เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 675 ข้าก็นับเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังแล้ว!
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 675 ข้าก็นับเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังแล้ว!
บทที่ 675 ข้าก็นับเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังแล้ว!
หิมะโปรยปราย ลวี่หยางสวมอาภรณ์ดำสนิทปลิวสะบัดต้านสายลม ยืนทอดมองหงยวิ๋นและหงจวี่เบื้องหน้าอย่างยิ้มละไม มือทั้งสองประสานทำมุทราแน่นหนา
วิธีการสร้าง【กายาแห่งชีวิต】โดยทั่วไปมีสองวิธี
วิธีแรก ย่อมเป็นการนำตนเองมาสร้าง หรือที่เรียกว่าวิชาร่างจำแลง ข้อดีคือเต็มใจทั้งสองฝ่าย การสร้างจึงค่อนข้างง่ายดาย
วิธีที่สอง คือการนำผู้อื่นมาสร้าง
วิธีนี้ย่อมยากขึ้นเป็นอย่างมาก และยิ่งระดับบำเพ็ญสูงก็ยิ่งยาก โดยเฉพาะเมื่อถึงขอบเขตวางรากฐาน ภายใต้การปิดผนึกทะเลแห่งจิตสำนึกอย่างแน่นหนาแทบจะไร้ช่องโหว่
‘ยิ่งไปกว่านั้น หงยวิ๋นยังเป็นเจินจวินสายตรง’
‘เมื่อคราวก่อน ณ เทียนฝู่ เราอาศัยความอัศจรรย์สั่งสอนจนสามารถล่อลวงบรรดาเจินจวินนอกรีตที่สืบทอดตำแหน่งต่อกันมา ให้กลายเป็นคนเขลายืนเรียงแถวสมัครเข้าธงสั่งสอนวิถีธรรมด้วยความเต็มใจ’
‘ทว่ากับหงยวิ๋นนั้น ทำเช่นนั้นมิได้’
‘อย่าคิดว่าตอนนี้เราล่อลวงเขาจนมึนงงไปหมด นั่นเป็นเพราะเรายังมิได้ก้าวล้ำเกินเลย หากเมื่อใดก็ตามที่เราทำเกินขอบเขต เขาย่อมสะดุ้งตื่นขึ้นมาแน่’
หัวใจสำคัญอยู่ที่แก่นแท้ทองคำ
แม้แก่นแท้ทองคำจะเป็นสิ่งที่ในวิชาถ้ำสวรรค์นำมาแทนที่จิตใจแห่งมรรคผล แต่ก็ปฏิเสธมิได้ว่า แก่นแท้ทองคำได้เข้ามาสวมทับหน้าที่ส่วนหนึ่งของมันไปแล้ว
‘ความแตกต่างของทั้งสองสิ่ง ก็ประหนึ่งระหว่างของภายนอกกับตนเอง ล้วนเป็นสิ่งค้ำจุนความเป็นตัวตนทั้งสิ้น หากบ่มเพาะจิตใจแห่งมรรคผล คือการเสริมสร้างตัวตนให้มั่นคง แต่การบ่มเพาะแก่นแท้ทองคำกลับเปรียบเหมือนการสวมเกราะเหล็กให้กับตนเอง ช่วงต้นหนทางย่อมเป็นประโยชน์กว่า ทว่าเมื่อยิ่งก้าวไกลออกไป บทบาทของจิตใจแห่งมรรคผลย่อมเด่นชัดกว่าหลายเท่า’
‘แต่…ก็มิใช่ว่าจะไม่มีทางอ้อม’
ลวี่หยางพลันหวนคิดว่องไว ทว่าบนใบหน้ายังคงสงบมั่น ไม่แย้มให้เห็นสิ่งใด เพียงแค่ยกยิ้มเอื้อนเอ่ยว่า
“สหายเต๋าหงยวิ๋น เมื่อเร็วๆ นี้ข้าได้ค้นพบเคล็ดวิชาลับแขนงหนึ่ง บางทีอาจจะสามารถช่วยให้ท่านกลับคืนสู่ตำแหน่งเจินจวินได้อย่างรวดเร็ว ครั้งนี้จึงได้นำมาให้ท่านเป็นพิเศษ”
“โอ้ เป็นเรื่องจริงรึ?”
ทันทีที่ได้ยินวาจานั้น ความกระหายอยากคืนฐานะอย่างแรงกล้าก็แล่นผ่านดวงตาของหงยวิ๋น แววตาสว่างวาบเอื้อนถ้อยคำเร่งร้อนว่า
“สหายเต๋า จงรีบนำมาให้ข้าดูเถิด ภายภาคหน้าข้าย่อมตอบแทนท่านอย่างงาม!”
ลวี่หยางมิได้รีบร้อน เพียงค่อยๆ เอื้อมมือหยิบสิ่งหนึ่งออกมา
คัมภีร์รักษากายาเปี่ยมชีวิต
【บทหลอมตนกายาแห่งชีวิต】
นี่คือหนึ่งในเคล็ดวิชาลี้ลับแห่ง คัมภีร์รักษากายาเปี่ยมชีวิต แบ่งออกเป็นสองภาค คือภาคมารดาและภาคบุตร ภาคมารดาให้ผู้บำเพ็ญเพียรครอบครอง ส่วนภาคบุตรนั้นสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้
ภาคบุตรนั้นทรงอานุภาพยิ่งนัก ลี้ลับเกินหยั่ง อีกทั้งยังครอบคลุมสรรพสิ่ง ผู้บำเพ็ญหากได้ฝึกจะได้รับประโยชน์นับไม่ถ้วน ความเร็วในการหลอมรวมวิชาเทพก็จะพุ่งพรวดราวติดปีก เพียงแต่ข้อบกพร่องหนึ่งเดียวก็คือ เมื่อฝึกภาคบุตรจนสมบูรณ์แล้ว ก็จะถูกผูกพันโดยทันที กลายเป็นกายาแห่งชีวิตของผู้ที่บำเพ็ญภาคมารดา
นี่ก็เป็นหลุมพรางขนาดมหึมาเช่นกัน…
เห็นทีว่าจ้าววิถีซือฉงนั่นก็คงมิใช่คนดีอันใด ใจดำอำมหิตนัก เพียงแต่ยังมิถึงขั้นเดรัจฉานไร้มนุษยธรรม จึงถูกบรรพจารย์นิกายศักดิ์สิทธิ์ลงมือสังหารไปเสียก่อน
แต่กระนั้น…ครั้งนี้กลับเป็นข้าที่ใช้กลอุบายกับผู้อื่นเสียเอง
คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็พลันรู้สึกว่า กระแสในหมู่เซียนซูที่ผู้บำเพ็ญชั้นสูงมักวางหลุมพรางให้ผู้บำเพ็ญชั้นต่ำเดินตาม แม้จะโหดร้ายทารุณ แต่ก็ยังพอมีคุณค่าให้ชวนขบคิดอยู่บ้าง
ระหว่างความคิดพลุ่งพล่าน หงยวิ๋นก็ได้ยื่นมือรับเอาเคล็ดลับนั้นไปแล้ว
“นี่…วิชานี้ลี้ลับถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”
ชั่วขณะนั้น หงยวิ๋นก็มองเพลินราวกับตกต้องมนตร์ เพราะภาคบุตรนี้ลึกล้ำอย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ยิ่งต่อการเร่งฟื้นฟูพลังและหวนคืนสู่ฐานะเจินจวิน
ถึงขั้นนี้แล้ว หงยวิ๋นยังต้องเอ่ยขอบคุณเขาเสียอีก
“ขอบคุณสหายเต๋าเป็นอย่างยิ่ง!”
ถัดมาเพียงอึดใจเดียว ก็เห็นหงยวิ๋นเก็บคัมภีร์นั้นไว้ แล้วประสานมือโค้งคำนับลวี่หยางอย่างจริงจัง “หากครั้งนี้ข้าสามารถหวนคืนสู่ตำแหน่งโอสถทองคำได้ บุญคุณของสหายเต๋า ข้าย่อมไม่ลืมเลือน!”
“มิเป็นไรหรอก”
ลวี่หยางเพียงโบกมือพลางกวาดสายตาสำรวจหงยวิ๋น ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “สหายเต๋าหากวันหนึ่งหวนคืนตำแหน่งโอสถทองคำได้ สำหรับข้าแล้ว นั่นย่อมเป็นความช่วยเหลืออันยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็ชูนิ้วแตะเบาๆ เบื้องบน เกล็ดหิมะกลางอากาศพลันรวมตัวกัน กลับกลายเป็นโต๊ะเก้าอี้ในพริบตา
“สองสหาย เชิญนั่งเถิด”
ลวี่หยางยกมือส่งสัญญาณ หงยวิ๋นจึงลังเลไปชั่วขณะ ส่วนหงจวี่กลับนั่งลงอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับไม่คิดมากนัก เห็นดังนั้นหงยวิ๋นก็ไม่รอช้าอีกต่อไป ทรุดกายนั่งลงตาม
“ว่าไปแล้ว ครั้งนี้ข้ายังมีเรื่องหนึ่ง อยากสอบถามสหายหงจวี่อยู่บ้าง”
สายตาของลวี่หยางทอดไปยังหงจวี่ เพราะกับหงยวิ๋นนั้นไม่มีสิ่งใดต้องถาม เขาได้ชำระสะสางไปหมดแล้ว มีเพียงหงจวี่ ที่ตนยังรู้จักไม่ลึกซึ้งนัก
“ขอรับ ท่านถามมาเถิด” หงจวี่ก้มศีรษะเอ่ยด้วยความเคารพ
ลวี่หยางได้ยินดังนั้นก็เอานิ้วชี้กดลงบนถ้วยชาที่ก่อตัวจากเกล็ดหิมะ ค่อยๆ หมุนเบาๆ พลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดเสียงลงต่ำ เอื้อนเอ่ยอย่างเนิบช้า
“บุคคลผู้นี้ สหายรู้จักหรือไม่?”
สิ้นคำ เส้นอักษรเล็กละเอียดพลันผุดขึ้นบนโต๊ะน้ำชา จนกลายเป็นภาพเหมือนผู้หนึ่งอย่างสมจริงยิ่งนัก มิใช่ผู้ใดอื่น หากแต่เป็นโฉมหน้าของ มหาเซียนไท่อิน!
ในขณะเดียวกัน เบื้องหลังลวี่หยาง ธงสั่งสอนวิถีธรรม ก็ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ผืนธงพลิ้วสะบัด คลื่นหมอกดำเข้มปนประกายม่วงจางๆ ก่อเป็นม่านคลุมปิดทั้งสามไว้ในวงล้อม ตัดขาดเหตุและผลภายนอก จนผู้อื่นยากจะหยั่งถึงความเป็นไปภายในนี้
หากข้าไม่จำผิด หงยวิ๋นถูกอั้งเซียวลอบโจมตีจนสิ้นชีพเมื่อห้าพันปีก่อน แต่ก่อนตายเขาได้สร้างหงจวี่ขึ้นมา ดังนั้นหากกันว่าตามจริงแล้ว หงจวี่ก็คือบุคคลที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่ห้าพันปีก่อน หากในเวลานั้นมหาเซียนไท่อินเคยปรากฏตัวขึ้นมา เขาก็มีสิทธิ์ที่จะจำได้!
หงยวิ๋นไม่เคยพบ ก็ใช่ว่าหงจวี่จะไม่เคยพบ
เพราะหงยวิ๋นล่วงลับไปก่อน จึงไม่เคยเห็นเป็นเรื่องปกติ ทว่าหงจวี่นั้นต่างออกไป เขาคือผู้ที่มีชีวิตรอดยืนยงมาจากห้าพันปีก่อนจนถึงปัจจุบัน ฐานะและประสบการณ์ลึกล้ำหาที่เปรียบได้ยาก!
“เรื่องนี้…”
สายตาหงจวี่จับจ้องไปยังภาพสตรีโฉมงามผู้เย็นเยียบบนโต๊ะน้ำชา เขาชะงักไปชั่วขณะ คล้ายราวกับนึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ ก่อนที่คิ้วทั้งสองจะขมวดแน่น ราวกับกำลังฝืนขุดรื้อความทรงจำที่เลือนรางอยู่ในใจ…
ท่าทีเช่นนี้ทำให้ลวี่หยางพลันปีติในใจ
มีเบาะแสจริงๆ!?
ถัดมาเพียงชั่วพริบตา หงจวี่ยกศีรษะขึ้นเอ่ยเสียงแผ่ว “บุคคลผู้นี้ ข้าเคยเห็นผ่านตาอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อน เป็นที่บนผาเพลิงศักดิ์สิทธิ์”
“ผาเพลิงศักดิ์สิทธิ์ตรงที่ใด?”
เอ่ยถึงตรงนี้ แววตาหงจวี่ก็ฉายความหวั่นเกรงขึ้นมาอย่างชัดเจน น้ำเสียงกดต่ำยิ่งกว่าเดิม “พูดตามตรง…เป็นภายในตำหนักบรรทมของชิงเฉิงเฟยเสวี่ยเจินจวิน”
ถ้อยคำนี้ทำให้ลวี่หยางหรี่ตาลงทันที
ตำหนักบรรทมเฟยเสวี่ย?
ไม่ถูกต้อง…นั่นมันคือประวัติศาสตร์เทียม!
จากข้อมูลที่ข้าเคยได้มา เฟยเสวี่ยเจินจวินดูเหมือนจะเดินออกมาจากประวัติศาสตร์เทียมนั้น…ที่แท้มหาเซียนไท่อินก็เป็นเช่นนั้นหรือ?
นี่มันยังจะเรียกว่าประวัติศาสตร์เทียมอยู่อีกหรือ!
ไม่เพียงให้กำเนิดหนึ่งในผู้กล้าอันดับหนึ่งในการประลองยุทธ์ห้าพันปี ยังให้กำเนิดมหาเจินจวินขั้นโอสถทองคำปลาย นี่มันตลาดผู้มีความสามารถของนิกายศักดิ์สิทธิ์ชัดๆ!
คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็หันไปมองหงจวี่ด้วยสายตาจริงจัง
ที่ผ่านมาเรากลับมองข้ามเขาไปเสียได้…
น่าเสียดายที่ไม่อาจฆ่าอีกฝ่ายเพื่อสรุปประสบการณ์ได้ เพราะในฐานะเจินเหรินใหญ่ขั้นวางรากฐานสมบูรณ์ หงจวี่นั้นผูกพันอยู่กับ แก่นทองคำ ของหงยวิ๋นโดยสิ้นเชิง
ในเมื่อเป็นเช่นนี้……
คงต้องลำบากซิ่นอันและจ้าวยอดเขาปะสานฟ้าแล้ว
ลวี่หยางเพียงแค่ขยับความคิด ก็เรียกวิญญาณธงออกมา พาหงจวี่เดินเข้าสู่กระท่อมหญ้าข้างเคียง แล้วสะบัดปลายนิ้วส่ง แสงเร้นลับจำแลงเทพมารดา ลงคลุมร่างนั้นไว้
เมื่อทำทุกสิ่งเรียบร้อย เขาจึงหันกลับไปมองหงยวิ๋น พลางหัวเราะเบาๆ เอื้อนเอ่ยว่า
“หลายปีมานี้ ข้าสืบเสาะอย่างลับๆ ในที่สุดก็ได้สืบจนกระจ่างถึงผู้ที่ลอบทำร้ายสหายเต๋าในตอนนั้นแล้ว”
หงยวิ๋นได้ยินก็พลันชะงักงัน “ผู้ใดกัน!?”
ถ้อยคำยังไม่ทันจบ ลวี่หยางก็ยกนิ้วชี้ออกตรงหน้า นำแผนสำรองมากมายที่หงยวิ๋นทิ้งไว้ในตอนนั้นคืนให้เขาโดยตรง ทำให้สีหน้าของเขาดูแปลกประหลาดไปชั่วขณะ
ผ่านไปเนิ่นนาน หงยวิ๋นถึงค่อยได้สติคืนมา แต่เพียงชั่วพริบตาก็เห็นเขากัดฟันกรอด ฝ่ามือฟาดลงแตกทำลายโต๊ะชาเบื้องหน้าเสียงดัง ดวงตาพลันแผดเผาด้วยเพลิงพิโรธ
“คือมัน…มันสังหารข้า!”
“อั้งเซียว!!!”
เมื่อเห็นฉากนั้น ลวี่หยางจึงเพียงพอใจพยักหน้ารับ ใช้โอกาสที่หงยวิ๋นกำลังคลุ้มคลั่งสะเทือนอารมณ์เร่งเร้าความอัศจรรย์ สั่งสอน ให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม
ชาติภพนี้ ข้าก็นับเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังแล้ว!
ภายภาคหน้าอย่างไรก็หลีกเลี่ยงมิได้ที่จะต้องปะทะกับอั้งเซียว เช่นนั้นก็ให้หงยวิ๋นเป็นเกราะชั้นแรก ส่วนเกราะชั้นที่สอง…ก็ปล่อยให้ซือฉงขึ้นเวทีแทนเถอะ!
ซ้อนกันเป็นชั้นๆ เช่นนี้ไปเรื่อยๆ ให้กายาแห่งชีวิตขึ้นเป็นโล่ชั้นนอกสุดคอยรับเคราะห์แทนตน
อั้งเซียว… กังสิงปู้เต้าเจินจวิน… มหาเซียนไท่อิน… พระผู้เป็นเจ้า…
ทั้งหมดทั้งมวล จงรอไปเถิด ชาติภพนี้ ข้าจะสะสางบัญชีกับพวกเจ้าทีละคน!