เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 674 หงยวิ๋นผู้ถูกรังแก
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 674 หงยวิ๋นผู้ถูกรังแก
บทที่ 674 หงยวิ๋นผู้ถูกรังแก
เจียงเป่ย หุบเขาลี้ลับแห่งหนึ่ง
ลมเหนือคำราม หิมะขาวโพลน ทำให้ฟ้าดินปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็ง ตกลงบนกระท่อมมุงจากหลังหนึ่งในป่าเขา ท่ามกลางหิมะที่ตกหนักราวปุยนุ่น ชายผู้หนึ่งยืนประสานมือไว้เบื้องหลัง
“หิมะตกหนักเสียจริง…”
เขาสวมเสื้อคลุมขนกระเรียน มุมปากเปื้อนรอยยิ้ม พัดขนนกโบกไหวเบาๆ ท่วงท่าสง่างามสำราญใจ มองแวบแรกราวกับเป็นเพียงคุณชายตระกูลใหญ่ที่ออกมาชมหิมะ
เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางหิมะ หิมะโปรยพรำทั้งฟ้าดินพลันไร้แสงสว่าง ทุกสรรพสิ่งราวกับโอบล้อมหมุนวนอยู่รอบกายเขาเพียงผู้เดียว ดุจเป็นศูนย์รวมแห่งโชคทรัพย์ โชควาสนา และลาภลอยทั้งปวง เป็นบุตรแห่งสวรรค์โดยแท้ ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะเกิดความอิจฉาและชิงชัง
บุรุษผู้นั้น คือหงยวิ๋นเจินเหริน!
ขณะนั้นเองหงยวิ๋นกำลังทำการตัดสินใจที่หนักที่สุดในชีวิตว่าจะเดินทางไปยังใต้ทะเลสาบทางเจียงหนาน เพื่อชิงเอาเศษเสี้ยวถ้ำสวรรค์ที่ตนเคยครอบครองกลับคืนมาหรือไม่
‘เศษนั้นต้องมีปัญหาแน่…’
‘มันบังเอิญเกินไป…’
‘แต่หากไม่เอากลับมา ข้าจะต้องรอไปถึงเมื่อไรจึงจะฟื้นสู่ขั้นวางรากฐานสมบูรณ์ บรรลุการแสวงหาโอสถทองคำขึ้นครองตำแหน่ง เกรงว่าแม้แต่ขั้นกลางของวางรากฐานยังไม่อาจกลับไปได้เลย…’
เพียงคิดว่ากระทั่งจ้าวยอดเขาปะสานฟ้าผู้ต่ำต้อยยังกล้าแยกเขี้ยวใส่ตนเอง หงยวิ๋นก็รู้สึกอัดอั้น คั่งแค้นเดือดดาลอยู่ครู่ใหญ่จึงค่อยสงบใจลงได้ เขาประสานมือทำมุทรา ร่ายคาถา เริ่มคำนวณเหตุและผล เสี่ยงทายตรวจชะตา หวังจะหยั่งรู้เคราะห์ดีเคราะห์ร้ายเพื่อทำการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด
ทว่าเสี่ยงทายติดต่อกันหลายครั้งกลับได้ผลลัพธ์ว่างเปล่าไม่พบสิ่งใด
หงยวิ๋นจึงอดถอนหายใจมิได้ หวนคิดถึงเมื่อครั้งอดีตที่ตนไม่สนใจแม้กระทั่งสวรรค์ กลับฝืนกลืนตำแหน่งมรรคผลนอกรีตเข้าไปอย่างมุทะลุ
เมื่อย้อนมองอดีตแล้ว ตอนนั้นมันจะยากเย็นอย่างนี้ที่ไหน…
ในอดีตไม่ว่าหงยวิ๋นจะคิดทำสิ่งใด เพียงยกมือคำนวณเล็กน้อย ภายใต้การคุ้มครองจากฟ้าดิน บารมีโชคลาภสวรรค์ก็จะหนุนส่งให้แจ่มชัด ผลทำนายก็จะบอกผลลัพธ์แก่ตนเองได้ในทันทีว่าเป็นดีหรือร้าย
แต่เวลานี้กลับมิใช่อีกแล้ว
ไม่ว่าตนเองจะคำนวณอย่างไร ฟ้าดินก็มิได้ให้การตอบกลับ กระทั่งโชคชะตาก็ต้องให้เขาเองไปวางเหยื่อบุตรแห่งโชคชะตา จากนั้นก็กลืนกินจึงจะสามารถที่จะรักษาสภาพไว้ได้
หรือว่า…ควรหลบหนีเสียดี?
หงยวิ๋นยกมือกดขมับ พลันความทุกข์รุมเร้าไม่หยุด ใจหนึ่งก็พลันนึกถึงการจัดวางที่ตนฝากไว้ ณ ฟากฟ้านอกโลก แต่…นั่นคือหนทางสุดท้ายจริง ๆ บัดนี้ถึงคราวต้องใช้แล้วหรือไม่?
ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือความหวาดกลัว
หากก้าวออกไปสู่นอกฟ้า ย่อมพ้นจากอำนาจของยมโลกไปโดยสิ้นเชิง เช่นนั้นแล้ว ไพ่ตายที่ใหญ่ที่สุดในการรักษาชีวิตของเขา การฆ่าตัวตายแล้วผ่านยมโลกไปเกิดใหม่ก็จะไร้ประโยชน์
แต่หากศัตรูลึกลับผู้เคยสังหารตนเมื่อคราวนั้น กำลังซุ่มรออยู่ ณ ฟากฟ้านอกโลกเล่า? เพียงเหยียบย่างออกไป แค่ก้าวแรก มือยักษ์ก็คว้าลงมา แล้วบดขยี้จนวิญญาณสิ้นสูญ นั่นจักเป็นหายนะไร้หนทางรอด ฟ้าก็ไร้หนทาง สู่ดินก็ไร้ทาง แม้ร้องจนคอแตกก็หามีใครมาช่วยเหลือไม่
คิดวนไปเวียนมาอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายหงยวิ๋นก็ตัดสินใจได้ในที่สุด
“ยังไงก็ต้องไปเจียงหนานแล้วละ”
“แต่ก่อนหน้านั้นต้องให้หงจวี่ใช้โชควาสนา ช่วยข้าใช้【คัมภีร์ยันต์สลับชะตาร่วมชีวิต】สร้างหลักประกันไว้ก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าข้าจะสามารถได้เศษเสี้ยวถ้ำสวรรค์มา”
เมื่อคิดได้ดังนั้น หงยวิ๋นก็กระชับมุทรา กดลงตามเคล็ดลับ ส่งสารติดต่อออกไปในบัดดล
ครู่ต่อมา ก็เห็นท่ามกลางหิมะที่ตกหนัก มีลำแสงสว่างสายหนึ่งพุ่งผ่านฟ้ามา พลันแยกออก นั่นคือหงจวี่ผู้รับสารรีบเร่งมา
ทว่าผู้ซึ่งหงยวิ๋นแต่งตั้งให้เป็นผู้คุ้มภัยคนนี้ ผู้ที่บรรลุขั้นวางรากฐานสมบูรณ์และร่วมชีพกับแก่นแท้ทองคำ กลับฉายแววหน้าเคร่งขรึมยิ่งนัก คิ้วทั้งสองขมวดแน่น ราวกับมีความกังวลอันใหญ่หลวง แม้จะมาถึงตรงหน้าหงยวิ๋นแล้วก็ยังมิได้คลายออก ตรงกันข้ามกลับหนักแน่นยิ่งกว่าเดิม
“เกิดอันใดขึ้น?”
เมื่อเห็นดังนั้น หงยวิ๋นก็อดแปลกใจมิได้ เอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “หรือว่านิกายมีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้วหรือ? หรือว่าจงกวงเจ้าหนุ่มนั่นเตรียมตัวจะบรรลุโอสถทองคำแล้ว?”
“เรียนนายท่าน มิใช่เช่นนั้น”
หงจวี่ได้ยินก็ตอบพลางส่ายศีรษะ ถอนหายใจหนึ่งครา “เป็นเด็กรุ่นหลังคนหนึ่ง ใช้นามว่า หยวนถู ระยะนี้ข้ากำลังคิดหาวิธีลงมือกำจัดเขาอย่างลับๆ”
“เรื่องนี้เจ้ากล่าวกับข้าแล้ว ข้าก็อนุญาตไปแล้วมิใช่หรือ”
หงยวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “หรือว่ามีสิ่งใดแปรเปลี่ยน?”
“ตามเหตุผลแล้วไม่น่าจะมี” หงจวี่สีหน้าเคร่งเครียดยิ่งนัก กดเสียงต่ำลงกล่าวว่า “แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ระยะนี้ข้ามักเกิดอาการใจสั่นหวั่นไหวอยู่บ่อยครั้ง”
คำพูดนี้ทำให้หงยวิ๋นเคร่งขรึมขึ้นมาโดยพลัน หงจวี่นั้นวางรากฐานสมบูรณ์ อีกทั้งยังผูกพันกับแก่นแท้ทองคำ ความแหลมคมแห่งญาณสัมผัสมิได้ด้อยไปกว่าพวกเจินจวินโอสถทองคำ หากหงจวี่รู้สึกใจสั่นหวั่นไหว เช่นนั้นก็แทบจะแน่ชัดว่ามีปัญหาเกิดขึ้นจริง สิ่งนี้ย่อมทำให้เขาไม่อาจมองข้ามได้เลย
แต่ถึงอย่างไร หงยวิ๋นก็ยังคิดไม่ตก “เพียงศิษย์วางรากฐานขั้นต้นผู้หนึ่ง กลับทำให้เจ้าหวาดหวั่นใจสั่นได้อย่างไร หรือว่าด้านหลังของมันยังมีเจินจวินโอสถทองคำคอยหนุนอยู่?”
นี่กลับเป็นเรื่องยุ่งยากแล้ว
เมื่อครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน หงยวิ๋นจึงหันมองหงจวี่ เอ่ยว่า “นำคัมภีร์ยันต์สลับชะตาร่วมชีวิตออกมาเถิด ข้าจะยืมพลังของตะเกียงดับแสงเพื่อตรวจสอบดูสักหน”
หงยวิ๋นย่อมเป็นผู้รอบคอบ หากมิรอบคอบก็คงไม่อาจมีชีวิตอยู่มาได้ยาวนานถึงเพียงนี้
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้เป็นเพียง “ความเป็นไปได้” ที่จะมีเจินจวินคนใหม่ปรากฏ เขาก็ต้องให้ความสำคัญอย่างเต็มที่ ยอมแลกด้วยค่าตอบแทนอันมหาศาลก็ยังต้องตรวจสอบให้ถ่องแท้
เมื่อได้ยินดังนั้น หงจวี่ก็พลันถอนหายใจโล่งอก
“ขอรับ!”
สำหรับหงยวิ๋นแล้ว หงจวี่ยังคงวางใจอย่างยิ่ง อย่างไรเสียนายท่านของตนผู้นี้แม้ความสามารถในการแสวงหาโอสถทองคำจะไม่มีเท่าใดนัก แต่ความสามารถในการเอาชีวิตรอดกลับสูงมาก
คิดได้ดังนี้ เขาก็เร่งชักนำคัมภีร์ยันต์สลับชะตาร่วมชีวิตออกมา
เมื่อทอดตามองสมบัติแห่งมรรคผลชิ้นนี้ หงยวิ๋นก็อดมิได้ที่จะทอดถอนใจ สมัยนั้นเขาสละแม้การถูกสวรรค์คุ้มครอง กลับหาญกล้ากลืนกินตำแหน่งมรรคผลนอกรีต ก็มิใช่เพื่อมันดอกหรือ
ทว่าขณะเตรียมจะหลอมมันให้กลายเป็นสมบัติแท้จริง กลับพลั้งพลาดสิ้นชีพอย่างไม่คาดฝัน
ผลลัพธ์ก็คือทำให้สมบัติแห่งมรรคผลชิ้นนี้ กลายเป็นของครึ่งๆ กลางๆ สูงก็ไม่ถึง ต่ำก็ไม่ใช่ มิเช่นนั้นแล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมาที่ตนพยายามหวนคืนสู่โอสถทองคำ ก็คงมิได้ยากเย็นถึงเพียงนี้
ครานี้หงยวิ๋นรู้สึกหลากอารมณ์ปะปน ทั้งยังอดมิได้ที่จะหวนรำลึกถึงยุคสมัยรุ่งเรืองที่สุดของตน ในครั้งนั้น เทียนอวิ้นหมิงกวงเจินจวิน เลื่องลือเกริกไกร แท้จริงแล้วเป็นบุตรแห่งฟ้า ผู้รุ่งโรจน์แห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ แต่โลกียะแปรผัน เหตุการณ์ผันผวน จวบจนวันนี้กลับกลายเป็นเพียงตัวตลกในสายตาของผู้คนทั่วหล้า
ในห้วงขณะนั้น หงยวิ๋นกลับเหม่อลอยไปชั่วขณะ
เขาถึงกับลืมเหยียดมือไปรับคัมภีร์ยันต์สลับชะตาร่วมชีวิตที่หงจวี่ยื่นมาให้ มิเอื้อนเอ่ยวาจาใด เพียงแต่ยืนคงที่ดังรูปสลักดินเหนียวหรือไม้แกะ หยุดแน่นิ่งอยู่กับที่
ยังดีที่ข้างกายเขามีผู้ใจดี เอื้อมมือออกไปรับสมบัติแห่งมรรคผลชิ้นนั้นแทน แล้วค่อยๆ เปิดออก พลางกวาดสายตาอ่านอย่างจริงจัง
“…หืม?”
เมื่อทอดมองภาพนั้น หงยวิ๋นก็พลันสะดุ้งวูบขึ้นมา
มีอะไรไม่ถูกต้องรึเปล่า?
เขาหันศีรษะมองไปยังบุรุษที่ยืนอยู่ด้านข้าง ดวงตาสีดำขลับสะท้อนให้เห็นโฉมหน้าคมคายสง่างาม นัยน์ตาแฝงรอยยิ้ม ชวนให้แลดูพิศวงอย่างถึงที่สุด
ต่อจากนั้น เขาก็เหลือบตามองไปยังหงจวี่ที่ยืนอยู่อีกฟากหนึ่ง เห็นอีกฝ่ายทำหน้าขึงขังจริงจัง มองตนโดยไม่เผยพิรุธใดแม้เพียงน้อย แววตาไม่มีความผิดแผก คล้ายกับตั้งแต่ต้นที่นี่ก็มีบุรุษสามคนอยู่แล้ว ชายหนุ่มรูปงามที่ยืนอยู่ข้างกายเขา ดูราวกับควรจะอยู่ตรงนั้นแต่แรก ฉะนั้นเขาจึงคลายความสงสัยลงในทันที
อืม ไม่น่ามีสิ่งใดผิดปกติ เป็นเราเองที่คิดไปเอง
เมื่อความคิดดังกล่าวผุดขึ้น หงยวิ๋นก็หัวเราะเบาๆ พลางหันไปมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างตัว กล่าวขึ้นว่า “ยังดีที่มีสหายลวี่อยู่ด้วย หาไม่แล้ว ข้าคงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี”
สิ้นวาจา แววตาของเขาพลันกระจ่างใสชัดเจนขึ้นมา
“น่าเสียดายนักที่วันนี้ข้ายังมิอาจบรรลุฐานะโอสถทองคำได้ วิถีแห่งธรรมะขาดข้าไป ต้องให้สหายลวี่เจ้าลำบากรับภาระแทน แต่ก็นับว่าตลอดหลายปีมานี้ท่านลำบากหนักหนาแล้วจริงๆ”
“เรื่องอะไรเล่า เป็นหน้าที่ที่ข้าพึงกระทำอยู่แล้ว”
ลวี่ยางเพียงยิ้มบางๆ อยู่เบื้องหน้า เบื้องหลังของเขา ธงสั่งสอนวิถีธรรม โบกสะบัด ความอัศจรรย์สั่งสอน กลายเป็นหมอกดำหนาทึบทะลักออกมาอย่างไม่ขาดสาย แผ่กระจายเต็มไปทั่วฟ้าดิน ทั้งหงยวิ๋นและหงจวี่ต่างก็ดูดกลืนเข้าไปทีละน้อย ทว่ากลับไม่รู้สึกสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นภาพนั้น รอยยิ้มของลวี่ยางก็ยิ่งจริงใจและแจ่มชัดขึ้นกว่าเดิม
เพราะหนี้เก่าที่ติดค้างไว้ เขายังจำได้แจ่มแจ้งทุกประการ!
หวนคิดถึงกาลก่อน ในชาติที่สามของข้า ก็เพราะไอ้เจ้าหงยวิ๋นคนนี้โผล่มาเฉียบพลัน มารังแกข้าเสียยับเยิน… วันนี้ในที่สุดก็ถึงตาข้าโต้กลับบ้างแล้ว!