เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 633 ตรวจสอบจนหมดสิ้น!
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 633 ตรวจสอบจนหมดสิ้น!
บทที่ 633 ตรวจสอบจนหมดสิ้น!
นอกตำหนักหยกขาว สมาคมเซียนฟ้าดิน
ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นวางรากฐานหลายคนในสมาคมเซียน ต่างเพ่งมองตำหนักที่สั่นไหวเบาๆ อย่างระมัดระวัง ใบหน้าเผยแววสงสัย
“นี่มันผ่านไปนานเท่าใดแล้ว?”
“ท่านเซียนจวินยังไม่ออกมาอีกหรือ?”
“เรื่องของท่านเซียนจวิน เจ้าก็กล้าพูดหรือ? แสดงว่าท่านกำลังหารือโครงการใหญ่หลายพันล้านกับหมิงเหอเจินจวินอยู่ข้างในอย่างไรเล่า?”
“มีเหตุผล”
ขณะเดียวกัน ภายในตำหนักหยกขาวก็กลับกลายเป็นซากปรักหักพัง การปะทะกันของลวี่หยางกับอวี้ฉานเซียนจวิน ทำให้โต๊ะ เก้าอี้ และฉากบังตาทั้งหมดแตกสลายไม่เหลือชิ้นดี
ท้ายที่สุด ทั้งสองได้ต่อสู้จากใจกลางตำหนักไปจนถึงมุมห้อง ไม่ว่าจะเป็นบนผนัง เบื้องหน้าประตูใหญ่ ข้างโต๊ะเก้าอี้…
ทุกซอกทุกมุมของตำหนัก ล้วนทิ้งร่องรอยแห่งการต่อสู้สุดกำลังของทั้งสองไว้
แม้แต่ค่ายกลระดับสอง “ผนึกสวรรค์ปิดปฐพี” ก็ยังแทบจะทรุดพังในกระบวนการนี้
อวี้ฉานเซียนจวินถึงกับร่างสะท้านด้วยโทสะ
เคล็ดต้องห้ามสายที่สองที่นางครอบครอง “เคล็ดวิชาผนึกเก็บงำแห่งเส้าอิน” นั้นมีผลที่เรียบง่ายยิ่งนัก นั่นคือ ตรึงร่างกายและพลังวิชาของนางไว้ ณ ขีดสุด
ในระหว่างที่ผลของเคล็ดยังคงอยู่ ร่างของนางจะไม่บาดเจ็บ พลังวิชาจะไม่ถดถอยแม้แต่น้อย
โดยปราศจากข้อกังขา นี่คือ สภาพที่แข็งแกร่งที่สุดของนาง
ภายใต้สภาวะเช่นนี้ หากต้องประมือกับใคร นางย่อมกุมความได้เปรียบโดยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น วิชาเทพพลังอำนาจใหญ่นานัปการก็สามารถใช้ออกได้ดั่งใจ โดยไร้ซึ่งความกังวลต่อการบาดเจ็บของตนเอง
หากไม่ใช่เพราะเคล็ดนี้ มหันตภัยเมื่อห้าพันปีก่อน นางจะสามารถกลายเป็นหนึ่งในจำนวนน้อยที่รอดชีวิตมาในฐานะเซียนจวินขั้นต้นได้อย่างไร?
ทว่าบัดนี้ นางกลับพบกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในชีวิต แม้จะอยู่ในสภาพที่ภาคภูมิว่าเป็นที่สุดแล้ว ทว่าต่อหน้าลวี่หยาง กลับมิอาจถือความได้เปรียบแม้แต่น้อย
กระทั่ง…กลับตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
“ตูม!”
เสียงกัมปนาทสะท้าน ลวี่หยางฟาดฝ่ามือใส่ท้องน้อยของอวี้ฉานเซียนจวินเต็มแรง จากนั้นนิ้วทั้งห้าก็หุบโค้ง ราวกับกรงเล็บเหล็ก ฉีกออกหนึ่งรอยขาววาบ
แม้อวี้ฉานจะตอบสนองได้รวดเร็ว ขาเรียวขาวผ่องสะบัดสูง เตะลวี่หยางกระเด็นออกไปทัน มิได้ถูกผ่าอกในบัดดล ทว่าบนหน้าท้องแบนเรียบขาวนวลยังคงทิ้งรอยฝ่ามือสีแดงสดไว้หนึ่งรอย ความร้อนที่เหลือค้างค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
“หากเป็นเช่นนี้ต่อไป…”
คิ้วงามของอวี้ฉานเซียนจวินขมวดแน่น ใบหน้าอันประณีตเผยริ้วแดงระเรื่อ สายตาจับจ้องรอยฝ่ามือบนท้องน้อย สุดท้ายแววหม่นมืดก็ผุดขึ้นในดวงตา
นางมิได้ใส่ใจต่อความล่อแหลมแห่งการต่อสู้ประชิด มิได้ถือสาหากต้อง “เปลือยกายเผชิญกัน” กับลวี่หยาง
แม้แต่ความใกล้ชิดเมื่อครู่ ก็ยังมีบางส่วนที่นางจงใจแสร้งสร้างขึ้นมาอยู่แล้ว เพราะหากเพียงเผยออกเล็กน้อยแล้วสามารถกำราบคู่ต่อสู้ได้ นางย่อมเต็มใจเป็นที่สุด
แต่ทว่าลวี่หยางกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
สิ่งที่ทำให้นางใส่ใจจริงๆ คือ ลวี่หยางสามารถทิ้งร่องรอยบนร่างกายของนางได้ นี่หมายความว่า [เคล็ดวิชาผนึกเก็บงำแห่งเส้าอิน] กำลังเสื่อมถอยลงทีละน้อย
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ลมหายใจของลวี่หยางกลับไม่แสดงสัญญาณถดถอยแม้แต่น้อย
ในร่างอันแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า คล้ายกับสถิตอยู่ด้วยเทพองค์หนึ่ง ทำให้เขายิ่งต่อสู้ประชิดกลับยิ่งห้าวหาญไม่หยุด
“ข้ากำลังจะแพ้หรือ?”
อวี้ฉานเซียนจวินกัดฟันแน่น เมื่อนึกได้ว่าเหรียญฟื้นคืนชีพได้ถูก[จารึกสวรรค์]ของลวี่หยางปิดผนึกไปแล้ว ความรู้สึกใกล้ตายอันเข้มข้นก็พลันโถมครอบงำจิตใจ
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป นางจักสิ้นชีพแน่แท้
อีกด้านหนึ่ง ลวี่หยางกลับตื่นเต้นถึงขีดสุด เพราะในการต่อสู้ประชิดครั้งนี้ เขาได้เห็น “ทุกสิ่ง” ของอวี้ฉาน ดวงตาเปล่งแสงราวกับจะลุกไหม้
ตลอดเวลาที่ผ่านมา สำหรับลวี่หยางแล้ว เหล่าเซียนจวินแห่งเทียนฝู่แทบไม่มีสิ่งใดที่น่าสนใจนัก
สิ่งเดียวที่พอจะเข้าตา ก็มีเพียงตำแหน่งมรรคผลกับความรู้ความสามารถของเทียนฝู่เท่านั้น ส่วนตัวตนของเซียนจวินเอง…เขาไม่เคยนำมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
จนกระทั่งได้พบอวี้ฉานเซียนจวิน
บนร่างของนาง ลวี่หยางมองเห็นเงาระบบเซียนจวินแห่งเทียนฝู่ยุคโบราณ ในห้วงมหันตภัยพันปี ภาพนั้นพลันก่อให้เกิดความกระจ่างแจ้งผุดขึ้นไม่ขาดสาย
“นี่แหละคือเซียนจวินแห่งเทียนฝู่ที่แท้จริง”
“การบำเพ็ญเพียรของเทียนฝู่ล้วนยึด[แท่นวิญญาณ] เป็นหลัก [แท่นวิญญาณ] ก็คือรากฐานของพวกเขา การเช็ดถูแท่นวิญญาณให้สะอาดก็คือการบำเพ็ญในขั้นวางรากฐาน”
“จนเมื่อถึงที่สุด [แท่นวิญญาณ] ปลอดธุลีเปล่งแสง ก็สามารถแสวงหาโอสถทองคำได้แล้ว”
“แท่นวิญญาณที่ไร้มลทินสามารถใช้สำหรับบรรจุตำแหน่งมรรคผล แม้ไม่เทียบเท่ากับการที่เซียนซูสามารถเข้าไปสถิตในถ้ำสวรรค์โดยตรง แต่ก็มิใช่วิธีที่ด้อยกว่าในการควบคุมตำแหน่ง”
“และในการบรรจุตำแหน่งมรรคผลลงไปใน [แท่นวิญญาณ] นั้น แท่นก็จะค่อยๆ สึกกร่อนลงเรื่อยๆ จนเมื่อพันปีผ่านพ้น แท่นวิญญาณย่อมแตกพัง และเซียนจวินแห่งเทียนฝู่ก็ต้องร่วงหล่น ดังนั้นหากต้องการจะทะลวงสู่เซียนจวินขั้นกลาง ก็จำต้องอนุมานเคล็ดต้องห้ามอย่างต่อเนื่อง หลอมประสานลงในแท่นวิญญาณ จนท้ายที่สุดบรรลุถึงขอบเขตที่แท่นวิญญาณไม่พังทลายได้”
สองระบบการบำเพ็ญ แม้คล้ายคลึงกัน แต่ก็มิใช่สิ่งเดียวกัน!
ก็เพราะต้องการมองให้กระจ่างต่อระบบนี้ ลวี่หยางจึงไม่ให้ซั่วฮ่วน บรรพชนถิงโยว หรือเจินเหรินปราบมารเข้ามาแทรก แต่เลือกจะต่อสู้ด้วยตนเพียงลำพัง
หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ ด้วยนิสัยของเขา คงเรียกพวกออกมาโถมรุมอวี้ฉานไปแล้ว
แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากการกระทำครั้งนี้…นับว่ามหาศาล
โดยสรุป เขามองเห็น “วิถี” ของอวี้ฉานเซียนจวินแล้ว!
ผ่านการต่อสู้ที่รุนแรงกับนาง ความเข้าใจของเขาต่อสิ่งที่เทียนฝู่เรียกว่า [เคล็ดต้องห้าม] ก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในใจพลันเกิดความคิดจะทดลองด้วยตนเอง
“สมบัติแท้จริงและเคล็ดต้องห้าม…”
“ตอนนี้ข้ายังไม่อาจก้าวออกบนเส้นทางของตน จึงยากที่จะหลอมสมบัติแท้ชิ้นที่สามสำเร็จ แต่เคล็ดต้องห้าม…ก็หาใช่ว่าไม่อาจลองหลอมขึ้นมาได้สักสายหนึ่ง”
หากใช้เคล็ดต้องห้ามหนึ่งสายจับคู่กับสมบัติแท้สองชิ้น จะเกิดผลลัพธ์เช่นใด?
ต่อให้ไม่อาจก่อรูปเป็น วิชาเซียนแสวงหามรรคผล ที่สมบูรณ์ แต่เพียงใกล้เคียงก็คงเพียงพอให้เขาเกิดความกระจ่าง และมองหนทางข้างหน้าชัดเจนยิ่งขึ้น
เมื่อคิดถึงตรงนี้ การลงมือของเขาก็รุนแรงดุจพายุ
“น่าเสียดาย คัมภีร์ปะสานฟ้าแทบไม่อาจมีผลกับเซียนจวินแล้ว รู้อย่างนี้ก่อนมา ข้าควรไปถามที่ยอดเขาปะสานฟ้าว่ามีฉบับปรับปรุงหรือไม่…”
กระนั้นก็ตาม วิธีการก็ยังมีอยู่
“ทำลายแท่นวิญญาณของนาง ให้เหลือเพียงดวงวิญญาณหนึ่งเส้นลอยออกมา ที่นี่ไร้ซึ่งยมโลกคอยนำทาง ดวงวิญญาณไร้ที่พึ่ง ย่อมหนีไม่พ้นฝ่ามือของข้า!”
“ตูม!”
เสียงระเบิดสะท้านอีกครา อวี้ฉานเซียนจวินเซถอย ผลของ [เคล็ดวิชาผนึกเก็บงำแห่งเส้าอิน] อ่อนกำลังลงทุกที อาภรณ์ของนางแทบจะขาดวิ่นจนหมดสิ้น
เรือนกายเย้ายวนถูกเปิดเผยต่อสายตาลวี่หยางจนหมดสิ้น ผิวขาวผ่องกลับถูกย้อมแดงด้วยโลหิตที่พลุ่งพล่าน นวลเนียนดุจจะเปราะแตก เพียงบีบเบาๆ ก็เหมือนจะขับหยดน้ำออกมาได้ เมื่อเปรียบกับภาพหญิงเหล็กผู้บ้าคลั่งในการต่อสู้เมื่อครู่ กลับเผยเสน่ห์อันอ่อนโยนที่ตรงกันข้ามราวฟ้ากับดิน
ทว่าลวี่หยางหาได้หวั่นไหวแม้แต่น้อย
เจ้าคิดจะใช้สิ่งเช่นนี้มาทดสอบข้าหรือ? ข้าผ่านสมรภูมิไม่รู้กี่ร้อยพัน สถานการณ์อันใดที่มิเคยได้พบเห็น…เจ้าคิดจะล่อลวงด้วยเล่ห์เช่นนี้? บอกเลย เจ้าดูผิดคนแล้ว!
“ตาย!”
ฝ่ามือสุดท้าย ลวี่หยางตบใส่หน้าผากของอวี้ฉานเซียนจวิน แสงภาพลักษณ์แตกสลาย พร้อมกันนั้น [เคล็ดวิชาผนึกเก็บงำแห่งเส้าอิน] ก็ถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิง
“อ๊าาา!”
เสียงกรีดร้องแหลมสะท้าน ร่างกายที่ปิดผนึกแน่นหนาถูกลวี่หยางฝ่าเข้าในพริบตา รอยแตกแผ่ทั่วกาย ก่อนจะพังทลายลงดังสายน้ำทะลักทะลาย!
ในห้วงขณะนั้นเอง [การแย่งชิง] และกฎเกณฑ์นานัปการที่ก่อนหน้านี้ได้ถูกนางใช้วิชา [อินผนึกกุมภ์วิเศษวารีอัคคี] ของนางก็พลันฟื้นคืน พร้อมกับกฎทั้งหลายที่ถูกสกัดไว้กลับมาอย่างรวดเร็ว เพลิงสวรรค์นับไม่ถ้วนตกลงมาจากฟ้า ระเหยปราณโลหิตของอวี้ฉานเซียนจวินทีละหยด
และพลังวิชาที่เหลืออยู่น้อยนิดของนาง ก็ถูกลวี่หยางบีบช่วงชิงไปโดยตรง มิอาจโต้ตอบได้อีกต่อไป
ขณะเดียวกัน ลวี่หยางกลับไม่มีแม้แต่ชั่วขณะให้พักหายใจ
กระบี่ ลี่เจี๋ยโปว อยู่ในมือ เขาสะบัดฟันออกอีกครา ฉับเดียวตัดภาพลักษณ์รอบกายของอวี้ฉานออกจนกระจาย แล้วฟันลงตรงๆ ยัง ตำแหน่งมรรคผล [เส้าอิน] ของนาง
[ปฏิรูปวิถี]!
ความอัศจรรย์ของลี่เจี๋ยโปวหลังกลายเป็นสมบัติแท้ คือสามารถ จารึกภาพลักษณ์ของตนในตำแหน่งมรรคผลของผู้อื่นได้โดยตรง บัดนี้ได้กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้อูฐหลังหัก
สิ่งที่ลวี่หยางจารึกก็ง่ายยิ่งนัก
ตำแหน่งมรรคผลเส้าอิน ปกครองน้ำและไฟร่วมกัน ภาพลักษณ์สายนี้ เขาใช้ลี่เจี๋ยโปววาดเครื่องหมาย “×” ก็ถูกลบออกไปในระยะเวลาสั้นๆเช่นนี้!
“พรวด!”
ในพริบตา อวี้ฉานเซียนจวินก็รู้สึกได้ว่าภาพลักษณ์แห่งน้ำไฟในกายระเบิดพลุ่งพล่านไร้การควบคุม ขณะที่ [เส้าอิน] ซึ่งเป็นสิ่งที่นางพึ่งพา กลับสูญเสียภาพลักษณ์แห่งการควบคุมไป
“ตูม!”
ไร้ซึ่งข้อกังขา แท่นวิญญาณที่ใช้บรรจุ [เส้าอิน] ของนางแตกสลายลงท่ามกลางน้ำไฟที่คลุ้มคลั่ง ดวงวิญญาณหนึ่งสายลอยออกมา!
จากนั้น นางก็เห็นฝ่ามือใหญ่ของลวี่หยาง
คว้ากุมไว้! หลอมกลืนในบัดดล!
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อแท่นวิญญาณแตกสลาย นางก็เช่นเดียวกับเซียนจวินขั้นต้นทั้งหลายที่ถ้ำสวรรค์ล่มสลาย แม้ยังไม่สิ้นชีวิต แต่ก็สูญเสียฐานะเซียนจวินไปแล้ว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง
“คัมภีร์ปะสานฟ้า…สามารถใช้ได้แล้ว!”
วินาทีถัดมา ลวี่หยางก็หล่อหลอมร่างใหม่ให้นางอีกครั้ง จากนั้นก็รุกคืบเข้าไปอย่างดุดัน เริ่มซักถามเอาความรู้เกี่ยวกับวิถีเส้าอินและไท่อินที่ตนต้องการ
“อ๊า…”
ในห้วงขณะนั้นเอง อวี้ฉานเซียนจวินถูกลวี่หยางปลดเปลื้องซึ่งการป้องกันทั้งหมด สุดท้าย ความรู้ความสามารถในมรรคผลและวิชาความรู้อันมหาศาลถูกลวี่หยางตรวจสอบจนหมดสิ้นโดยปราศจากความปรานี!