เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 645 หลอมถ้ำสวรรค์สร้างสมบัติ ขนานนามว่าหวงถิง!
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 645 หลอมถ้ำสวรรค์สร้างสมบัติ ขนานนามว่าหวงถิง!
บทที่ 645 หลอมถ้ำสวรรค์สร้างสมบัติ ขนานนามว่าหวงถิง!
ณ ชั่วขณะนั้น ลวี่ยางค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมา
พลังปราณพวยพุ่งจากริมฝีปากและไรฟัน แปรเปลี่ยนเป็นพลังปราณวิญญาณอันหนาแน่นแผ่ซ่านรอบกาย เสื้อผ้าอาภรณ์สะบัดพลิ้วทั้งที่ไร้ลมพัด ส่งให้เงาร่างของเขายิ่งดูราวกับลอยเหนือโลกีย์
แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงภายนอก
แท้จริงแล้ว ภายในร่างของลวี่ยางกำลังเผชิญ การแปรเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต สาเหตุทั้งหมดล้วนตกอยู่ ณ จุดแสงที่ส่องเรืองอยู่ตรงหว่างคิ้วของเขา
นั่นคือสมบัติแท้จริงชิ้นที่สามของเขา!
โดยใช้ถ้ำสวรรค์เทียนจู่ซือเสวียนเป็นวัตถุดิบ มิได้ดึงพึ่งพาภาพลักษณ์ของตำแหน่งมรรคผลใดๆ หากแต่อ้างอิงวิชาแท่นวิญญาณของเทียนฝู่ สุดท้ายจึงได้หลอมสร้างเป็นสมบัติแท้จริงขึ้นมา
และไม่ใช่เพียงวิชาแท่นวิญญาณเท่านั้น
ลวี่ยางยังได้อ้างอิงจากแผนภาพเปิดมรรคผลที่จ้าววิถีซือฉงใช้ร่างซากศพเปิดเทียนฝู่ ในขณะนี้ร่างของเขาพลันเรืองรองด้วยชั้นแสงอันสลับซับซ้อน
เมื่อมองผ่านๆ คล้ายเป็นเพียงหนึ่งเดียว ทว่าเมื่อเพ่งดูอย่างถี่ถ้วนกลับแยกออกได้เป็นแสงสีต่างๆ มากมาย เพียงแต่ทั้งหมดผสานรวมกลมกลืน สุดท้ายแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวบริสุทธิ์ที่สะอาดหมดจดที่สุด ไหลบ่าจากภายในออกสู่ภายนอก ก่อตัวเป็นวงกลมสว่างไสวอยู่ด้านหลังศีรษะของลวี่ยาง ยกฐานะแห่งตนให้สูงส่ง
แล้วแสงเหล่านี้มาจากที่ใด?
คำตอบนั้นง่ายดาย มันมาจากจุดชีพจรในกาย มาจากอวัยวะภายในทั้งห้าและหก มาจากหัวใจ ตับ ม้าม ไต ปอด สามส่วนแปดทิวทัศน์ยี่สิบสี่เทพเจ้าของเขา!
แต่ละแสงต่างมีรากฐานของตนเอง แต่ทั้งหมดกลับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
และตรงหว่างคิ้วนั้นเอง สมบัติแท้จริงที่สร้างจากถ้ำสวรรค์เทียนจู่ซือเสวียนก็ได้กลายเป็นศูนย์รวม จุดบรรจบของแสงสว่างทั้งปวง
“ช่างลึกซึ้งโดยแท้”
ลวี่ยางเงียบงัน ซึมซับการแปรเปลี่ยนในกาย แม้ว่าเขาจะกำหนดทิศทางไว้แล้ว ว่าจะสร้างสมบัติแท้จริงจากถ้ำสวรรค์ และแม้จะเคยใช้วิชาแท่นวิญญาณคำนวณหาวิธีการอย่างละเอียด
แต่ที่แท้จริง เขาก็มิอาจมั่นใจได้เลยว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาเช่นไร ถึงอย่างไร แม้เขาจะได้ประจักษ์ต่อหน้าตำแหน่งมรรคผลอันยิ่งใหญ่มามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเงินตรา วิถีกระบี่ เพลิงบนสวรรค์ ไม้มหาไพร แต่เขาก็ยังไม่เคยกำหนดลงไปแน่ชัดว่า หนทางของตนจักเป็นเช่นไร
ทว่าบัดนี้ เขาเข้าใจแล้ว
“ข้าต้องการทั้งหมด”
สิ่งที่เขาต้องการมิใช่ตำแหน่งมรรคผลที่มีเพียงภาพลักษณ์เดียว หากแต่เป็นการพิสูจน์ให้ได้มาซึ่งมหามรรคที่ห้าธาตุรวมเป็นหนึ่ง ครอบคลุมสรรพสิ่ง เหมือนเช่นจ้าววิถีแห่งเทียนฝู่ ซือฉง!
พิสูจน์มรรคผลจากความว่างเปล่ารึ?
ไม่ สิ่งที่ข้าต้องการคือการพิสูจน์ภพหนึ่งจากความว่างเปล่า! ข้าต้องการพิสูจน์ให้ได้มาซึ่งภพสวรรค์ที่เป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว มีภาพลักษณ์ห้าธาตุ มีตำแหน่งมรรคผลครบครัน ทั้งยังเป็นระบบในตัวเอง!
“ตูม!”
ในห้วงขณะนั้น รัศมีเบื้องหลังศีรษะของลวี่ยางพลันแผ่บานออก ครอบคลุมทั่วทั้งชั้นที่เก้าแห่งเทียนฝู่ ทำให้มวลพื้นที่ทั้งสิ้นสั่นสะท้านดุจผิวน้ำที่ถูกแรงปะทะจนกระเพื่อม
แสงนับอนันต์ยังคงขยายตัวไม่หยุด
ลวี่หยางลืมตาขึ้น สายตาในแวบแรกก็จับจ้องไปยังตู้เสวียนเซียนจวินที่อยู่ห่างออกไป ฝ่ายหลังกลับขมวดคิ้วแนบแน่น ในความจนปัญญาแฝงไว้ด้วยความหวาดเกรง
“…นี่มันอะไรอีกเล่า!?”
“…จะไม่จบสิ้นกันเลยหรือไง!?”
“ตอนแรกก็มีเจินจวินนอกรีตที่ชั่วร้ายออกมาคนหนึ่ง ตอนนี้กลับมีเจินจวินที่พิสูจน์จากความว่างเปล่าที่ดุดันกว่าโผล่ออกมาอีก เจ้าพวกมารเซียนซูมีลูกเล่นมากมายถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน?”
ตู้เสวียนเซียนจวินไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป เมื่อพ่นลมหายใจออก พลังกายวิชาทั้งหมดในร่างก็ถูกเร่งเร้าเคลื่อนไหวอย่างเต็มที่ เคล็ดต้องห้ามทั้งหลายที่เคยใช้ก่อนหน้านี้ถูกกระตุ้นซ้อนตามลำดับ จากนั้นทั้งหมดก็ถูกรวบรวมเข้ากับวารีเหมันต์ไท่หยาง ก่อนจะหลอมรวมกลายเป็นวัตถุชิ้นหนึ่ง ขนาดเพียงสามนิ้ว ถูกเขาหยิบขึ้นมาอย่างเบาๆ ประหนึ่งไร้น้ำหนัก
เช่นเดียวกับเจินจวินขั้นกลางแห่งเซียนซูทั้งหลาย
ในฐานะเซียนจวินขั้นกลาง ตู้เสวียนเซียนจวินเองก็ครอบครองวิชาเซียนแสวงหามรรคผลหนึ่งสาย เป็นรากฐานที่ใช้ปกปักรักษาแท่นวิญญาณไม่ให้แตกร้าว
ทว่าแตกต่างจากถ้ำสวรรค์
สำหรับเจินจวินแห่งเซียนซู วิชาเซียนแสวงหามรรคผลสามารถใช้ได้ตามอำเภอใจ เพราะรากฐานอยู่ที่สมบัติแท้จริง หาใช่ถ้ำสวรรค์ ต่อให้ถูกทำลายก็ยังไม่สั่นคลอนถึงแก่น
แต่สำหรับเจินจวินแห่งเทียนฝู่กลับมิใช่เช่นนั้น วิชาเซียนแสวงหามรรคผลของพวกเขารากฐานคือ เคล็ดต้องห้าม และเคล็ดต้องห้ามเหล่านี้ถูกจารึกไว้บนแท่นวิญญาณ หากมันถูกทำลาย ก็จะสั่นสะเทือนไปถึงแท่นวิญญาณทั้งสิ้น และอาจถึงขั้นแตกสลายโดยตรง!
ดังนั้นจากจุดนี้จะเห็นได้ถึงความล้ำค่าของมัน
เพราะฉะนั้น เว้นแต่วินาทีเป็นความเป็นความตายจริงๆ เซียนจวินแห่งเทียนฝู่ย่อมไม่มีใครยอมใช้วิชาเซียนแสวงหามรรคผล หากถึงคราวจำต้องใช้ นั่นย่อมต้องเป็นสถานการณ์ที่ตัดสินความเป็นความตาย
…และตอนนี้ก็คือยามนั้น!
“สถานการณ์ในทะเลทุกข์ยังคงไม่ชัดเจน ฟ้าเท่านั้นย่อมรู้ว่ามหาเซียนจะสามารถกดข่มจ้าววิถีซือฉงได้หรือไม่ ข้าจำต้องเร่งเปิดผนึกชั้นที่เก้าให้ได้โดยเร็วที่สุด!”
เดิมทีเขาคิดว่าเป็นเรื่องง่ายแท้ๆ แต่กลับยืดเยื้อถึงเพียงนี้ แถมตนเองยังได้รับบาดแผลด้วย ความรู้สึกอันตรายที่ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรงทำให้ตู้เสวียนเซียนจวินละทิ้งความหวังเล็กๆ สุดท้ายตัดใจแน่วแน่ เขาจะใช้วิชาเซียนแสวงหามรรคผลนี้ กวาดล้างทุกอุปสรรคเบื้องหน้าในคราวเดียว!
ในเวลาเดียวกัน ลวี่ยางก็เงยหน้าขึ้นมองไป
เพียงเห็นว่าวัตถุในมือของตู้เสวียนเซียนจวินนั้น กลับเป็นคทาหยกเล็กจิ๋วหนึ่งชิ้น ด้านนอกหุ้มด้วยแก้วผลึกใส ที่ด้ามจับล้วนแกะสลักเป็นรูปสัตว์เช่นมังกรจือ แมลงวัน และจักจั่น
วินาทีถัดมา ตู้เสวียนเซียนจวินก็ยกคทาหยกนั้นขึ้นสูงเหนือศีรษะ
“คทาหยกเศียรมังกรข่านหลี!”
ฉับพลัน ลวี่ยางก็เห็นแสงสีทั้งฟ้าดินพลันหม่นมัว ภาพลักษณ์นับอนันต์ดับสิ้นไปหมดสิ้น เหลือเพียงแสงริบหรี่สายหนึ่งสะท้อนเข้าตาเขา
ในห้วงพร่าเลือน ความกระจ่างหนึ่งผุดขึ้นในใจ
“ไอชั่วร้ายเพิ่มพูนตามกาลเวลา รุกรานดวงสุริยัน ปราณเที่ยงธรรมถูกบดบัง ยิ่งนานวันยิ่งช่วงชิงแสงสว่าง… [วิชาเซียนแสวงหามรรคผล] ของตู้เสวียนเซียนจวิน ภาพลักษณ์พื้นฐานของมันกลับเป็นการต่อต้านสุริยัน!”
ในขณะเดียวกัน ใบหน้าของตู้เสวียนเซียนจวินก็ผุดรอยยิ้มเย้ยหยัน เพราะคทาหยกเศียรมังกรข่านหลีนี้ คือสิ่งที่เขาหล่อหลอมด้วยวิชาเทพทั้งชีวิต รูปทรงละม้ายคทา สามกลีบบนด้ามคือสัญลักษณ์แห่งเคล็ดต้องห้ามทั้งสามที่เขาครอบครอง บัดนี้ถูกรวมเป็นหนึ่งเดียว ก้าวล้ำขึ้นจากมหันตภัยน้ำไฟไปสู่ระดับสูงยิ่งกว่า
ทั้งนี้ก็เพราะเขาอ้างอิงจากแสงดำสองขั้วกำเนิดดับ!
“น้ำกับไฟเป็นหยินหยาง มหันตภัยน้ำไฟท้ายที่สุดก็ยังจำกัดอยู่เพียงห้าธาตุ ย่อมหาวิธีแก้ไขได้ ทว่าหยินหยางสองปราณต่างหาก คือหายนะสูงสุดที่แม้แต่เจินจวินยังต้องวิญญาณสลาย!”
หนึ่งกระบวนท่านี้…เขามั่นใจว่า ไม่มีใครต้านทานได้!
แม้แต่เซียนจวินขั้นกลางเช่นเดียวกัน หากถูกเขาสังหารด้วยเคล็ดนี้ ต่อให้ได้กลับชาติมาเกิดใหม่ก็ไม่อาจรอดพ้น เพราะภายในร่างกายของอีกฝ่ายได้ติดตรึงหายนะเอาไว้แล้ว
วินาทีถัดมา แสงไร้ขอบเขตพลันพวยพุ่งออกมา
“ตูม!”
ท่ามกลางเสียงกึกก้องนับพันหมื่น ลวี่ยางไม่ลังเลแม้แต่น้อย ร่างพุ่งวาบออกไปยืนบังอยู่เบื้องหน้าบรรพชนถิงโยวและนักพรตปราบมาร ยืนตรงท่ามกลางสายลมด้วยท่วงท่าประสานมือไว้เบื้องหลัง
“วิชาเซียนแสวงหามรรคผลที่เน้นการโจมตีล้วนๆ”
จนถึงห้วงเวลานี้ ลวี่ยางยังมีเวลาพอจะทอดมองแสงมหาศาลที่ถาโถมเข้ามา เทียบกับเคล็ดวิชาของโพธิสัตว์เป่าเหลียนจั้งฝูที่เคยประจักษ์มาก่อน
“การโจมตีที่บริสุทธิ์ ไม่เลว”
“ทว่าหากจะว่ากันตามความซับซ้อนทางวิชาแล้ว แท้จริงแล้วยังเป็นโพธิสัตว์เป่าเหลียนจั้งฝูที่สูงกว่า นั่นเกี่ยวพันถึงเหตุและผล ต่อให้คิดจะขวางก็ไม่มีทางขวางได้”
ส่วนสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าตอนนี้ แม้พลังรุนแรงอย่างยิ่ง
ทว่าหากจะรับมือ กลับง่ายกว่าการเผชิญหน้ากับโพธิสัตว์เป่าเหลียนจั้งฝูอยู่หลายส่วน
“ท้ายที่สุดแล้วก็มาจากนอกฟ้า หากไปอยู่ที่สถานที่บัดซบอย่างเซียนซูแล้ว ที่แท้แล้วก็ไม่ต่างอะไรกับพวกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ…”
เมื่อนึกถึงตรงนี้ แสงที่หว่างคิ้วลวี่ยางพลันสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ จนร่างทั้งร่างฉายแสงออกมา แสงอันบริสุทธิ์นั้นรวมตัวเหนือศีรษะดุจรัศมี
“สมบัติแท้จริงชิ้นที่สาม…อย่างไรเสียก็ต้องมีชื่อ”
“อืม…แม้จะอ้างอิงเคล็ดวิชาแท่นวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้า แต่ในเมื่อสิ่งนี้ถูกสร้างด้วยมือของข้า มันก็เป็นของข้าเอง ควรตั้งชื่อที่ไม่เกี่ยวข้องเสียจะดีกว่า”
วินาทีถัดมา ลวี่ยางยกปลายนิ้วแตะหว่างคิ้ว แย้มยิ้มเบาแล้วกล่าวว่า
“ได้แล้ว… นับจากนี้ไป ก็จะเรียกเจ้าว่า [หวงถิง] ก็แล้วกัน” ***หวงถิง(ศูนย์กลางแห่งพลัง,ตำหนักสีเหลือง)
ตูม! ตูม! ตูม!
เพียงพริบตาเดียว แสงตรงหว่างคิ้วของลวี่ยางก็สว่างจ้าขึ้นถึงขีดสุด พร้อมกันนั้นทะเลทุกข์ก็เปิดออก ภาพลักษณ์นับอนันต์ไหลเวียนพันผสาน แปรเปลี่ยนเป็นแสงรุ้งสว่างไสว
หนึ่งกำเนิด สองลักษณ์ สามพลัง สี่ลักษณะ ห้าธาตุ… ในชั่วประกายไฟ รอบกายของลวี่หยางก็ได้ปรากฏขอบเขตที่มองเผินๆ เล็กดุจเมล็ดผักกาด แต่ตามจริงแล้วกลับแฝงไว้ด้วยโลกสุเมรุขึ้นมาผืนหนึ่ง สรรพสิ่งล้วนใช้ร่างกายของเขาเป็นศูนย์กลาง ราวกับเป็นห้วงเหวอันกว้างใหญ่ ขวางกั้นอยู่ระหว่างเขาและตู้เสวียนเซียนจวินเช่นนี้เอง
วินาทีถัดมา ทั้งสองก็ปะทะกัน
แสงหยินหยางที่ตู้เสวียนเซียนจวินปลดปล่อยออกมา ดุจสายน้ำแยงซีอันเชี่ยวกรากทิ้งตัวตกลงสู่เหวลึกไร้ก้น สุดท้ายก็ร่วงหายไปสิ้นในพริบตา!
ทันใดนั้น ลวี่ยางก็เผยรอยยิ้มที่มุมปาก
“คืนให้เจ้า!”
เมื่อถ้อยคำสิ้นสุด มิติอีกด้านพลันฉีกเปิดออก กลายเป็นบานประตู และแสงหยินหยางที่เพิ่งถูกโจมตีออกมาก่อนหน้านี้ บัดนี้ได้ทะลักกลับออกมา พุ่งใส่ตู้เสวียนเซียนจวิน มุ่งหน้ามาทางเขาอย่างถาโถม!