เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 632 ประมือเซียนจวินอวี้ฉาน!
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 632 ประมือเซียนจวินอวี้ฉาน!
บทที่ 632 ประมืออวี้ฉานเซียนจวิน!
“ฆ่า!”
อวี้ฉานเซียนจวินกำขวดวิเศษมั่นคง เปลวเพลิงเซียนสายแล้วสายเล่าพุ่งออกจากขวด ราวกับมหาสมุทรเพลิงอันร้อนแรง ต้องการเผาลวี่หยางให้แปรเปลี่ยนเป็นเถ้าธุลีเพียงกำมือเดียว
ต่อกรกับสิ่งนี้ วิธีการของลวี่หยางกลับเรียบง่าย ไร้สิ่งโอ่อ่าหรูหรา
[แย่งชิง]
ภาพลักษณ์แห่ง เพลิงบนสวรรค์ แผ่ห่มล้อมรอบกายเขา สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนสยบลง เพลิงเซียนที่กระทบตัวเขาในพริบตากลับหลุดพ้นการควบคุมของอวี้ฉานเซียนจวิน กระทั่งยังหวนกลับไปต้านทานอัคคีเซียนที่ยังมิถูกส่งผลกระทบ เป็นเช่นนี้หลายครั้งหลายครา มหาสมุทรเพลิงอันร้อนแรงนั้นกลับถูกลวี่หยางผลักย้อนคืนไปสิ้น
อวี้ฉานเซียนจวินเห็นดังนั้น ใบหน้างามก็พลันขมึง นางคิดในใจ
[เพลิงบนสวรรค์] ของเซียนซู…ตำแหน่งมรรคผลสูงสุด หาได้เสียชื่อไม่ เพียงแค่ภาพลักษณ์แห่งตำแหน่งมรรคผล กลับต้านทาน [อินผนึกกุมภ์วิเศษวารีอัคคี] ของข้าได้
ยามนี้ ใจของนางสั่นสะท้านเกินบรรยาย
ต้องรู้ว่า ขวดวิเศษในมือนางหาใช่ของสามัญ แต่คือวิชาต้องห้ามในระบบบำเพ็ญโบราณของเทียนฝู่ มีคุณสมบัติพ้องกับสมบัติแท้แห่งเซียนซู
ในสภาพการณ์เช่นนี้ ลวี่หยางกลับอาศัยเพียงภาพลักษณ์ตำแหน่งมรรคผลก็ต้านทานเพลิงเซียนในขวดได้ จะไม่ให้นางทั้งตื่นตะลึงทั้งขุ่นเขินได้อย่างไร ดุจสิ่งที่นางทุ่มแรงใจผลักดันมาช้านาน กลับถูกเขาเหยียบย่ำราวกับสิ่งไร้ค่า
คิดได้ดังนี้ อวี้ฉานเซียนจวินก็รีบประสานมือทำมุทรา เปล่งเสียงใสหนักแน่นออกมา
“มาอีก!”
สิ้นเสียง ขวดวิเศษก็พลันเปลี่ยนรัศมี ปรากฏภาพลักษณ์อีกสายตรงกันข้าม เบื้องหน้ากลับกลายเป็นมหาสมุทรกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
ผู้ที่เป็นเส้าอิน ควบคุมน้ำและไฟร่วมกัน
แม้ว่าอวี้ฉานเซียนจวินมีระดับพลังจำกัด ไม่อาจปลุกดุจเดียวกับเส้าอินเซียนจวินในกาลก่อนที่เรียกหามหันตภัยน้ำไฟมาทำลายล้าง แต่น้ำและไฟที่แยกจากกันพลังอำนาจก็มิได้ด้อย
ครั้นเห็นภาพเบื้องหน้า ลวี่หยางกลับแย้มยิ้มอย่างสงบนิ่ง
พริบตาถัดมา อวี้ฉานเซียนจวินก็เห็นรอบกายตนเองปรากฏอักษรเพลิงทีละบรรทัด สลักเสมือนกฎเกณฑ์จารึกลงบนเรือนกาย
[ผู้ที่ทำอันตรายผู้อื่นสมควรที่จะได้รับโทษหนัก!]
[ผู้ที่โจมตีก่อนสมควรที่จะได้รับโทษหนัก!]
[ผู้ที่ไร้ซึ่งถ้ำสวรรค์สมควรที่จะได้รับโทษหนัก!]
และหาได้มีเพียงสามบรรทัดตรงหน้าเท่านั้น นั่นคือข้อจำกัดยาม แสร้งถือครอง ในอดีต ทว่ายามนี้ เขาคือเจ้าของ เพลิงบนสวรรค์ กฎเกณฑ์ที่เขาสามารถที่จะจารึกได้คือไร้ขีดจำกัด!
อีกทั้งเวลายิ่งยาวนาน ความเร็วในการสลักก็ยิ่งรุดหน้า!
ในพริบตาเดียว เพลิงสวรรค์สายแล้วสายเล่าร่วงหล่นจากเบื้องบน เป็นทัณฑ์เพลิงสวรรค์ที่ลงทัณฑ์ผู้ละเมิดกฎ จู่โจมเผาผลาญร่างงามของอวี้ฉานเซียนจวินให้ลุกไหม้ทันใด!
สถานการณ์เช่นนี้ บีบบังคับให้นางต้องถอนการโจมตีที่กำลังจะปลดปล่อยออกมา พลิกกลับพลังในขวดวิเศษอีกครา ปล่อยมหาสมุทรกว้างใหญ่รินรดลงบนเรือนกาย เพื่อสกัดกั้นผลของเพลิงสวรรค์ ครั้นทำเสร็จแล้ว ขวดวิเศษในมือนางก็พลันส่งเสียงแตกร้าวใสชัด
“แกรก…แกรก…”
รอยร้าวละเอียดปรากฏตามเสียงแตกหัก
ขวดวิเศษนี้มิใช่วัตถุแท้จริง หากแต่เป็นร่างที่ปรากฏของภาพลักษณ์ การแตกร้าวเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าภาพลักษณ์ถูกทำลาย ทำให้อวี้ฉานเซียนจวินต้องสูญเสียวิธีการสายนี้ไปชั่วคราว
แน่นอนว่า ลวี่หยางก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนเช่นกัน
ชั่วขณะนี้ ภาพลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองของ [เพลิงบนสวรรค์] ล้วนถูกใช้ไปที่นี่ ไม่อาจถอนออกไปได้โดยง่าย หากถอนกลับเมื่อใด อวี้ฉานเซียนจวินก็จะฟื้นคืนขวดวิเศษกลับมาในทันที
ทว่าลวี่หยางกลับมองว่านี่คุ้มค่า
เพียงพริบตาเดียว เขาก็ก้าวพุ่งไปข้างหน้า จุดเหนือเศียรพุ่งแสงสว่างเจิดจ้า กลั่นเป็นอักขระหนึ่งตัวสุกสกาว ราวจารึกความจริงสูงสุดแห่งฟ้าดิน
[จารึกสวรรค์]!
อักขระเพลิงพุ่งซึมรวมเข้ากับฟ้าดิน มิได้ก่อเกิดภาพลักษณ์ใดขึ้น ทว่าใบหน้างามของอวี้ฉานเซียนจวินกลับเปลี่ยนสีทันควัน แววตาสะท้านอย่างรุนแรง
บังคับจารึก: [เซียนจวินขั้นต้นหลังจากสิ้นชีพมิอาจจะฟื้นคืนชีพได้!]
หนึ่งกฎที่ดูเผินๆ เรียบง่าย แต่กลับปิดตายเหรียญฟื้นคืนถึงสองเหรียญในมือของนาง เท่ากับว่าตัดชีวิตของนางไปโดยสิ้นเชิงถึงสองครา!
ทว่าในไม่ช้า นางก็กลับคืนสู่ความสงบ
ลวี่หยางเห็นดังนั้นก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ตามจริงแล้วหากเป็นไปได้ ทางที่ดีที่สุดคือเขาควรจะผนึกกลวิธีการฟื้นคืนชีพของฝ่ายตรงข้ามตั้งแต่ตอนที่จุดระเบิดตำแหน่งมรรคผลในครั้งแรก
แต่อนิจจา ภาพลักษณ์ที่ก่อเกิดจากการระเบิดตัวเองของตำแหน่งมรรคผลนั้นบ้าคลั่งเกินไป มันจะฉีกกระชากทุกสิ่งอย่างโดยไม่แยกแยะมิตรหรือศัตรู ทำให้เขาจำต้องทุ่มเทพลังสมาธิหลักไปกับการป้องกันตนเอง
ยิ่งไปกว่านั้น ผลของ [จารึกสวรรค์] ยังส่งผลต่อทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียม หากเขาต้องสิ้นเปลืองพลังงานไปกับการผนึกการฟื้นคืนชีพ แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าตนเองไร้พลังจะต้านทานคลื่นพลังที่เหลืออยู่จากการระเบิดของตำแหน่งมรรคผล เกรงว่าคงจะได้สิ้นชีพไปพร้อมกับอวิ้ฉานเซียนจวินทั้งคู่ หากต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่เพราะเหตุนี้จริงๆ ลวี่หยางคงมิมีใบหน้าไปพบปะผู้ใดอีก
และจุดหนึ่งที่มิอาจไม่ยอมรับก็คือ อวิ้ฉานเซียนจวินแข็งแกร่งมาก!
ในสายตาของลวี่หยาง เซียนจวินสตรีผู้นี้มิได้แข็งแกร่งเพียงระดับการบำเพ็ญและวิชาเทพ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือนางมีแนวทางการกระทำที่อำมหิตเหี้ยมโหด ในทุกท่วงทีแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายดุร้าย
ความโหดเหี้ยมเช่นนี้ ในบรรดาเจินจวินแห่งเซียนซูส่วนมากล้วนมีติดตัว มีเพียงสามมหาเสนาบดีแห่งราชสำนักเต๋าที่เพราะเหตุปัจจัยพิเศษ จึงมิได้มีโทสะดิบอยู่ในกระดูกเช่นนี้ ท้ายที่สุดแล้ว ประสบการณ์เติบโตย่อมแตกต่างกัน ระดับความยากลำบากของการแสวงหาโอสถทองคำก็ต่างกัน กระบี่คมย่อมลับจากหิน ยิ่งทุกข์ทนฝึกฝน ก็ยิ่งก่อเกิดความโหดเหี้ยมกร้าวลึก
นี่คือสิ่งที่วิถีนอกรีต รวมถึงเหล่าเจินจวินที่ขึ้นสู่จุดสูงโดยมิใช่วิถีปกติ ไม่อาจครอบครองได้
ดังนั้น แม้จะสูญเสียวิถีฟื้นคืนไป อวี้ฉานเซียนจวินก็มิได้หวั่นไหว ตรงกันข้ามกลับยิ่งบ้าคลั่งกว่าเดิม แววตางดงามแทบจะแผดเผาออกมา
สูงสุด…มีเพียงสูงสุดเท่านั้นที่จะต่อกรได้!
ในชั่วขณะนั้น ภายในสมาคมเซียนฟ้าดิน ยอดเงินคงเหลือในบัญชีของอวี้ฉานเซียนจวินพลันลดฮวบลง ภาพลักษณ์อันน่าสะพรึงของ เงินตรา ถูกทุ่มเสริมใส่ร่างนางทั้งหมด
“แปะ…”
ทันใดนั้น ลวี่หยางขมวดคิ้ว มองเห็นชิ้นเนื้อเน่าเปื่อยหลุดร่วงจากร่างตนเอง เศษเนื้อตกกระทบพื้นก็ผุกร่อนรวดเร็ว ก่อนแปรเป็นผงธุลี
เกิดอะไรขึ้น…
ใจเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ รู้สึกถึงพลังปราณเย็นเยียบสายหนึ่งผุดขึ้นจากภายในกาย กวาดล้างไปทั่วโดยไม่อาจยับยั้ง ทำให้ผิวหนังเนื้อกายเริ่มเน่าเปื่อย
นี่มัน…ไท่อินรึ?
ลวี่หยางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เหลือบตามองไปทางอวี้ฉานเซียนจวิน ก็เห็นนางกำลังทอดสายตาเย็นเยียบ มือทั้งสองประสานมุทรา สร้างภาพลักษณ์อันกว้างใหญ่ขึ้น
สิ่งที่ปรากฏคือ สุสาน
ปฐพีชื้นไท่อิน พลังหยางบนดินทะยานสูงขึ้น พลังหยินใต้ดินรวมตัวกัน ตกลงบนกายของลวี่หยางในทันทีก็คิดจะแบ่งแยกหยินหยาง แย่งชิงพลังชีวิตทั้งหมดของเขา!
ทอดสายตามองออกไป ในสุสานนั้นลวี่หยางเห็นกองดินฝังศพนับไม่ถ้วน บ้างเล็กน้อย บ้างใหญ่โต กลิ่นปราณตั้งแต่เพียงสามัญชน ขั้นรวมลมปราณ วางรากฐาน จนถึงเจินจวิน ล้วนหนาแน่นไม่รู้กี่ร้อยกี่พัน แต่ละกองดินล้วนแทนชีวิตหนึ่งที่ถูกฝังไว้ในสุสานแห่งนี้!
สิ่งนี้ทำให้ลวี่หยางหวนคิดถึงอีกสถานที่หนึ่งขึ้นมา
ยมโลก?
ใช่แล้ว สุสานแห่งนี้แทบไม่ต่างอะไรกับเค้าโครงยมโลกของเซียนซู หรือกล่าวได้ว่า ภาพลักษณ์นี้สร้างขึ้นมาโดยเลียนแบบยมโลกนั่นเอง!
ในระหว่างที่เขาครุ่นคิด ครึ่งร่างของเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นดินโคลนแล้ว
ความอัศจรรย์ ภาพลักษณ์ พลังวิชา ทั้งหมดถูกกลบฝังเงียบงันใต้ชั้นดิน กายาของเขากำลังจะกลายเป็นเพียงหลุมศพใหม่ในสุสานแห่งนี้
“ไปตายเสีย!”
อวี้ฉานเซียนจวินกัดฟันแน่นด้วยความเคียดแค้น นี่คือพลัง ไท่อิน ที่นางผลาญเงินเก็บจนสิ้น แล้วถึงกับต้องกู้ยืมเพิ่มเติมมา เพียงเพื่อให้ได้พลังสังหารเด็ดขาดครานี้!
การที่ถูก [ไท่อิน] ฝัง สิบตายไร้รอด!
แต่ในพริบตาถัดมา ลวี่หยางกลับยกมือขึ้นกำหนดมุทรา ปากเปล่งเสียงก้องดุจอัสนี
“ฟัน!”
สิ้นคำ ร่องหว่างคิ้วเขาพลันแผ่วรัศมีสุกสว่าง กลั่นเป็นเงาร่างกระบี่ ลี่เจี๋ยโปว ฟันผ่าลงมาฉับตรง กลับฟาดลงที่ร่างของเขาเอง!
การฟันครั้งนี้ไม่ทำร้ายร่างกาย ไม่ทำลายวิญญาณ [ฟันมรรคา] ที่ลี่เจี๋ยโปวได้ครอบครองหลังบรรลุเป็นสมบัติแท้ กลับตัดครึ่งกายที่กลายเป็นดินออกไปโดยตรง กรีดทอนภาพลักษณ์ไท่อินที่ฝังสรรพสิ่ง ให้ร่างของลวี่หยางหวนคืนประกายวิชาอีกครั้ง แลดูสง่างามศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าเดิม
ถัดมา คมกระบี่พลันหันเปลี่ยนทิศ
“แคร้ง แคร้ง!”
ลวี่หยางตวัดกระบี่หนึ่งครั้ง ฉีกกระชากภาพลักษณ์ลานสุสาน ปราณกระบี่ที่ม้วนตลบทำให้เส้นผมของอวี้ฉานเซียนจวินปลิวไสว นัยน์ตางดงามจับจ้องเขม็ง ทว่ากลับมิได้ถอยแม้แต่ครึ่งก้าว พุ่งทะยานเข้าปะทะ
“ตูม!”
เสียงทะลวงทองสะท้านศิลาดังระเบิดขึ้น หากมิใช่ว่าตำหนักหยกขาวในยามนี้ถูกปิดผนึกทั้งภายในและภายนอก มิมีผู้ใดสามารถตรวจสอบได้ เกรงว่าเสียงการต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายคงดังไปทั่วหล้าแล้ว
ตามความเป็นจริงแล้ว ตั้งแต่แรกเริ่มอวี้ฉานเซียนจวินก็ได้พยายามคลายผนึกของตำหนักหยกขาวแล้ว แต่วิชาค่ายกลกลับไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ ทำให้นางในใจพลันหนักอึ้ง ย้อนนึกถึงยามที่เปิดใช้งานวิชาค่ายกลก่อนหน้านี้ ลวี่หยางเคยยุ่มย่ามกับวิชาค่ายกล คิดดูก็คงเป็นยามนั้นที่ได้วางกับดักเอาไว้แล้ว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ยามนี้มิมีผู้ใดสามารถช่วยนางได้
นางมีเพียงต้องพึ่งพาตนเอง!
“ฆ่า!”
ความคิดของอวี้ฉานเซียนจวินพลันหมุนเปลี่ยนฉับไว ทว่าหาได้มีความลังเลแม้แต่น้อย ริมฝีปากแดงเอื้อนเอ่ยเสียงตวาดนิ่ง มือสิบปลายนิ้วเปลี่ยนแปรมุทรา ปรากฏว่านางได้นำวิชาต้องห้ามอีกสายหนึ่งออกมา
ท้ายที่สุดแล้ว นางและลวี่หยางต่างก็อยู่ ณ จุดวิกฤตใกล้จะทะลวงเข้าสู่ขั้นกลางเช่นกัน เมื่อเขามีสมบัติแท้สองชิ้น นางย่อมมีวิชาต้องห้ามสองสายตอบโต้!
‘[เคล็ดวิชาผนึกเก็บงำแห่งเส้าอิน]!’
ในอินคือเส้าอิน เชี่ยวชาญในการซ่อนเร้น รากฐานแห่งการผนึกเก็บงำ ความงดงามอยู่ที่เส้นผม ความอุดมสมบูรณ์อยู่ที่กระดูก คือรากฐานของแก่นแท้!
เมื่อวิชาต้องห้ามสายที่สองหลอมรวมลงบนร่าง ดวงตาของอวี้ฉานเซียนจวินยิ่งทอแสงเจิดจ้า แม้แต่เส้นผมก็กระจายแสงจันทรา รูขุมขนทั่วกายปะทุโลหิตปราณพวยพุ่งออกมา
สิ่งที่ไม่สอดคล้องกับภาพลักษณ์สตรีของนางก็คือ วิชาต้องห้ามนี้กลับเป็นวิถีที่ใช้เสริมกำลังร่างกายโดยตรง เพียงเห็นดวงตางามปรากฏวงจันทร์สว่างออกมา หลอมรวมกับกายงามของนางตรึงอยู่ที่สภาวะสูงสุด จากนั้นก้าวเดินตรงไปข้างหน้า หมายจะเข้าต่อสู้ประชิดกายเนื้อกับลวี่หยาง
“ข้าจะกลัวเจ้าไปใย?” ลวี่หยางแย้มยิ้มอย่างเย็นชา
ประชิดกายเนื้อก็ประชิดกายเนื้อ!
ฉับพลัน หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี ร่างหนึ่งแข็งกร้าว อีกร่างหนึ่งยั่วยวนอ่อนช้อย สองเงาเบียดบีบเข้าหากัน กายาเกาะกุมพันผสาน เวลานี้เหลือเพียงการปะทะดิบเถื่อนดั้งเดิมที่สุด!