เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 679 อั้งเซียว: ผู้ใดกำลังวางแผนเล่นงานข้า?
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 679 อั้งเซียว: ผู้ใดกำลังวางแผนเล่นงานข้า?
บทที่ 679 อั้งเซียว: ผู้ใดกำลังวางแผนเล่นงานข้า?
คิดได้ก็ลงมือทำ ลวี่หยางเริ่มท่องไปในทะเลทุกข์ทันที
ระหว่างนั้นเขาก็พบประโยชน์อันใหญ่หลวงของการไล่ตามเกลียวคลื่นแห่ง ทะเลทุกข์ การไล่ตามมรรคผลนี้มันสามารถค่อยๆ หล่อหลอม เพิ่มพูน ความรู้ความสามารถ ของตนโดยไม่รู้ตัว
ทะเลทุกข์… ทะเลแห่งภาพลักษณ์ไร้ขอบเขต ไม่ได้จำกัดเพียงเซียนซู แต่กลับรวบรวมเอาทะเลแห่งแสงนอกฟ้า และภาพลักษณ์ของภพสวรรค์นับพันล้านรวมเข้าด้วยกัน เป็นมหาสมุทรอันยิ่งใหญ่ การได้ล่องไปในนี้ก็คือการฝึกฝนโดยแท้ ยิ่งพำนักนาน การหยั่งรู้ในมหามรรคก็ย่อมลุ่มลึกยิ่งขึ้น
เมื่อเข้าใจดังนี้ ลวี่หยางก็ยิ่งทุ่มเทมากกว่าเดิม
อีกทั้งเมื่อหยวนถูและหงยวิ๋นต่างปิดด่าน เขาเองก็ต้องการเวลาสั่งสม จึงปล่อยวางดวงจิต เริ่มการปิดด่านยาวนาน
กาลเวลาผันผ่านราวสายธาร ศักราชหมุนเวียนรวดเร็วปานกงจักร
เจียงเป่ย นอกทะเลเมฆเชื่อมฟ้า
“เดรัจฉาน… เจ้าหลอกข้า!”
เสียงคำรามก้องอันแหลมคมสะท้อนฟ้าสะเทือนเมฆ กวัดแกว่งห้วงพายุ เพียงชั่วพริบตาพุทธรัศมีดุจเปลวเพลิงพุ่งขึ้นฉายฟ้า หล่อเลี้ยงฟากนภาให้พร่างพรายด้วยแสงเรืองรองหลากสีแสนพิสดาร
ท่ามกลางแสงพุทธรุ่งโรจน์นั้น อรหันต์ฝูหลงผู้ทนทุกข์สั่งสมเพียรนับสิบปีเผยสีหน้าบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด ทว่าไม่อาจห้ามกายธรรมอันร่วงโรย เสียงดังก้องในใจเพียงเฝ้ามองเรือนร่างสลายกลายเป็นเถ้าธุลี รากฐานแห่งมรรคผล ถูกสายลมแรงเพียงกระโชกเดียวพัดแตกกระจายไร้เหลือ ทิ้งไว้เพียงวิญญาณหนึ่งล่องลอยปราศจากที่พึ่งพิง พลันถูกดึงสู่ยมโลก
“ข้าไม่ยอม!”
เสียงคำรามสุดท้ายสิ้นสุดลง ก็เห็นแสงเงาสายหนึ่งปรากฏขึ้น ณ ที่เดิม หยวนถูที่มีรูปลักษณ์เหมือนกับลวี่หยางทุกประการก็เดินย่างก้าวออกมาจากความว่างเปล่า
“สหายฝูหลง…เกรงใจเกินไปแล้ว!”
ใบหน้าของหยวนถูฉายรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ชั่วร้าย มือหนึ่งตวัดออกพลันคว้าสิ่งหนึ่งมา นั้นก็คือ พระธาตุกายทองคำ อันเป็นสิ่งที่เหลืออยู่หลังอรหันต์ฝูหลงสิ้นชีพ ซึ่งถูกเก็บเข้าสู่อุ้งมือตนอย่างไม่ลังเล
“วิเศษจริงๆ ข้าช่างโชคดีเสียจริง!”
หยวนถูพยักหน้าด้วยความพอใจ พระธาตุในฐานะของวิเศษขั้นวางรากฐานที่เกิดจากร่างของอรหันต์หลังความตาย นับว่าเป็นที่ต้องการอย่างมากในนิกายศักดิ์สิทธิ์
ไม่นานเขาก็กดจิตสงบ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นภายในใจ
“ท่านอาวุโสซือฉง ความคิดของท่านช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!”
ภายในทะเลแห่งจิตสำนึกของหยวนถู แสงทองคำเล็กๆ พลันสว่างวาบออกมา เผยให้เห็นร่างของซือฉง ปรากฏเป็นชายชราผมขาวคิ้วขาว ใบหน้าอ่อนโยนดุจท่านปู่ใจดี
“ฮึ่ม…เรื่องแค่นี้นับว่าอันใดกัน”
“ข้าเคยบอกเจ้ามาแล้วมิใช่หรือว่า สู้ด้วยวิชาเทพยังด้อยกว่าสู้ด้วยพลังวิชา สู้ด้วยพลังวิชายังด้อยกว่าสู้ด้วยความรู้ความสามารถ สู้ด้วยความรู้ความสามารถยังด้อยกว่าสู้ด้วยอายุขัย…ผู้ใดอยู่รอดยืนยาว ผู้นั้นถึงเป็นของแท้!”
“เป็นความจริงยิ่งนัก!”
หยวนถูพยักหน้ารับทันที แววตาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นต่อซือฉง พลางเอ่ยถามต่อด้วยความเคารพว่า “เรียนถามผู้อาวุโส ข้าควรบำเพ็ญเพียรต่อไปในแนวทางใดจึงจะเหมาะสมที่สุด?”
หากเปรียบกับเส้นทางของลวี่หยางในชาติก่อนแล้ว ประสบการณ์ของหยวนถูแตกต่างไปไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อครั้งลวี่หยางยอมสละตน แบกรับการทดสอบอันโหดร้ายจากฮูหยินรั่วเซียงแทนเขา จนทำให้เขาสูญเสียโอกาสเข้าครอง ยอดเขาปะสานฟ้า ไปโดยสิ้นเชิง
แต่เมื่อปราศจากฉากหลังของยอดเขาปะสานฟ้าแล้ว คัมภีร์พินิจโอสถทองคำก็ย่อมไม่อาจกล่าวถึงได้
ผลลัพธ์ก็คือ เสียโอกาสไปไม่น้อยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ลวี่หยางยังคงทิ้งผู้เฒ่าซือฉงติดตัวเอาไว้ให้เขา เพียงหนึ่งเดียวนี้ก็เพียงพอจะทดแทนคัมภีร์พินิจโอสถทองคำได้อย่างสมบูรณ์ สามารถให้คำชี้แนะที่จำเป็นแก่เขาได้ทุกเมื่อ
ดังเช่นในยามนี้เอง
“เจ้าในตอนนี้ได้รับโชคชาตาแห่งสำนักเสินอู่มาเต็มเปี่ยม ภายใต้การสัมผัสฟ้าดิน ในไม่ช้าก็จะสามารถค้นพบที่อยู่ของวาสนาของตนเองได้ หากข้าคาดการณ์ไม่ผิดก็น่าจะอยู่ที่โพ้นทะเล”
“ส่วนธาตุฟ้าศักดิ์สิทธิ์และพิภพลี้ลับสายแรกที่เจ้าจะต้องบ่มเพาะนั้น ควรเป็นพิภพลี้ลับดินธาตุอู้”
คำชี้แนะของซือฉงสำหรับหยวนถูนั้นเสมือนน้ำทิพย์รดหัวใจ ทำให้หนุ่มผู้ดูซื่อๆ คนนั้นเผยแววสำนึกในบุญคุณออกมา พลันประสานมือคำนับกล่าวด้วยความซาบซึ้งว่า
“คุณความดีของท่านอาวุโส หยวนถูจักมิอาจลืมตราบชั่วชีวิต!”
“จะไปเกรงใจสิ่งใดกัน…รีบไปเถิด”
ซือฉงเอื้อนเอ่ยพร้อมโบกมือเบาๆ ส่งสายตามองตามแผ่นหลังของหยวนถูที่ค่อยๆ ถอนจิตออกจากทะเลแห่งจิตสำนึกและหายลับไป ครานั้นเองเขาจึงแผ่วถอนหายใจออกมาอย่างมิอาจสังเกตได้ แววตาฉายแววกึ่งโศกกึ่งสังเวช
ในฐานะกายาแห่งชีวิต หยวนถูสืบทอดความทรงจำและอุปนิสัยส่วนใหญ่ของลวี่หยางมาแทบสิ้น แต่ทว่าด้วยความที่ไร้คัมภีร์ร้อยชาติ ไร้ประสบการณ์จากการถูกซัดทิ้งให้ตายซ้ำแล้วซ้ำเล่ามิรู้กี่ภพชาติ หยวนถูเมื่อเทียบกับลวี่หยางแล้วย่อมตรงไปตรงมามากกว่า ซื่อสัตย์มากกว่า และต่อซือฉงก็จริงใจเสมอมา
น่าเสียดาย เจ้าถึงจริงใจ แต่ข้าหามีใจจริงด้วยไม่
สิ่งที่เรียกว่าชี้ทางบำเพ็ญเซียน ให้เจ้าฝึกฝนเติบโตขึ้นเพื่อมาช่วยข้าสร้างกายเนื้อใหม่ ที่แท้ก็เป็นเรื่องลวงทั้งสิ้น หาใช่อะไรอื่นไม่ นอกจากภารกิจของสหายลวี่เท่านั้น…
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ซือฉงก็พลันขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ชั่วขณะถัดมา เสียงของลวี่หยางก็ดังขึ้นในหูเขา “สหายเต๋าซือฉง ทางด้านหยวนถูเป็นเช่นไรบ้าง? เดินไปตามร่องรอยที่เราวางไว้หรือไม่?”
ซือฉงรีบพยักหน้า “ทูลตอบสหายเต๋า ทุกอย่างราบรื่นดี”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ลำบากสหายเต๋าแล้ว”
เอ่ยจบ ลวี่หยางก็ดึงตนออกจากทะเลทุกข์ การเร้นร่างอยู่กลางห้วงมหานทีแห่งภาพลักษณ์นี้กินเวลานานถึงยี่สิบปีเต็ม ทำให้กลิ่นอายของเขายิ่งหนักแน่นมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ
“ข้าจะให้หงจวี่ทางนั้นประสานกับสหายเต๋า เพื่อจัดเตรียมการลงมือ”
เสียงนั้นค่อยๆ เลือนหายไป ลวี่หยางก็สะบัดความคิดเรื่องซือฉงออกไป แล้วเงยหน้าขึ้น สายตาทอดไกลไปเบื้องหน้า อั้งเซียว…เกรงว่าคงเริ่มขยับแล้วกระมัง?
เขามีความมั่นใจต่ออั้งเซียว
เพราะครั้งที่ช่วยหงยวิ๋นทำลายอุปสรรคแห่งญาณรู้นั้น เขาไม่ได้ปิดบังอำพรางเลย ด้วยความเฉียบแหลมของอั้งเซียว ย่อมต้องรู้สึกว่ามีสิ่งผิดปกติ และเลือกจะเคลื่อนไหว นี่ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว
เพียงแต่ว่า ยี่สิบปีมานี้ เขากับหงยวิ๋นเร้นกายอยู่ในป่าทึบลี้ลับที่ตัดขาดเหตุและผลโดยสิ้นเชิง ต่อให้อั้งเซียวเก่งกาจเพียงใด ก็เปรียบเสมือนแม่บ้านที่ฉลาดก็ยากจะหุงข้าวโดยไม่มีข้าวสาร จะค้นหาเท่าไรก็ไม่อาจพบเจอ เวลานี้เขาคงกำลังตกอยู่ในสภาวะหวาดระแวงแคลงใจ เต็มไปด้วยความลังเล ซึ่งนั่นก็ตรงเข้ากับกลอุบายของลวี่หยางโดยสมบูรณ์
คิดจะกลืนกินตะเกียงดับแสงหรือ? อั้งเซียว เจ้าก็คืออุปสรรคใหญ่ที่สุด… เช่นนั้นข้าก็จะเล่นงานเจ้าก่อน!
เมื่อนึกถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็หัวเราะเย็นเฉียบขึ้นมาในใจ อั้งเซียว เอ๋ย อั้งเซียว เมื่อชาติที่แล้ว ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้วว่า ความลับของเจ้า…ข้าจะกลืนกินมันไปถึงร้อยชาติพันชาติ!
เพียงแต่ครานั้น ข้าเคลื่อนไหวใหญ่เกินไป จึงทำให้เจ้ารู้ตัวและรอดพ้นไปได้
แต่ในชาติปัจจุบัน…ฮึ่ม! ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้มิมีวันได้กลับมาอีก!
ในเวลาเดียวกัน ภายในผาเพลิงศักดิ์สิทธิ์
พลันมีแสงเหาะหนึ่งสายพุ่งลงมา หงจวี่ประคองบั้นเอวเดินโซซัดโซเซเข้ามายังห้องนิ่งสงบ จากนั้นหยิบเบาะฟางออกมาปูแล้วนั่งลง แต่เพียงครู่ก็อดไม่ได้ที่จะขยับกายพลิกบิดเล็กน้อย
ก้นยังคงเจ็บอยู่บ้าง
ทว่าไม่นาน เขาก็รวบรวมสมาธิได้มั่นคงอีกครั้ง แล้วจึงทำตามคำสั่งของลวี่หยาง หยิบคัมภีร์ยันต์สลับชะตาร่วมชีวิตออกมากางตรงหน้าช้าๆ
“ข้าพูด เจ้าลงมือเขียน”
เสียงของลวี่หยางดังก้องเบาบางในหู ขณะนั้นเขายืนสงบด้วยการประสานมือไว้เบื้องหลัง สายตาภายในใจหวนทบทวนถึงบรรดาแผนการลับที่อั้งเซียวเคยวางไว้ในโลกมนุษย์
วิธีที่อั้งเซียวจะใช้เพื่อแทรกแซงโลกมนุษย์นั้น แท้จริงแล้วไม่ได้มีมากนัก…
“เวลานี้ อาจารย์ลุงจงกวงยังไม่ได้เริ่มแสวงหาโอสถทองคำ เซียนวิญญาณโดยกำเนิดมู่ฉางเซิงทางฝั่งนั้นก็ยังไร้ความเคลื่อนไหว เขาไม่มีกายาวิถีกรรมแห่งมรรคผลไว้ใช้”
“แม้เขาจะยังมีร่างจำแลงหนึ่ง ที่สามารถฝืนเข้ามาในโลกมนุษย์ได้ แม้กระทั่งเผยพลังอานุภาพยิ่งใหญ่ แต่หงยวิ๋นในตอนนี้ก็ยังไม่คู่ควรให้เขาเสียสละถึงเพียงนั้น ข้ายังไม่ได้ลงมือทำสิ่งใด เขามากที่สุดก็แค่คิดจะลองเชิงเท่านั้น หากเป็นเพียงการลองเชิง การใช้ร่างจำแลงย่อมเกินจำเป็น”
หากไม่ใช้กายาวิถีกรรมแห่งมรรคผล ไม่ใช้ร่างจำแลง เช่นนั้นเขาจะเหลือวิธีใด?
“…ตระกูลหลี่แห่งก่านไห่นั่นเอง เซี่ยวไห่เจินเหรินผู้นั้น!”
มุมปากของลวี่หยางแย้มยิ้มเล็กน้อย เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งยากจะคาดเดา เพราะในชาติปางก่อน ภายในแดนลับประตูสวรรค์ทักษิณที่โลกเซวียนหลิง เขาก็เคยเห็นอั้งเซียวควบคุมเซี่ยวไห่เจินเหรินมาแล้ว
เขายังไม่จำเป็นต้องพึ่งการคำนวณเหตุและผลให้มากความเลยด้วยซ้ำ
กล่าวโดยสรุป ตั้งแต่ชาตินี้เป็นต้นไป อั้งเซียวได้วางกลลวงใดไว้ ลวี่หยางก็ล้วนหยั่งรู้ทะลุปรุโปร่งทั้งสิ้น ไร้ความลับใดสามารถปิดบังได้อีก!
ครั้นคิดได้ดังนั้น ลวี่หยางจึงส่งสัญญาณถึงหงจวี่ทันทีว่า
“เขียนลงไปเลย หยวนถูสิ้นชีพด้วยน้ำมือของเซี่ยวไห่เจินเหริน”
สิ้นเสียงนั้น หงจวี่ก็ดึงพลังบุญวาสนาออกมา ใช้จนพร่อง แล้วบันทึกถ้อยคำตามนั้นลงไปในคัมภีร์ยันต์สลับชะตาร่วมชีวิตโดยมิผิดเพี้ยน เพียงพริบตาเดียวก็เร่งเร้าขึ้นซึ่งเพลิงสังหารแห่งสวรรค์!
แทบจะในเวลาเดียวกัน
“หืม?”
เจียงเป่ย ในเมืองเล็กอันกันดาร ครานี้อั้งเซียวที่ยึดครองกายาเซี่ยวไห่เจินเหรินอยู่พลันเงยหน้าขึ้น รู้สึกได้ชัดเจนถึงการพลิกผันของเหตุและผล
ในห้วงนั้นเอง ความเย็นยะเยือกสายหนึ่งก็แล่นพล่านขึ้นมาถึงกลางใจของเขา
“ผู้ใดกัน…กำลังวางแผนเล่นงานข้า?”