เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 635 จ้าววิถีซือฉง!
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 635 จ้าววิถีซือฉง!
บทที่ 635 จ้าววิถีซือฉง!
ต้องยอมรับว่า ลวี่หยางพลันสั่นไหวไปชั่วขณะหนึ่ง
แต่ไม่นานก็กลับคืนสู่ความสงบ เพราะเขามั่นใจอยู่ว่า ต่อให้เป็น จ้าววิถี ก็มิอาจอ่านความคิดของเขาได้โดยง่าย!
ในเรื่องนี้ย่อมมีปัจจัยสำคัญซ่อนเร้นอยู่
สีหน้าลวี่หยางสงบนิ่ง ส่วนลึกแห่งทะเลแห่งจิตสำนึก ปรากฏดวงวิญญาณหนึ่งหวนลอยขึ้น มองสำรวจรอบด้าน ในกระแสจิตเทวะนั้นพลันเอ่อล้นด้วย ความรู้ความสามารถ และวิชาเกี่ยวกับ หกปราณแห่งเทียนฝู่
เป็นเพราะความรู้นี้… ความรู้อันต้องห้ามที่เป็นของจ้าววิถี เมื่อข้าครอบครองอยู่พร้อมกันนั้น จ้าววิถีย่อมอาศัยความเชื่อมโยงจากความรู้นี้มาสังเกตถึงข้า อ่านความคิดของข้าได้กระนั้นหรือ? เช่นนั้นแล้ว บัดนี้ข้าได้ตกอยู่ในสายตาของเขาแล้ว ไม่มีหนทางใดหลีกพ้นจากการควบคุมของเขาอีกใช่หรือไม่…
ลวี่หยางตรึกตรองเงียบงันในใจ
เขามิได้แตะต้องความคิดเกี่ยวกับ คัมภีร์ร้อยชาติ เลย ซ่อนเร้นและลบล้างความประมาทในจิตใต้สำนึกออกไปสิ้น คิดเพียงจากมุมมองแห่ง “ชีวิตนี้” เท่านั้น
ชั่วอึดใจถัดมา เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“สหายน้อย เจ้าดูเหมือนจะระแวงข้าไม่น้อย… เห็นทีเจ้ามิคิดตอบคำถามของข้า เช่นนั้นย่อมแสดงว่าเจ้ารู้จัก ชูเซิ่ง(ปฐมปราชญ์) หากแต่หาใช่ศัตรูกับเขา”
เสียงนั้นอ่อนแรง คล้ายเพียงเสียงกระซิบ
แต่เมื่อผ่านเข้าสู่หูลวี่หยาง กลับคล้ายอัสนีคำรามโหมซัดเกลียวคลื่นมหาสมุทร
“เช่นนั้น เจ้าคงเป็นศิษย์ของชูเซิ่งกระมัง?”
ท่านรู้ได้อย่างไร?
ลวี่หยางปรับความคิดให้สงบ กล่าวตอบในใจอย่างเงียบงัน
เสียงนั้นยังคงสะท้อนก้อง
“ข้าเพียงเดาเอาเท่านั้น ปกติผู้ที่รู้จักชูเซิ่ง ล้วนมักด่ามันสองสามคำ แต่เจ้ากลับไม่กล้าเอ่ยความสัมพันธ์ตรงๆ กับมัน ก็ย่อมแสดงว่าเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งนัก”
ชั่วขณะนั้น ลวี่หยางไม่ลังเลแม้แต่น้อย ตัดขาด ความรู้ความสามารถแห่งเส้าอินและไท่อิน ที่เพิ่งได้มาออกไปทั้งหมด พร้อมกับจิตเทวะทั้งหมดก็ตัดทำลาย ความเจ็บปวดเจาะลึกถึงวิญญาณจนเขาต้องกัดฟันแน่น ทว่าไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าผลที่เกิดขึ้นนั้นเด่นชัดยิ่ง
เสียงที่อ่อนแรงอยู่แล้วพลันจางหายรวดเร็ว
สมแล้วที่เป็นเช่นนี้
ลวี่หยางถอนหายใจยาว เพราะความรู้ความสามารถแห่งหกปราณเทียนฝู่เชื่อมข้าเข้ากับจ้าววิถีไร้นาม นั่นจึงทำให้เขาอ่านความคิดของข้าได้
เมื่อความรู้ความสามารถไม่ครบถ้วน ความเชื่อมโยงก็ถูกตัดขาดลง
อีกฝ่ายจึงไม่อาจอ่านใจเขาต่อไปได้แล้ว นี่ก็สมเหตุสมผลนัก หากจ้าววิถีสามารถอ่านใจได้อย่างตามอำเภอใจ ป่านนี้เขาคงตายอย่างอนาถไปนานแล้ว
“โอ้…งั้นรึ? เหตุใดกัน?”
แน่นอนว่า!?
ความคิดของลวี่หยางพลันสะดุดหยุดกึก ทว่าคลื่นความคิดที่พลุ่งพล่านก็ถูกกลบหายไปในชั่วพริบตา ใบหน้าเหลือไว้เพียงความสงบเยียบและความว่างเปล่า
ในเวลาเดียวกัน เขายังคงคิดต่อไปอย่างไม่หยุด ไม่ใช่ความรู้ความสามารถ เช่นนั้นความรู้นี้ก็เป็นเพียงชนวน ทำให้อีกฝ่ายหันมาสนใจข้าเท่านั้น และเมื่อตัวเขาเองสนใจแล้ว จะมีหรือไม่มีความรู้ความสามารถก็ไม่สำคัญอีก เช่นนั้นแล้ว ปัญหาที่แท้จริงย่อมอยู่ที่สิ่งอื่น!
“ผ่อนคลายเถิด สหายน้อย”
“ข้ามิใช่ศัตรูของเจ้า”
เสียงเย็นวังเวงยังคงลอยมา “ข้ามิได้มีเจตนาร้าย การที่ข้าอ่านใจเจ้าได้ ก็เพราะเจ้าถือครอง แผนภาพเปิดมรรคผล ข้ากับสิ่งนั้นมีสายสัมพันธ์แห่งเหตุและผลอยู่”
“หากเจ้ามิปรารถนาให้ข้าอ่านใจ เพียงทำลาย แผนภาพเปิดมรรคผล ก็พอ”
สิ้นคำ ลวี่หยางก็หยิบ แผนภาพเปิดมรรคผล ออกมาตบทำลายลงในชั่วขณะ แม้กระทั่งวิธี พิสูจน์จากความว่างเปล่า ที่จารึกอยู่ในความทรงจำ ก็ถูกตัดขาดตามไปด้วย
“ฮึ่ม!”
ความเจ็บรุนแรงแผ่พุ่งจากจิตเทวะที่แตกสลายเข้ากระแทกวิญญาณโโดยตรง แต่ลวี่หยางยังคงสีหน้านิ่งสงบ เพียงท่องในใจเงียบงัน ท่านผู้อาวุโส…ได้ยินข้าหรือไม่?
ครานี้…เสียงกลับไม่ดังขึ้น
ท่านผู้อาวุโส?
ลวี่หยางหันมองไปรอบกาย แล้วร้องเรียกในใจอีกครั้ง อยู่ครู่หนึ่ง เสียงนั้นจึงดังกลับมา “ข้าคาดว่าเมื่อครู่ เจ้าคงกำลังลองใจข้าอยู่สินะ?”
น้ำเสียงเผยแววปลงตก “พวกเจ้าทั้งหมด ล้วนสืบทอดแนวทางจอมมารของชูเซิ่ง ระแวงมากเกินไปนัก ข้าอุตส่าห์บอกวิธีแก่เจ้าอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ย่อมมิได้หลอกลวงแน่ ข้าเองก็หาได้มีเจตนาร้ายจริงๆ บัดนี้ข้าไม่อาจอ่านใจเจ้าได้แล้ว เจ้าก็เอ่ยตรงๆเถิด”
เมื่อเห็นดังนั้น ลวี่หยางจึงหลุบตาลง ตอบเสียงแผ่วว่า
“บังอาจถามท่านจ้าววิถีผู้อาวุโส ท่านมีนามใด?”
ขณะที่ปากเอ่ยคำออกไป เขากลับซ่อนอีกคำถามในใจ แทบจะดังขึ้นพร้อมกัน
บังอาจถามท่านผู้อาวุโส ท่านยังคงมีชีวิตอยู่หรือไม่?
คำตอบที่ได้กลับมาไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“ข้าคือ ซือฉง”
อีกฝ่ายตอบเพียงคำถามที่เขาพูดออกมาด้วยปาก คล้ายจะมิได้ยินเสียงถามในใจจริงๆ อีกแล้ว
ลวี่หยางได้ฟังแล้วก็พยักหน้าช้าๆ จากนั้นเอ่ยปากต่อ แต่ริมฝีปากเพียงขยับไร้เสียง ขณะเดียวกันในใจก็ถามขึ้นพร้อมกัน
เช่นนั้นท่านผู้อาวุโส…ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?
“เจ้าพูดเรื่องอะไร?”
เสียงนั้นแฝงความอ่อนล้า “เหตุใดต้องลองใจอีกเล่า เพียงขยับปากแต่ไม่เปล่งเสียงออกมา เจ้าก็ยังคิดจะทดสอบว่าข้ายังอ่านใจเจ้าได้หรือไม่”
เสียงพลันขาดหายลงทันที
ขณะเดียวกัน ลวี่หยางกลับแสยะยิ้ม มุมปากเผยรอยบางบนใบหน้า “ดูท่าท่านผู้อาวุโสก็รู้แล้วเช่นกันว่านั่นคือช่องโหว่ใหญ่ที่สุดของท่าน”
“ท่านไม่ควรใช้เล่ห์กลเพื่อให้ข้าเชื่อใจ ว่าแค่ทำลาย แผนภาพเปิดมรรคผล ก็จะมิอาจได้ยินเสียงในใจข้าอีก นั่นกลับเป็นการเล่นตลกอันตื้นเขิน ถึงขั้นทำให้ข้าสงสัยเสียด้วยซ้ำว่า ท่านคือจ้าววิถีผู้เปิดฟ้าสร้างเทียนฝู่ บุคคลที่ข้าเคารพยกย่องเหนือสิ่งอื่นใดจริงหรือไม่!”
ความผิดพลาดของอีกฝ่ายนั้นเรียบง่ายนัก
มหาเซียนไท่อินอยู่ที่ไหนเล่า?
ในเมื่อเขาเอ่ยปากเรียก “ท่านผู้อาวุโสจ้าววิถี” ออกมาแล้ว หากมหาเซียนไท่อินเฝ้ามองเขาอยู่จริง เวลานี้นางย่อมต้องปรากฏตัวออกมาเองแล้ว
แต่ความจริงกลับหาได้เป็นเช่นนั้น มหาเซียนไท่อินมิได้ปรากฏเลย
นางมิได้เฝ้าตามเขางั้นหรือ?
เป็นไปไม่ได้! การต่อสู้กับอวี้ฉานเซียนจวินเพิ่งสิ้นสุดลง อีกฝ่ายย่อมต้องจับตาเขาไว้แน่นหนา เป็นไปมิได้เลยที่จะปล่อยละสายตา
เช่นนั้นแล้ว คำตอบก็ชัดเจน
ตั้งแต่เจ้าส่งเสียงกับข้า ข้าก็ตกอยู่ในมายาภาพแล้ว! ทุกสิ่งที่ข้าทำต่อจากนั้น แท้จริงก็เป็นเพียงความคิดภายในจิตเท่านั้น ส่วนร่างกายของข้ายังคงนั่งสมาธิปรับลมปราณอยู่ ความที่เจ้ากล่าวว่าได้ยินเสียงในใจข้า ก็เพราะฉวยโอกาสแทรกเข้ามาในทะเลแห่งจิตสำนึกของข้านั่นเอง!
ลวี่หยางได้มองทะลุทุกสิ่งแล้ว
โดยทั่วไป ต่อให้เป็นเจินจวินขั้นโอสถทองคำ หากผู้บำเพ็ญเพียรขั้นวางรากฐานปิดกั้นทะเลแห่งจิตสำนึกไว้ ก็มิอาจบังคับแยกวิญญาณตรวจค้นได้ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงการอ่านใจเลย
หากมิเป็นเช่นนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นวางรากฐานก็มิอาจถูกเรียกขานว่า “คน” ได้แล้ว
ตราบจนบัดนี้ มีเพียง คัมภีร์ปะสานฟ้า เท่านั้น ที่สามารถเปิดเส้นทางแปลกแยก ตรวจหาความทรงจำของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นวางรากฐานได้ ส่วนที่เหลือล้วนเป็นเพียงวิชาหุ่นเชิดที่ด้อยชั้นลงไป
แน่นอน ทุกสิ่งย่อมมีข้อยกเว้น
หากผู้บำเพ็ญเพียรขั้นวางรากฐานยินยอมเปิดทะเลแห่งจิตสำนึกด้วยตนเอง เช่นนั้นแล้วก็ย่อมสามารถให้ผู้อื่นอ่านใจและค้นวิญญาณได้ เพียงแต่แทบไม่มีผู้ใดยอมทำเช่นนั้นก็เท่านั้นเอง
“ท่านจะอ่านใจข้า ก็อาศัยหลักการเดียวกันนี้ใช่หรือไม่… ตอนนั้นเพราะข้ารับรู้ได้ถึงเสียงแห่งฟ้าดิน จึงจงใจรวมรวมจิตเทวะ ตั้งใจเงี่ยหูฟัง กลับกลายเป็นว่าเผลอเปิดทะเลแห่งจิตสำนึกออกไปโดยไม่รู้ตัว ให้ท่านฉวยโอกาสลอบแทรกเข้ามาได้!”
คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางอดมิได้ที่จะสบถออกมาเสียงดัง
“บัดซบ! บอกว่าไม่มีเจตนาร้าย ที่แท้ก็ล้วนโกหกทั้งสิ้น! ท่านกลายเป็นจ้าววิถีแล้วแท้ๆ ยังคิดหลอกลวงข้าอีก หรือคิดว่าข้าเพิ่งออกมาหาประสบการณ์วันแรกกระนั้นรึ!?”
บัดนั้น สรรพเสียงพลันเงียบสงัดดุจจักรวาลไร้ลม
ผ่านไปเนิ่นนาน ที่เบื้องหลังลวี่หยาง จึงมีเสียงถอนหายใจดังขึ้นอีกครา เขาเร่งหันกายกลับไป มองเห็นร่างสูงสง่าปรากฏขึ้นโดยพลัน!
ร่างนั้นสูงสง่า เป็นบุรุษ ยืนประสานมือไว้เบื้องหลัง
เว้นแต่เพียงใบหน้าที่เลือนราง มัวคล้ายถูกปิดบังราวกับป้ายหมึกพร่า ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ ลวี่หยางก็ยังสัมผัสได้ชัดเจนว่า อีกฝ่ายกำลังเพ่งมองตรวจตราเขา
ไม่นานนัก เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ศิษย์แห่งชูเซิ่ง… มาร่วมทำข้อตกลงกันเถิด”
“เจ้าช่วยข้าให้หลุดพ้น แล้วข้าจะถ่ายทอดเคล็ดลับสำคัญของขั้นก่อกำเนิดให้ หากข้าคาดไม่ผิด ในโลกปัจจุบันนี้ ไม่น่าจะมีความรู้ความสามารถในมรรคผลระดับก่อกำเนิดหลงเหลืออยู่ภายนอกอีกแล้ว”