เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 654 ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายมีค่าดั่งทองคำ
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 654 ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายมีค่าดั่งทองคำ
บทที่ 654 ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายมีค่าดั่งทองคำ
ฝูเยาเจินเหริน สายตรงที่แท้จริงของนิกายกระบี่
ลวี่หยางจำได้แจ่มชัด ก่อนสิ้นสุดชาติก่อน เขาเคยพบคนผู้นี้หนึ่งครั้ง อีกฝ่ายฝึกบำเพ็ญตำแหน่งมรรคผลสูงสุดหนึ่งในนั้น คือ ทองคำคมกระบี่
“สมญานามทั้งสามของนิกายกระบี่ ได้แก่ ปราบมาร(ต้างหมอ) ขับไล่ปีศาจ(เชว่เสีย) และ ฝูเยา(สยบปีศาจ)… ปราบมาร ไร้ข้อกังขา ก็เพียงสิ่งที่ใช้เป็นวัตถุดิบทดสอบวิชากระบี่ ส่วน ขับไล่ปีศาจ โชคร้ายเพราะบำเพ็ญ [ทองคำขาวเทียน] จัดแย้งกับอั้งเซียว สุดท้ายถูกทอดทิ้ง เว้นเพียงฝูเยาเจินเหรินที่ได้รับการปกป้องอย่างดี”
ลวี่หยางคำนวณในใจ อดีตและปัจจุบันปรากฏแจ่มแจ้ง
“ตามกาลเวลา เวลานี้ในชาติก่อน เขาน่าจะเพิ่งสำเร็จวิชาเทพลำดับที่ห้า ระยะห่างจากวางรากฐานสมบูรณ์ก็ไม่กี่ก้าวเท่านั้น”
ต่อจากนั้น เขาก็มองไปยัง ไท่ อีกครั้ง
จอมจักรพรรดิสูงสุดแห่งภพไท่หวง ผู้นี้จะมิได้บำเพ็ญเพียรสายตรง แต่ตามจริงแล้วก็มิได้อ่อนแอ กระทั่งต่อให้ไปอยู่ที่เซียนซู พลังฝีมือก็ยังสามารถจัดอยู่ในอันดับต้นๆ ได้
ในความทรงจำของเขา เมื่อก่อนเขาเคยเผชิญหน้ากับฝูเยาเจินเหรินบนเส้นทางสู่ความเป็นเซียน ถูกอีกฝ่ายเอาชนะได้ในสามกระบี่ สุดท้ายก็หนีเตลิดไปอย่างน่าเวทนาจึงจะรอดพ้นจากความตายได้ ฟังเผินๆ ดูเหมือนจะไร้ค่าอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อครุ่นคิดให้ละเอียดแล้ว ฝูเยาเจินเหรินนั้นอยู่ในระดับใด บำเพ็ญเพียรตำแหน่งมรรคผลสูงสุด เป็นเจินเหรินระดับวางรากฐานขั้นสมบูรณ์!
ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นศิษย์โดยตรงแห่งนิกายกระบี่ ย่อมต้องมีเจตจำนงแห่งกระบี่ประดับอยู่ในกายา
สองสิ่งรวมเข้าด้วยกัน พลังของฝูเยาเจินเหรินย่อมแข็งแกร่งเหนือคณานับ จัดเป็นยอดคนแห่งวางรากฐานสมบูรณ์ที่หาคู่เทียบได้ยาก ไม่ด้อยไปกว่าลวี่หยางก่อนจะแสวงหาโอสถทองคำ
แต่ทว่า…เขากลับมิได้สังหาร ไท่
สามกระบี่ฟันออกไป กลับเพียงทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บ สุดท้ายยังปล่อยให้ ไท่ หนีรอดไปได้ เพียงแค่จุดนี้ก็เห็นได้แล้วว่าพลังของ ไท่ นั้นเกินคาดยิ่งนัก
…แต่ก็สมควรอยู่
เพราะนี่คือโลหิตของข้าที่เป็นรากฐาน และ ไท่ นี้ก็ไม่เหมือนจักรพรรดิทั่วไป ภายในกายถึงกับกลั่นหมุนโลหิตของข้าได้ถึงสามหยด!
หยดโลหิตหนึ่ง…ก็เพียงพอจะสร้างจักรพรรดิผู้หนึ่ง
แล้วสามหยดเล่า?
หลังจากวิธีการค้นวิญญาณ ลวี่หยางก็เข้าใจต้นตอของเรื่องทั้งหมด จักรพรรดิทั่วไป แม้จะครอง ภพไท่หวง ได้หมื่นปี สุดท้ายก็ต้องสิ้นอายุขัย
แต่สวรรค์มิได้ตัดหนทาง หากก่อนถึงวาระนั้น จักรพรรดิสามารถบำเพ็ญก้าวหน้าต่อไป กระตุ้นให้ โลหิตเซียน ปรากฏอีกครา หรือกลืนกินโอสถอมตะที่แปดเปื้อนด้วย โลหิตเซียน ก็สามารถดำรงชีวิตต่ออีกหนึ่งชาติ ยืดอายุได้อีกหมื่นปี และ ไท่ …ก็คือจักรพรรดิประเภทนี้
ยิ่งไปกว่านั้น…เขากลับมีทั้งสองอย่างพร้อมกัน
มิใช่เพียงว่ามีความรู้ความสามารถสูงส่งพอจะกระตุ้น โลหิตเซียน ครั้งที่สอง หากยังได้กลืนกินโอสถอมตะด้วย ดังนั้นเขาจึงมีอายุถึงสามหมื่นปี และบัดนี้ก็กำลังเข้าสู่บั้นปลายของชีวิตชาติที่สามแล้ว
“นับว่าน่าทึ่งแล้วจริง ๆ”
ลวี่หยางเอ่ยชม แม้เป็นผู้ถือกำเนิดจาก ภพสวรรค์เล็ก แต่ ภพสวรรค์เล็ก ก็มิได้ไร้ผู้กล้าอัจฉริยะไม่ ในอดีตก็มี ซั่วฮ่วน ที่กำเนิดขึ้นจากที่นั่นเช่นกัน
ทว่าเมื่อเปรียบกับสิ่งนี้แล้ว ลวี่หยางกลับสนใจสิ่งที่เรียกว่า เส้นทางสู่ความเป็นเซียน มากกว่า
เส้นทางสู่ความเป็นเซียนอะไรนั่น เก้าในสิบคงเป็นเพียงประตูช่องว่างอวกาศ ที่สามารถเข้าสู่ภายในของเงามืด…แต่ ฝูเยาเจินเหริน ถึงกับสามารถไปถึงสถานที่นั้นได้อย่างนั้นหรือ?
หรือว่าที่นั่น…คือดินแดนของ นิกายกระบี่?
ก็มีความเป็นไปได้อยู่ เพราะแม้แต่นิกายศักดิ์สิทธิ์ยังลอบสร้าง เทียนฝู่ ขึ้นมา แล้วนิกายกระบี่จะไม่มีได้อย่างไร?
ลองคิดให้ดี…ฝูเยาเจินเหรินบำเพ็ญคือทองคำคมกระบี่ ตำแหน่งมรรคผลสูงสุดที่ยากเย็นปานใด เขากลับสามารถบรรลุถึงขั้นวางรากฐานสมบูรณ์ กระทั่งยังมีหวังจะแสวงหาโอสถทองคำ
เมื่อนึกย้อนกลับไป ในอดีตตนเองเคยพยายามฝึก เพลิงบนสวรรค์ ทุ่มเทแรงกายแรงใจไม่รู้เท่าไร แม้สะสมถึงสิบชาติ สุดท้ายก็เกือบล้มเหลวอยู่แล้ว
แล้วฝูเยาเจินเหริน…อาศัยสิ่งใด?
หรือว่าภายในเงามืดนั้นยังมีโชควาสนามหาศาลแอบซ่อนอยู่?
ชาติก่อน ข้ากระทั่งทำลายนิกายกระบี่ลงได้ แต่กลับไม่เคยเห็นเงาของฝูเยาเจินเหรินเลย จนภายหลังเขากลับปรากฏขึ้นมาจากที่ใดก็ไม่รู้
บางที…เขาอาจซ่อนตัวอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรกก็เป็นได้
ยิ่งคิด ลวี่หยางก็ยิ่งเต็มไปด้วยความสงสัยต่อเงามืด ความคิดวนเวียนไม่หยุด และในห้วงสมองก็ฉายภาพความทรงจำของ ไท่ เกี่ยวกับเส้นทางสู่ความเป็นเซียนขึ้นมาอีกครั้ง
นั่นคือประตูบานหนึ่งที่ปรากฏขึ้นโดยไร้เหตุผล
ยามเปิดออก ฟ้าดินทั้งปวงสะท้านสะเทือน มนตราโบราณดังก้องไปทั่วทุกสารทิศ คล้ายพิธีบูชาอันยาวนานจากกาลเก่าไกลโพ้น กระทั่งยังมีร่างศพลอยหล่นลงมาจากความว่างเปล่า
นอกจากนี้ ยังมีเงาอาคารสิ่งก่อสร้างมากมาย
อาศัยความทรงจำของ ไท่ ลวี่หยางได้เห็นโฉมหน้าแท้จริงของ เส้นทางสู่ความเป็นเซียน เห็นเงาภาพอันยิ่งใหญ่อลังการดุจพระราชวังมหึมา ตั้งตระหง่านอยู่ภายใน
ในครั้งนั้น ไท่ ยังเข้าใจผิด คิดว่านั่นคือมหันตภัย จนเมื่อเขาพยายามเข้าใกล้เพื่อหยุดยั้งหายนะนั้น จึงค้นพบว่าแสงเซียนที่พุ่งกระจายออกมาสามารถยืดอายุขัยได้ บำรุงทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ เขาจึงปักใจเชื่อทันทีว่านั่นคือเส้นทางเชื่อมสู่แดนอมตะที่แท้จริง
“แสงเซียนที่ยืดอายุขัยงั้นหรือ?”
ลวี่หยางเบิกตาเล็กน้อย แววตาฉายประกายประหลาดใจ จากนั้นก็หันไปมอง ไท่ โดยไม่ปล่อยโอกาสให้อีกฝ่ายปฏิเสธ จิตเทวะเพียงกวาดผ่านก็หยิบผลึกใสก้อนหนึ่งออกมา
นั่นคือสิ่งที่ควบแน่นจากแสงเซียนในอดีต
ไท่ เคยดูดซับไปหนึ่งก้อน ทำให้ความรู้ความสามารถพุ่งพรวด มีชีวิตต่อในชาติที่สอง ทว่าพอจะดูดซับก้อนที่สองกลับไร้ผล จึงเลือกเก็บรักษาไว้แนบกาย
เพราะเขาพบว่า หากผลึกแสงเซียนนี้เก็บติดตัวไว้ จะสามารถตรึงตราชีวิตได้ ทำให้ยามจำศีลอยู่ในเขตหวงห้ามไม่ถูกรุกรานโดยกาลเวลา และในครั้งนั้นยังมีผลึกแสงเซียนแตกกระจายออกมาอีกมาก จนจักรพรรดิรุ่นหลังแทบทุกคนล้วนมีติดตัว
ลวี่หยางถือผลึกไว้ในมือ รับรู้ชั่วครู่
เป็นจริงดังคาด…นี่มันคือภาพลักษณ์! ภาพลักษณ์ที่ควบแน่น!
ในพริบตา ดวงตาของลวี่หยางก็ทอแสงสว่าง และนี่คือผลึกภาพลักษณ์แห่งกาลเวลา! ไท่ที่ดูดซับมันเข้าไป แท้จริงแล้วก็หาใช่การยืดอายุขัยไม่
แต่เป็นเพราะกาลเวลาส่วนตัวของเขาถูกทำให้เชื่องช้าลงต่างหาก!
สำหรับผลึกภาพลักษณ์เช่นนี้ ลวี่หยางหาได้ให้ความสนใจไม่ สิ่งที่เขาสนใจแท้จริงกลับเป็นต้นกำเนิดของภาพลักษณ์ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นตำแหน่งมรรคผลอันทรงพลังถึงขีดสุด
แต่ไม่นาน เขาก็ขมวดคิ้วขึ้น
“เส้นทางสู่ความเป็นเซียน…ถูกปิดไปแล้วหรือ?”
ได้ยินคำถามเช่นนี้ ไท่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ซึ่งอยากแสดงตัวตนมานานแล้ว ก็รีบเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันนอบน้อม “แม้จะปิดไป แต่ก็ใกล้ถึงเวลาที่จะเปิดขึ้นอีกครั้งแล้ว”
“พวกเราจักรพรรดิทั้งหลาย ถึงได้เข้าสู่การหลับใหล แปรเปลี่ยนกายาเป็นเขตหวงห้าม ก็เพราะรอเวลาที่เส้นทางสู่ความเป็นเซียนเปิดอีกครา เพื่อให้ในกาลที่ถูกต้อง ณ สถานที่ที่ถูกต้อง เราจะบุกเข้าไปพร้อมกัน ครั้งอดีตข้ามีเพียงกำลังของคนเดียว จึงไร้เรี่ยวแรง แต่ครานี้มีจักรพรรดิสิบองค์ร่วมมือ เว้นเสียแต่แท้จริงจะมีเซียนปรากฏ มิฉะนั้นไร้ผู้ใดจะต้านเราได้!”
แต่บัดนี้ เรื่องเหล่านั้นกลับไม่สำคัญอีกแล้ว
สายตาของ ไท่ ร้อนแรงยิ่งนัก ในใจยืนยันแล้วว่าลวี่หยางคือเซียนแท้ผู้ที่เขาเฝ้ารอมาตลอด การได้เฝ้าอยู่ต่อหน้าเซียนแท้จริง จะน่าเชื่อถือกว่าสิ่งใดบนเส้นทางสู่ความเป็นเซียนเสียอีก
คิดได้ดังนั้น เขาก็ทรุดกายคุกเข่าลงกับพื้นโดยไม่ลังเล
“ศิษย์ผู้น้อยไท่ ตั้งแต่นี้ขอยอมพลีชีวิตติดตามเบื้องบาท ไม่เกรงกลัวความตาย ขอเพียงท่านเซียนประทานธรรม ช่วยเหลือภพสวรรค์นี้ให้รอดพ้น ศิษย์ผู้น้อยจะสำนึกในพระคุณมิรู้ลืม!”
คำพูดนี้ทำให้ลวี่หยางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เจ้าไม่ปรารถนาจะได้ชีวิตอมตะหรือ?”
ไท่เมื่อได้ยินก็ส่ายศีรษะช้า ๆ
“ศิษย์ผู้น้อยไม่กล้าโลภมาก เพียงวิงวอนให้ท่านเซียนช่วยภพสวรรค์นี้ให้รอด ส่วนความเป็นอมตะ…นั่นคือความใฝ่ฝันส่วนตน ข้าไม่กล้าหวังไกลนัก ขอยอมพลีชีวิตในเส้นทางสู่ความเป็นเซียนแทน”
ถ้อยคำเพิ่งจบ ลวี่หยางก็หัวเราะเบา ๆ สีหน้าฉายความรู้สึกสะท้อนใจ
ทั้งที่ล้วนเป็นผู้ถือกำเนิดจาก ภพสวรรค์เล็ก ทั้งที่ต่างก็ทำเพื่อปกปักรักษาภพสวรรค์ของตน สิ่งนี้ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึง ซั่วฮ่วน
“ก็ดีแล้ว”
คำพูดพลิกเปลี่ยน ลวี่หยางเอ่ยต่อ “ในนิกายของข้ามีสหายเต๋าผู้หนึ่ง เปิด [สวรรค์หวนซวี] กับเจ้าก็มีวาสนาต่อกัน ในเมื่อเจ้ามีความจริงใจ ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์แทนสหายข้าดีหรือไม่?”
ไท่มิรอช้า ค้อมกายลงศีรษะกระแทกพื้น “ขอคารวะท่านประมุข”
เขามองเห็นอย่างชัดแจ้ง ตรงหน้าคือเซียนแท้ผู้ยังคงดำรงอยู่ เมื่อเทียบกับการสืบทอดสายเลือดเซียนอันเลื่อนลอยแล้ว ตนเล่าเป็นสิ่งใด? ยามนี้ใช่ว่าจะรักษาเกียรติของจักรพรรดิไว้ได้
ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายมีค่าดั่งทองคำ
ยามนี้เอง…คือเวลาที่ต้องก้มลง!
ยิ่งไปกว่านั้น ลวี่หยางยังกล่าวถึงสหายเต๋า แสดงว่าอีกฝ่ายมิใช่เซียนเพียงผู้เดียว หากแต่มีทั้งนิกายที่ซ่อนเร้นอยู่ เบื้องหลังย่อมใหญ่หลวงเกินตนคาด หากจะว่ากันจริง ๆ บางทีนี่อาจเป็นโอกาสที่เขาได้ประโยชน์เสียด้วยซ้ำ!