทธิ์ใด ๆ ของเทพบรรพกาลอีก ก็จะสามารถอาศัยอยู่ในโลกใบนี้ได้”
เย่ฉางชิงพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะปรายตามองฝู๋ซีที่คุกเข่าอยู่กับพื้นแล้วเอ่ยว่า “เจ้าจะจัดการฝู๋ซีเช่นไร ? ”
เย่เสี่ยวชิงลูบปลายคางไปมา ก่อนจะชำเลืองมองตู๋กูชิงเฟิงแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “พี่ใหญ่ หรือไม่เห็นแก่พี่สะใภ้ ให้เขาไปเป็นจักรพรรดิในโลกมนุษย์สักชาติหนึ่งดีหรือไม่ขอรับ ? ”
เย่ฉางชิงสบตากับตู๋กูชิงเฟิงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบว่า “เช่นนั้นก็ตามใจเจ้า แต่นับจากนี้ไปห้ามเข้าไปในดินแดนโบราณอีก ทำได้เพียงเข้าสู่วังวนการเวียนว่ายตายเกิดเท่านั้น”
เย่เสี่ยวชิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะรีบชูนิ้วขึ้นมาและแตะไปด้านหน้า
ทันใดนั้นลำแสงสีทองประหลาดสายหนึ่งก็พุ่งเข้าสู่หว่างคิ้วของฝู๋ซี
“ฝู๋ซี ละทิ้งความทรงจำทั้งหมดของเจ้าซะ ลบรอยตราด้านหลังของเจ้า และให้เจ้าไปเป็นจักรพรรดิในโลกมนุษย์ เข้าสู่วังวนการเวียนว่ายตายเกิด และทำตามชะตาที่ฟ้ากำหนด ! ”
รอบกายของเย่เสี่ยวชิงเปล่งแสงสีทองออกมา พลังแห่งหลักการพลันพลุ่งพล่านขึ้นมา
ฝู๋ซีค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น จากนั้นร่างของเขาก็เริ่มเลือนรางลง
แต่ใบหน้าดุดันนั้นกลับเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและห่วงหา
“ฝู๋ซีขอบคุณท่านเทพบรรพกาลทั้งสองขอรับ”
ฝู๋ซีค่อย ๆ เอ่ยขึ้น ก่อนจะโค้งตัวลงคำนับเย่ฉางชิงและเย่เสี่ยวชิงอีกครั้ง
เวลาผ่านไปเพียงชั่วอึดใจ
ร่างของฝู๋ซีก็ค่อย ๆ เลือนรางลง จนมลายหายไปในอากาศ
เห็นดังนั้น เย่เสี่ยวชิงก็หัวเราะออกมา พลางเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ คัมภีร์สวรรค์ยังขาดตอนจบ ข้าขอกลับไปเขียนก่อนนะขอรับ”
เอ่ยจบ เย่เสี่ยวชิงก็หมุนกายหันไปหัวเราะให้แก่ตู๋กูชิงเฟิง ก่อนจะหายตัวไปทันที
“ชิงเฟิง……”
เย่ฉางชิงและตู๋กูชิงเฟิงสบตากันอยู่นาน จากนั้นมุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแห้ง ๆ
ต้องบอกว่าเวลานี้เย่ฉางชิงเบื่อหน่ายกับการเป็นผู้ไร้พ่ายเช่นนี้เต็มทน
ตู๋กูชิงเฟิงยังมิทันเอ่ยสิ่งใด เขาก็อ่านใจของนางได้แล้ว
ทว่าตู๋กูชิงเฟิงในเวลานี้ก็จำทุกชาติของนางได้แล้วเช่นกัน
นางรู้ว่าผู้ที่ไร้พ่ายอย่างเย่ฉางชิง ต่อให้มิเอ่ยปากพูดออกมา อีกฝ่ายก็สามารถรู้ความในใจของนางได้อยู่ดี
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ทุกสิ่งก็มิได้อยู่ที่คำพูด
ความทรงจำสามชาติรวมเป็นหนึ่ง
ตู๋กูชิงเฟิงจึงมิพูดพร่ำทำเพลงใด ๆ พลันพุ่งตัวเข้าสู่อ้อมกอดของเย่ฉางชิงทันที
……
มิรู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด
ในเมืองเล็ก ๆ ที่ค่อนข้างห่างไกลแห่งหนึ่ง
แสงแดดยามเช้า
ไอหมอกลอยอบอวล
ยังเช้าตรู่ ทว่ากลับมีเสียงอ่านหนังสือดังลอยออกมาจากในเมือง
“ผักซิ่งในแม่น้ำเล็กใหญ่ปะปนกัน โฉมงามสาละวันเด็ดไปทั้งซ้ายขวา โฉมสะคราญผู้ดีพร้อม ฉันจะบรรเลงเพลงเสนาะ เพื่อใกล้ชิดเธอ”
“ผักซิ่งในแม่น้ำเล็กใหญ่ปะปนกัน โฉมงามสาละวันเด็ดไปทั้งซ้ายขวา โฉมสะคราญผู้ดีพร้อม ข้าเคาะระฆังตีกลอง เพื่อให้นางเริงร่า”
“……”
ภายในห้องเรียนที่มิได้กว้างมากนัก
เด็กน้อยหลายคนกำลังนั่งหลังตรง สายตามองตรงไปด้านหน้า กำลังตั้งใจท่องบทกวีที่มีชื่อเสียงของโลกสีน้ำเงิน
เย่ฉางชิงที่สวมชุดสีเขียวมือข้างหนึ่งเท้าเอว ส่วนอีกข้างค้ำโต๊ะเอาไว้ มีสีหน้าปลาบปลื้ม พลางพยักหน้าเป็นระยะๆ
ใต้ต้นหลิวต้นนึ่งด้านนอกประตูห้องเรียน
หมาดำตัวใหญ่ราวกับเสือตัวหนึ่ง นอนเกียจคร้านอยู่บนพื้น
เด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งปีนอยู่บนกายของหมาดำ ดวงตาดำขลับคู่นั้นกระพริบปริบ ๆ ก่อนจะเอ่ยพลางขมวดคิ้วว่า “ราชันทมิฬ ข้ามิชอบเรียนหนังสือ ข้าอยากเป็นเทพธิดาในหนังสือของอารอง”
ทันทีที่สิ้นเสียง หมาดำก็เหมือนฟังรู้เรื่อง มันแลบลิ้นสีแดงออกมาเลียที่ใบหน้าของเด็กน้อย
ดวงตาสีดำคู่นั้นมองเด็กหญิงที่มีท่าทางโมโหด้วยความรัก
……
อีกด้านหนึ่ง ในบ้านหลังหนึ่งภายในหมู่บ้าน
สตรีผู้งดงามผู้หนึ่งสวมผ้าเนื้อหยาบ แต่ยังคงมิอาจปิดบังความงามของนางได้ กำลังนั่งเด็ดผักอยู่ที่โต๊ะหิน
มิไกลกันนัก มีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่มีใบหน้าเหมือนกับเย่ฉางชิง กำลังตั้งใจเขียนหนังสืออยู่
“พี่สะใภ้ หลิวเอออายุสามขวบแล้ว เมื่อไหร่ท่านกับพี่ใหญ่จะมีลูกอีกคนเล่าขอรับ ข้าคิดชื่อไว้ให้แล้วนะขอรับ”
ชายหนุ่มหยุดเขียนหนังสือ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามสตรีนางนั้นด้วยรอยยิ้ม
ใบหน้าของนางพลันแดงเรื่อขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยอย่างอึกอักว่า “น้องรอง เรื่องมีลูกอีกคนมิใช่เรื่องที่ข้าจะตัดสินใจเองได้”
“พี่ใหญ่มิไหวแล้วหรือขอรับ ? ”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยว่า “ดูท่าคงต้องอาศัยไตเสือดำช่วยเสียแล้ว ! ”
จบแล้ว
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามกันมาจนถึงตอนนี้
ข้าขอคุกเข่าคาราวะนักอ่านทุกท่านเพื่อขอบคุณ และขออภัยในความผิดพลาดทั้งหมดด้วยขอรับ
เส้นทางในยุทธภพยังอีกยาวไกล หากมีวาสนาคงได้พบกันใหม่จากใจทีมงานห้องนิยาย