เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 634 สหายผู้น้อย…เจ้าเป็นใคร?
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 634 สหายผู้น้อย…เจ้าเป็นใคร?
บทที่ 634 สหายผู้น้อย…เจ้าเป็นใคร?
หนึ่งวันผ่านไป ลวี่หยางผลักร่างอวี้ฉานเซียนจวินที่สลบอยู่ข้างกายออกไป ใบหน้าปรากฏความอิ่มเอมหลังศึกใหญ่ ภายในใจพลันตรวจนับผลที่ได้
‘ประการแรกคือระบบการบำเพ็ญเพียรของเทียนฝู่!’
ตั้งแต่การสร้างรากฐานด้วยแท่นวิญญาณ ไปจนถึงการขัดเช็ดแท่นวิญญาณ ต่อเนื่องไปจนแท่นวิญญาณไร้ฝุ่นผงบังเกิดแสงสว่าง เชื่อมรับตำแหน่งมรรคผล และยังมีเคล็ดต้องห้ามที่ใช้เสริมแท่นวิญญาณให้ไม่แตกสลายชั่วนิรันดร์…
นับได้ว่าเป็นระบบที่สมบูรณ์ครบถ้วนยิ่งนัก
โดยเฉพาะเคล็ดต้องห้ามสองสายที่อวี้ฉานเซียนจวินบำเพ็ญถึงขั้นสูงสุด ได้แก่ อินผนึกกุมภ์วิเศษวารีอัคคี และ เคล็ดวิชาผนึกเก็บงำแห่งเส้าอิน ความอัศจรรย์ที่อยู่ภายในนั้นล้วนทำให้เขาได้เปิดโลกทัศน์อย่างแท้จริง
“แตกต่างจากสมบัติแท้จริง สมบัติแท้จริงเกิดจากการสกัดภาพลักษณ์ในตำแหน่งมรรคผล ใช้สมบัติวิญญาณเป็นภาชนะรองรับ จึงกล่าวได้ว่าเป็นภาชนะรับวิถี ส่วนเทียนฝู่กลับถือแท่นวิญญาณเป็นรากฐาน ให้ตำแหน่งมรรคผลกดข่มแท่นวิญญาณ แล้วก็อนุมานวิธีการซ่อมแซมแท่นวิญญาณออกมา วิธีนั้นก็คือเคล็ดต้องห้าม”
ทั้งสองสายต่างก็มีข้อเด่นข้อด้อย
ข้อได้เปรียบของสมบัติแท้จริงอยู่ที่พลังรุนแรง อีกทั้งแม้จะเสียหายก็ยังสามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ ไม่ทำให้ถ้ำสวรรค์ของเจินจวินเกิดผลกระทบในทางลบ
แต่ข้อเสียคือพึ่งพาตำแหน่งมรรคผลมากเกินไป
เพราะต้องสกัดภาพลักษณ์จากตำแหน่งมรรคผลแล้วจึงสร้างออกมา หากถึงที่สุดไม่อาจก้าวพ้นออกมาได้ ก็จะถูกตำแหน่งมรรคผลกลืนจนหมดสิ้น
เมื่อเปรียบกันนั้น เคล็ดต้องห้ามกลับเป็นอิสระกว่ามาก
ท้ายที่สุด เคล็ดต้องห้ามถือกำเนิดขึ้นเพื่อรับมือแรงกดทับจากตำแหน่งมรรคผล เพื่อซ่อมแซมแท่นวิญญาณ โดยแก่นแท้แล้วจึงมิได้พึ่งพาตำแหน่งมรรคผลเลย ซ้ำยังมีลักษณะเป็นการต่อต้านอยู่ในตัว
แต่ในทางกลับกัน อานุภาพของเคล็ดต้องห้ามย่อมด้อยกว่าสมบัติแท้จริงมาก และหากเคล็ดต้องห้ามถูกทำลาย ก็จะส่งผลกระทบต่อแท่นวิญญาณซึ่งเป็นรากฐานในทันที เช่นเดียวกับอวี้ฉานเซียนจวิน เมื่อเคล็ดต้องห้ามทั้งสองถูกลวี่หยางทำลาย แท่นวิญญาณของนางก็พลันพังทลายตาม
“น่าสนใจยิ่ง”
ลวี่หยางพลิกข้อมูลที่ได้มาจากอวี้ฉานเซียนจวิน พลางคิดในใจว่า “ต่างจากวิชาถ้ำสวรรค์ แต่แท่นวิญญาณของเทียนฝู่ก็มีความอัศจรรย์เฉพาะตน”
‘ข้าสามารถที่จะลองเลียนแบบได้รึไม่’
จริงอยู่ ความแข็งแกร่งของถ้ำสวรรค์ย่อมสูงกว่าแท่นวิญญาณหลายขั้น แท่นวิญญาณทำได้เพียงรองรับตำแหน่งมรรคผล แต่ถ้ำสวรรค์กลับสามารถเข้าครอบครองตำแหน่งมรรคผลโดยตรง
แต่มองอีกแง่หนึ่ง
ในเมื่อถ้ำสวรรค์มีความแข็งแกร่งสูงกว่า เช่นนั้นหากใช้ถ้ำสวรรค์เป็นรากฐานบำเพ็ญเคล็ดต้องห้าม อานุภาพที่เกิดขึ้นก็ควรจะยิ่งใหญ่เหนือกว่าการใช้แท่นวิญญาณเป็นรากฐานอย่างแน่นอน
“ไม่…ไม่อาจยึดถือเพียงแนวทางเดียว ต้องผสานทั้งสองเข้าด้วยกัน ในเมื่อต้องหลอมสมบัติแท้จริงชิ้นที่สาม ไยมิสู้ใช้ ถ้ำสวรรค์เทียนจู่ซือเสวียน ของข้าเป็นวัตถุดิบเล่า! ใช้เคล็ดต้องห้ามหลอมถ้ำสวรรค์ให้กลายเป็นสมบัติแท้จริง เช่นนี้จึงจะเป็นสมบัติแท้ที่แท้จริงของข้า!”
ชั่วขณะนั้น ความคิดของลวี่หยางพลันกระจ่างแจ้ง
ทิศทาง…เขามีแล้ว!
แม้ยังเป็นเพียงความคิด วิธีการยังไม่ได้ถอดออกมาเป็นรูปธรรม แต่เขาก็ตัดสินใจแล้ว ว่าจะใช้ถ้ำสวรรค์ของตนหลอมสร้างสมบัติแท้จริง!
ตามปกติแล้ว นี่เป็นเรื่องที่เป็นไปมิได้
เพราะ วิชาเซียนแสวงหามรรคผล มีไว้เพื่อให้ถ้ำสวรรค์ไม่ร่วงหล่น ทว่าหากเจ้ากลับนำถ้ำสวรรค์ไปหลอมเป็นสมบัติแท้จริง เช่นนั้นถ้ำสวรรค์ก็หายไปแล้ว แล้วจะยังเอ่ยถึงการ “ไม่ร่วงหล่น” ได้อย่างไร?
เช่นนี้ ต่อให้เจ้าหลอมสมบัติแท้จริงออกมาได้สมบูรณ์ที่สุด สอดคล้องกับตนที่สุด เป็น วิชาเซียนแสวงหามรรคผล ที่ไร้ที่ติ แต่ถ้ำสวรรค์ก็มิอาจคงอยู่
เช่นนั้นยังจะเหลือความหมายใดเล่า? ย่อมกลับหัวกลับหางโดยสิ้นเชิง
ทว่าสวรรค์มิเคยตัดหนทางผู้ใด
“ข้าไม่เหมือนผู้อื่น! เพราะข้ามี คัมภีร์ร้อยชาติ!”
ต่อให้ถ้ำสวรรค์ถูกหลอมเป็นสมบัติแท้จริง ก็เพียงเริ่มใหม่อีกครั้ง จากนั้นก็เลือกที่จะนำระดับพลังกลับคืนมา กลับไปในช่วงที่ถ้ำสวรรค์ยังอยู่พร้อมด้วยระดับพลังทั้งหมด เช่นนั้นก็เป็นสุขถ้วนทั่วแล้วมิใช่หรือ?
สิ่งที่เคยมีเพียงในทฤษฎี กลับเพราะคัมภีร์ร้อยชาติ จึงมีโอกาสเกิดขึ้นจริงในโลกนี้!
เพียงคิด ลวี่หยางก็อดตื่นเต้นไม่ได้
“ฮิฮิ”
ถัดมา ลวี่หยางเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง แววตาดุจสามารถมองทะลุตำหนักหยกขาวและค่ายกลที่ขวางกั้น เห็นดวงจันทร์กระจ่างลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ
‘ศิษย์พี่ที่แสนดีของข้า… นางกำลังมองดูข้าอยู่สินะ?
ลวี่หยางเข้าใจชัดเจน อีกฝ่ายในยามนี้กำลังประเมินตน คาดคะเนความก้าวหน้าในการ พิสูจน์จากความว่างเปล่า และความคิดแท้จริง จึงยังไม่ลงมือ
“แต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงคือ…ความก้าวหน้าของข้าเต็มแล้ว!”
ลวี่หยางนั่งขัดสมาธิ หลับตาปรับลมปราณ ทะเลแห่งจิตสำนึกหลั่งไหลด้วยความรู้ความสามารถไม่สิ้นสุด เมื่อได้เสริมเติมทั้งไท่อินและเส้าอินจากอวี้ฉานเซียนจวิน บัดนี้เขาได้รวบรวมหกปราณของเทียนฝู่ครบถ้วน สามารถเข้าสู่ ทะเลทุกข์ เพื่อถักทอภาพลักษณ์ และพิสูจน์ตำแหน่งมรรคผลที่พิสูจน์จากความว่างเปล่าได้แล้ว!
ขณะเดียวกัน เขาก็ยังได้บังเกิดความอัศจรรย์ไม่น้อย
เมื่อหกปราณแห่งเทียนฝู่รวมกัน ภายใต้การหล่อเลี้ยงของความรู้ความสามารถ จิตเทวะของลวี่หยางก็เริ่มสัมผัสสิ่งที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
กล่าวให้ชัดเจน คือเสียงหนึ่ง
ลวี่หยางขมวดคิ้วแน่น จิตเทวะซึมลึกลงไป รู้สึกได้ว่าเสียงที่เคยเล็กน้อยราวกับอยู่อีกมิติหนึ่ง ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
มันเอ่ยว่า:
“ปฐมปราชญ์…!”
ฉับพลัน ลวี่หยางสะดุ้งลุกขึ้น ใจสั่นสะท้าน!
เขาไม่มีวันลืมว่านี่คือเสียงของจ้าววิถีผู้ไร้นามใน แผนภาพเปิดมรรคผล คือเสียงตะโกนครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะสิ้นชีพเปิดเทียนฝู่!
เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?
เสียงนั้นยังสะท้อนก้องอยู่ที่หู และยิ่งสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้ชัดว่าเสียง “ปฐมปราชญ์” คำนั้นใน [แผนภาพเปิดมรรคผล] ยังมิได้ถูกบันทึกไว้จนครบถ้วน
“ปฐมปราชญ์…ข้ากับเจ้ามิอาจอยู่ร่วมโลก!”
“เจ้าคนเลวทรามต่ำช้าไร้ยางอาย…ข้าไม่ยอมรับ!”
“ฮว่าเสิน…ฮว่าเสิน อ๊า!”
นี่แหละคือถ้อยคำสุดท้ายที่จ้าววิถีผู้ไร้นามฝากทิ้งไว้ก่อนดับสิ้น กลายเป็นเสียงสะท้อนที่ยังคงก้องอยู่
หลังจากหยุดไปเพียงครู่เดียว เสียงนั้นก็ดังก้องขึ้นอีกครั้ง เนื้อหาเหมือนเดิมทุกถ้อยคำ ราวกับเครื่องย้อนเสียง ก้องสะท้อนไปทั่วเก้าชั้นฟ้าของเทียนฝู่
“นี่มันอะไรกันแน่?”
ลวี่หยางพยายามกดกลั้นสีหน้าไม่ให้เปลี่ยน แต่ในใจครุ่นคิดอย่างบ้าคลั่ง “หรือเป็นเพราะพลังของจ้าววิถีเข้มข้นนัก กระทั่งเสียงที่ทิ้งไว้เมื่อกาลก่อนก็ยังคงก้องสะท้อนจนบัดนี้?”
มีความเป็นไปได้!
แต่สิ่งที่เป็นไปได้ยิ่งกว่าคือ…อีกฝ่ายอาจจะยังไม่ตาย!
“ที่แล้วมาข้ายังมิได้ยิน ก็เพราะข้ายังไม่อาจรวบรวมหกปราณ ไม่พอที่จะพิสูจน์จากความว่างเปล่า ความสัมพันธ์กับจ้าววิถีผู้ไร้นามนั้นยังมิได้แน่นแฟ้น”
บัดนี้ ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นเพียงพอแล้ว
คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางกัดฟันแน่น “ที่แล้วมาคาดไว้ไม่ผิดเลย หากข้ายังไม่พิสูจน์จากความว่างเปล่า ก็ยังได้ยินเสียงของอีกฝ่าย เช่นนั้นหากข้าพิสูจน์ได้จริงๆ จ้าววิถีผู้นั้นยังไม่กลับมาฟื้นในร่างข้าหรือ? นี่แหละที่ศิษย์พี่หญิงผู้นั้นหมายจะผลักข้าไปทำแทนสินะ?”
“นางไม่กล้าเสี่ยงเอง จึงเอาข้ามาเป็นตัวตายตัวแทน?”
‘เจ้าเดรัจฉาน!’
ลวี่หยางอดมิได้ต้องสาปแช่งในใจ แต่ถัดมาเพียงชั่วพริบตา เขาก็เงยหน้าขึ้น ความรู้สึกบอกเขาว่ามีบางสิ่งผิดแปลกไป
ทอดมองไปรอบด้าน เขาก็พลันตระหนักได้ว่า
แล้วเสียงเล่า?
เขาได้ยินอย่างชัดเจน เสียง “ปฐมปราชญ์” นั้นก้องสะท้อนอยู่ทั้งภายในและภายนอกเทียนฝู่ จนเมื่อครู่ยังดังอยู่ข้างหู ไยจึงหายวับไปโดยพลัน?
แต่ยังดีที่ชั่วอึดใจถัดมา เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง:
“…เจ้าก็ด่าทอปฐมปราชญ์ด้วยหรือ?”
เสียงที่เคยก้องสะท้านทั่วฟ้าดินพลันยุบตัวลงอย่างฉับพลัน จับจ้องมายังลวี่หยางโดยตรง แฝงไว้ด้วยความฉงนและใคร่รู้ ดังแว่วที่ข้างหูของเขา:
“เจ้ารู้จักเขาหรือ?”
เสียงนั้นแผ่วเบาราวถ้อยคำสุดท้ายของคนใกล้ตาย ทว่าตกลงบนโสตหูลวี่หยางกลับเปรียบได้กับฟ้าผ่า ทำให้เขายืนนิ่งค้างอยู่กับที่ในบัดดล
“เขากำลังพูดกับข้าอย่างนั้นหรือ?”
นัยน์ตาของลวี่หยางหดแคบลงอย่างไม่อยากเชื่อ ตนก็เพียงสบถคำว่า “เดรัจฉาน” อยู่ในใจเท่านั้น เหตุใดจึงถูกอีกฝ่ายจับจ้องได้เล่า นี่มันเหลวไหลสิ้นดี!
ทว่าสถานการณ์หาได้เป็นดังใจคิด
“ใช่แล้ว ข้ากำลังพูดกับเจ้า”
เสียงนั้นดังชัดอยู่ที่ข้างหู ราวกับมีผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านหลังเขาจริงๆ ลวี่หยางถึงกับรู้สึกลมหายใจที่ไหลมาตามเสียงนั้น
“สหายผู้น้อย…เจ้าเป็นใคร?”