เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 653 บุคคลที่ไม่คาดฝัน
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 653 บุคคลที่ไม่คาดฝัน
บทที่ 653 บุคคลที่ไม่คาดฝัน
ลวี่หยางใช้วิธีการค้นวิญญาณกับชายหนุ่มผู้สวมมงกุฎจักรพรรดิ
ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ถึงอีกฝ่ายจะอยู่ในขั้นวางรากฐานสมบูรณ์ แต่รากฐานทั้งปวงล้วนสร้างขึ้นจากโลหิตของเขาเอง ก็เท่ากับว่าโดยกำเนิดได้เปิดเผยทะเลแห่งจิตสำนึกให้แก่เขา
หากไม่ค้นวิญญาณ ก็เกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาทเกินไป
และเมื่อค้นวิญญาณเสร็จสิ้น ความลี้ลับนานัปการของภพนี้ก็ไหลเข้าสู่ใจของลวี่หยางโดยพลัน ทั้งตัวตนของชายหนุ่มสวมมงกุฎจักรพรรดิ และระบบการบำเพ็ญเพียรทั้งมวลของภพสวรรค์แห่งนี้
ชั่วครู่ ลวี่หยางก็ถอนมือใหญ่ออกจากศีรษะของชายหนุ่มผู้นั้น
ฝ่ายหลังเพียงรู้สึกเลื่อนลอยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมเลือนเสียสิ้น มิได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดปกติ จากนั้นก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งให้ลวี่หยางยืนอยู่เพียงลำพัง
“ที่นี่นามว่าภพไท่หวง”
“ด้วยเหตุที่ภพนี้มีภาพลักษณ์แห่งกาลเวลาอันพิเศษ สำหรับข้าแล้วมันเพิ่งผ่านมาเพียงไม่กี่ปี ทว่าสำหรับสรรพชีวิตที่นี่ เวลากลับล่วงเลยไปแล้วหนึ่งแสนปี”
“หนึ่งแสนปีก่อน เคยมีเพลิงตกจากฟากฟ้า”
“ในครั้งนั้น มนุษย์แห่งภพนี้ยังอยู่ในยุคดิบเถื่อน กินเนื้อดิบดื่มเลือด ถูกอสูรเถื่อนรังแกย่ำยี การปรากฏขึ้นของเพลิงสวรรค์ สิ่งแรกที่ได้รับอานิสงส์กลับเป็นพฤกษาและหมู่สัตว์”
“ในยุคนั้น มนุษย์เกือบสูญพันธุ์สิ้น”
“จนกระทั่งหัวหน้าเผ่ามนุษย์คนแรก มีพรสวรรค์เหนือฟ้า บังเกิดความเข้าใจในการดูดซับโลหิตและชำระร่างตน จึงค่อยๆ เปลี่ยนแปลงชะตากรรมได้สำเร็จ”
“หัวหน้าเผ่ามนุษย์ผู้นั้นมีนามว่าไท่ และยังเป็นจักรพรรดิสูงสุดคนแรกในประวัติศาสตร์หนึ่งแสนปี ผู้กวาดล้างโบราณและปัจจุบันต่อเนื่องหนึ่งหมื่นปี ผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วนล้วนยกย่องว่าเป็นจักรพรรดิสูงสุดองค์แรก นับแต่นั้นมาเก้าหมื่นปีถัดไป ทุกรุ่นล้วนมีจักรพรรดิสูงสุดถือกำเนิดขึ้นครองใต้หล้าครั้งละหนึ่งหมื่นปี”
“ทว่าจักรพรรดิสูงสุดก็มิได้ไร้ผู้ต้าน”
“เพราะทุกครั้งเมื่ออายุขัยมาถึง จักรพรรดิสูงสุดแต่ละองค์จะเลือกฝังตนเอง แปรเปลี่ยนเป็นเขตต้องห้าม…เขตต้องห้ามเหล่านี้ก็คือศัตรูใหญ่ของจักรพรรดิสูงสุดรุ่นต่อมา”
“หนึ่งแสนปีล่วงไป ฟ้าดินแห่งนี้จึงมีเขตต้องห้ามเก้าแห่ง”
“สำหรับจักรพรรดิสูงสุดยุคปัจจุบัน ชายหนุ่มสวมมงกุฎจักรพรรดิมีนามว่าอี้ ผู้คนต่างเรียกขานว่าจักรพรรดิอี้ เข้าสู่หนทางบำเพ็ญมรรคผลมาแล้วสามพันปี กำลังอยู่ในช่วงรุ่งเรืองสูงสุด”
หลังจากพลิกดูประวัติศาสตร์ของภพไท่หวงเพียงครู่ ลวี่หยางก็ระบุเป้าหมายในทันที “จักรพรรดิสูงสุดรุ่นก่อนล้วนกลายเป็นเขตต้องห้าม เหตุเกิดจากการเปลี่ยนแปลงฟ้าดินหนึ่งแสนปีก่อน ว่ากันว่าประตูนครเซียนเปิดออก เส้นทางสู่เซียนปรากฏขึ้น ไท่ สังเวยชีวิตแสวงหาเซียน มิสำเร็จ ดังนั้นจึงได้มีเขตต้องห้ามสุ่ยหั่วขึ้นมา”
ประตูนครเซียนเปิดงั้นหรือ…เหลวไหลทั้งเพ!
ข้าได้ตรวจสอบภพนี้โดยรอบอย่างถี่ถ้วนแล้ว ไหนเลยจะมีนครเซียนใดๆ ภพไท่หวงก็คือภพสวรรค์เพียงหนึ่งเดียวที่โอบล้อมอยู่ หากมิใช่ว่าตำนานนี้เป็นกลอุบายหลอกลวงนับหมื่นปี
ก็อาจเป็นว่า…
เมื่อคิดถึงตรงนี้ แววตาลวี่หยางก็พลันไหววูบ หันไปยังเขตเงามืดที่เขาไม่เคยกล้าเหยียบย่างเข้าไป ที่ถูกเรียกว่านครเซียน…หรือแท้จริงแล้วก็คือที่นั่น?
ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่วางรากฐานสมบูรณ์ก็สามารถทำลายความว่างเวิ้ง เหาะเหินท่องฟ้าได้ และภพไท่หวงนี้ก็ใกล้กับเขตเงามืดเกินพอที่จะไปถึงได้โดยง่าย
ปัญหาอยู่ตรงที่
“ในเขตเงามืดนั้น…หากก้าวเข้าไปแล้ว จะกลับออกมาได้อย่างไร?”
หากตามบันทึกว่า ไท่ สละชีพแสวงหาความเป็นเซียนแล้วสูญสลายไป ลวี่หยางยังพอเข้าใจได้ อย่างน้อยอีกฝ่ายคงชนเข้าในเขตเงามืดแล้วสิ้นชีพ
แต่ความจริงคือ ไท่ กลับมา!
ไม่เพียงกลับมา หากยังเปิดสร้างเป็นเขตต้องห้ามอีกแห่ง
นี่สิจึงน่าสนใจนัก
ด้วยแรงดึงดูดมหาศาลของเขตเงามืด ผู้ที่เพิ่งวางรากฐานสมบูรณ์ธรรมดาๆ ไม่มีทางก้าวเข้าไปแล้วหวนกลับมาได้ เรื่องนี้ย่อมต้องมีความลับซ่อนอยู่!
คิดได้ดังนี้ ลวี่หยางก็บินทะยานขึ้น ส่องแสงแห่งลำแสงเร้นกาย มุ่งตรงไปเบื้องหน้าในทันที
ภพไท่หวง เขตต้องห้ามสุ่ยหั่ว
เมื่อมองจากภายนอก เขตต้องห้ามสุ่ยหั่วคือภูผามหึมาที่ลุกไหม้ด้วยเพลิงตลอดกาล ผู้บำเพ็ญเพียรต่ำกว่าจักรพรรดิสูงสุด เพียงแค่เข้าใกล้ก็จะลุกไหม้เผาตนเองโดยไร้สาเหตุ
แต่ในยามนี้ เพลิงนั้นพลันดับสิ้นแล้ว
จิตเทวะของลวี่หยางพลันร่วงหล่นจากเบื้องฟ้า หาใช่ด้วยเจตนา หากแต่ด้วยเพียงพลังแห่งตำแหน่งมรรคผลที่สูงส่งของเขา ก็ทำให้เพลิงต้องห้ามทั้งมวลดับสลายหายไปสิ้น
ท้ายที่สุดแล้ว เขาต่างหากคือเพลิงบนสวรรค์โดยแท้
สิ่งที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าก็คือ แม้แผ่นดินและฟ้าจะเกิดความแปรปรวนใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ แต่ทั้งภพไท่หวงกลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงความผิดแปลกแม้แต่น้อย
เว้นเสียแต่เจ้าแห่งเขตต้องห้ามเพียงผู้เดียว
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งที่เพียงพอจะเขย่าฟ้าดิน ทำให้สวรรค์และพิภพสั่นสะท้านด้วยความคิดหนึ่งเดียว กดทับความคิดของสรรพชีวิตทั้งปวง ก็ดังลอดออกมาจากในเขตต้องห้ามช้าๆ
“ฝันยาวนานหลายหมื่นปี ในโลกมนุษย์กลับปรากฏจักรพรรดิขึ้นมาอีกองค์หนึ่งแล้วรึ?”
ตูม! ตูม! ตูม!
ในบัดดล ความว่างพลันปั่นป่วนเกิดระลอกคลื่น จากส่วนลึกของเขตต้องห้ามสุ่ยหั่ว จิตอันแข็งกล้าหนึ่งก็กำลังฟื้นคืน ราวสุริยันที่กำลังโผล่พ้นขอบฟ้า
จิตนั้นไร้สุขไร้โศก ความนึกคิดทั้งปวงล้วนถูกกาลเวลาขัดเกลาจนสิ้น เหลือไว้เพียงเหตุผลเย็นเยียบ น้ำเสียงที่ดังออกมาสอดแทรกด้วยแรงกดดันไร้รูป กลับระเบิดออกไปครอบคลุมทั้งภูผาใหญ่ในพริบตา ทำให้ภูผาสะท้านสะเทือน ราวกับมังกรดินพลิกกาย แผ่นผาแตกร้าว แทบจะพังทลาย
“ต่อให้เป็นจักรพรรดิสูงสุด…ก็ไม่อาจล่วงล้ำที่นี่ได้ง่ายดาย!”
สิ้นเสียงนั้น ความว่างพลันเกิดระลอกคลื่น ราวกับกระจกเงาแผ่นหนึ่งปรากฏขึ้น เผยให้เห็นโลงศพใบใหญ่ ที่ภายในมีชายหนุ่มผู้หนึ่งนอนอยู่สงบนิ่ง
ชายหนุ่มคนนั้นหลับตา มิได้สูงใหญ่ รูปโฉมก็มิได้งดงามนัก กระทั่งดูธรรมดาไปเสียด้วยซ้ำ
ทว่าในยามที่เขาปรากฏกายขึ้นมา เพียงชั่วพริบตา เหล่าดอกไม้ นก ปลา ภูผา สายนที ดวงตะวัน ดวงจันทร์ และสรรพชีวิตทั่วทั้งฟ้าดินก็ผุดบังเกิดขึ้นรายล้อมรอบตัวเขา
ราวกับหมู่ดาวนับพันหมื่นต่างพร้อมใจโค้งคำนับบูชาจันทรา
เพียงพลังปราณที่แผ่ออกมาจากชายหนุ่มผู้นี้ ก็กดขี่ครอบงำทั้งภพไท่หวงแล้ว โลหิตพลุ่งพล่านดุจมหาสมุทรท่วมท้น แผ่กระจายเต็มท้องนภา หนักหน่วงและยิ่งใหญ่เกินพรรณนา
วินาทีถัดมา ชายหนุ่มก็ลืมตาขึ้น
พลันอสนีบาตฟาดแปลบปลาบ สายตาของชายหนุ่มคมกล้าอย่างถึงที่สุด ทั้งยังทรงอำนาจกดขี่ที่สุด ราวกับจะย่ำยีสรรพสิ่งแห่งฟ้าดินไว้ใต้ฝ่าเท้า
นี่คือการปรากฏกายครั้งที่สอง นับแต่เขาสร้างเขตต้องห้ามขึ้น
เหตุผลก็ง่ายดาย หลังจากกาลเวลาผ่านไปหลายหมื่นปี กลับมีจักรพรรดิผู้กล้าท้าทายเขาปรากฏขึ้นอีกครั้ง เขาจึงเห็นควรต้องมอบ “เกียรติ” ตอบแทนสักเล็กน้อย
แล้วสิ่งที่เขาเห็นก็คือ…ฝ่ามือหนึ่ง
“เพียะ!”
เสียงเบาๆ ดังขึ้น ฝ่ามือทะลวงความว่างออกมา คว้าศีรษะของเขาลากออกมาจากโลงศพ แล้วกดฟาดลงกับพื้นอย่างแรง
“ปัง!”
กระทั่งเมื่อสายตาดับวูบ เสียงกระแทกพื้นดังหนักแน่น และความเจ็บแปลบแผ่ซ่านทั่วใบหน้า ชายหนุ่มก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
“หา?”
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ชั่วขณะหนึ่ง ชายหนุ่มรู้สึกราวกับตนยังหลงละเมออยู่ในห้วงฝัน ครู่ใหญ่จึงค่อยได้สติกลับคืนมา พบว่าตนกำลังนอนอยู่บนพื้น ตรงหน้ามีชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งยองจ้องมองเขาอยู่
“เจ้าคือไท่หรือ?” ลวี่หยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยเมย
“ข้า… ข้าน้… ผู้น้อยคือ”
เพียงหนึ่งลมหายใจสั้นๆ ชายหนุ่มก็เปลี่ยนสรรพนามถึงสามครา สุดท้ายจึงเริ่มเข้าใจ สายตาที่พร่ามัวพลันลุกโชนเป็นไฟเร่าร้อน
“เรียนถามท่าน…ท่านคือเซียนกระนั้นหรือ!?”
แน่นอนว่าต้องเป็นเซียน!
ชายหนุ่มมั่นใจถึงที่สุด แม้ครั้งนั้นบนเส้นทางแสวงหาความเป็นเซียน เขาจะเคยพบผู้หนึ่งที่ใช้เพียงสามกระบี่ก็ปราบเขาได้จนเกือบสิ้นชีพ แต่เขายังสัมผัสได้ชัดว่า อีกฝ่ายก็อยู่ในขั้นเดียวกับตนเอง เพียงแต่แข็งแกร่งจนเกินเปรียบ หาใช่เซียนแท้ และย่อมไม่อาจปราบเขาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
ผู้ที่ทำได้…ต้องเป็นเซียนแท้เท่านั้น!
“อืม”
ท่ามกลางดวงตาอันเร่าร้อนของชายหนุ่ม ลวี่หยางเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเริ่มตรวจสอบความทรงจำที่เพิ่งค้นได้จากวิญญาณของอีกฝ่าย ในขณะที่ลากเขาออกมาจากโลง
แล้วเขาก็ชะงักไป
ข่าวดีก็คือ…เส้นทางสู่ความเป็นเซียนนั้นมีอยู่จริง
ในความทรงจำของชายหนุ่ม ลวี่หยางเห็นภาพวันที่อีกฝ่ายเคยบุกเข้าสู่เส้นทางแสวงหาความเป็นเซียน เขาเกือบจะสำเร็จอยู่แล้ว หากแต่ครึ่งทางกลับพบเจอบุรุษผู้หนึ่ง
เป็นชายหนุ่มชุดขาว คาดกระบี่ที่เอว
เมื่อเห็นชายหนุ่มผู้นั้น อีกฝ่ายก็ชะงักไปเพียงครู่เดียว ก่อนจะแสดงโทสะอันรุนแรงออกมา
“บังอาจ! แม้ที่นี่จะมิใช่แคว้นเจียงหนาน แต่ก็อยู่ใต้การคุ้มครองของข้า ห้ามคนแปลกหน้าล่วงเกิน! เจ้าผู้เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ ยังกล้าละเมิดเข้ามาอีกหรือ?”
นี่คือข่าวร้ายแล้ว
ลวี่หยางจำได้ทันที ชายหนุ่มชุดขาวผู้นั้น ทั้งน้ำเสียงและถ้อยคำ ล้วนสอดคล้องกับภาพจำที่เขามีต่ออำนาจเบื้องหลังอย่างครบถ้วน เกือบจะยืนยันได้ในทันที
“นิกายกระบี่ ฝูเยาเจินเหริน?”