เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 680 เล่นงานอั้งเซียว
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 680 เล่นงานอั้งเซียว
บทที่ 680 เล่นงานอั้งเซียว
เหตุและผลผันเปลี่ยน ฟ้าดินก่อเกิดเจตนาฆ่า
สิ่งที่ครั้งหนึ่งทำให้ลวี่หยางต้องบอบช้ำ ถึงกับบีบให้เขาต้องเริ่มชีวิตใหม่อีกครา ความจริงแล้วก็เป็นเพียงเรื่องเท่านี้
ก็เพียงอาศัยใช้สมบัติแห่งตำแหน่งมรรคผลงัดโยงตำแหน่งมรรคผล แล้วยืมอำนาจแห่งตำแหน่งแทนฤทธานุภาพของฟ้าดิน พูดให้ตรงก็คือกับดักที่สร้างมาเพื่อล่อลวงผู้บำเพ็ญขั้นล่าง สำหรับเจินจวินระดับโอสถทองคำนั้นไร้ความหมาย ฉะนั้นอั้งเซียวจึงไม่ใส่ใจเล่ห์น้อยๆ เช่นนี้เลย
“น่าสนใจ…เป็นฝีมือของหงยวิ๋น”
อั้งเซียวเงยคิ้วทอดตามองฟ้า ดวงตาแห่งการหยั่งรู้สว่างดั่งคบเพลิง เห็นชัดถึงร่องรอยของตะเกียงดับแสงที่กำลังส่งผลอยู่บนร่างตน แววตาจึงเผยรอยยิ้มแฝง
ร่างนี้ของเขาสืบทอดมาจากเซี่ยวไห่เจินเหริน แต่ขั้นบำเพ็ญยังเพียงวางรากฐานขั้นต้น
แม้ยี่สิบปีมานี้ เขาจะหาฟ้าศักดิ์สิทธิ์พิภพลี้ลับสายหนึ่งมาในยามว่าง แล้วยกระดับมันจนถึงวางรากฐานขั้นกลาง แต่สำหรับตำแหน่งมรรคผลแล้วก็หาได้แตกต่างอันใดไม่
กล่าวอีกอย่าง เขาแท้จริงก็ตกหลุมพรางอยู่ดี
อั้งเซียวประสานมือทำมุทรา พยากรณ์เหตุและผล ก็สัมผัสได้แจ่มชัดว่าตนเองกับบุคคลผู้หนึ่งซึ่งอยู่ไกลโพ้น ถูกเชื่อมร้อยเข้าด้วยกันด้วยไอสังหารแห่งฟ้าดิน
หากต้องการสลัดให้ขาด ก็เว้นแต่จะต้องทุ่มกำลังเพิ่ม
สำหรับเขาแล้วแน่นอนว่าไม่เป็นปัญหา ทว่าร่างเซี่ยวไห่เจินเหรินนี้กลับมีกำลังจำกัด เกรงว่ารับพลังยิ่งใหญ่มากกว่านี้ไม่ไหวแล้ว
“หยวนถูสิ้นชีพเพราะฝีมือเซี่ยวไห่เจินเหรินหรือ?”
ไม่ช้า อั้งเซียวก็พยากรณ์เนื้อหาของไอสังหารแห่งฟ้าดินออกมาได้ คิ้วพลันยกสูงเล็กน้อย ภายในใจเกิดความฉงนซับซ้อนยากบรรยายอีกครั้ง
เพราะเพียงวลีนี้ก็เปิดเผยข้อมูลได้อย่างน้อยสามประการ
ประการแรก ผู้อยู่เบื้องหลังคงรู้จักเขาเป็นอย่างดี อย่างน้อยต้องทราบเรื่องตระกูลหลี่ มิฉะนั้นคงไม่อาจชี้ตรงไปยังชื่อเซี่ยวไห่เจินเหรินได้
ประการที่สอง ผู้อยู่เบื้องหลังต้องการฆ่าผู้บำเพ็ญที่ใช้สมญานามว่า ‘หยวนถู’
ประการสุดท้าย ซึ่งเป็นนัยในถ้อยคำนั้นด้วย ในเมื่อรู้ถึงตัวตนของเขาแล้ว เหตุใดยังจะให้เขาไปสังหารคนไร้ชื่อเสียงเรียงนามที่ไม่มีใครรู้จักอีก? คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียว
อั้งเซียวใช้ใจตนเดาใจผู้อื่น ครุ่นคิดในใจว่า “ให้ข้าฆ่าคนอาจเป็นเพียงฉากบังหน้า แท้จริงต้องการใช้อันตรายจากฟ้าดินนี้ดึงข้าออกมาแน่!”
อย่างไรก็ดี ภายในใจของเขากลับก่อเกิดความใคร่รู้ที่ไม่เคยมีมาก่อน ก็เพราะผู้อยู่เบื้องหลังเล่นได้ชัดเจนเกินไป ในสายตาเขามิได้คิดจะปิดบังเลยเสียด้วยซ้ำ หากจะว่าพยายามวางกับดัก สู้ว่าเป็นการส่งสารท้าประลอง เชื้อเชิญให้เขาไปพบยังจะตรงกว่า
นี่แหละชวนให้น่าสนใจยิ่งนัก
“ทั้งสามารถมองทะลุอุปสรรคแห่งญาณรู้ของข้าได้ ยังกล้าท้าทายข้าเช่นนี้ คงเป็นเพราะบนเส้นทางมรรคผลมีข้อขัดแย้งกับข้าเป็นแน่ เป็นสหายในนิกายศักดิ์สิทธิ์ผู้ใดกันเล่า?”
อั้งเซียวเป็นบุคคลเช่นไร เพียงครุ่นคิดไม่นานก็จับประเด็นสำคัญได้
“คนผู้นี้เริ่มจากหงยวิ๋น แสดงว่ามุ่งหมายต่อตะเกียงดับแสงกระนั้นหรือ?”
คิดถึงตรงนี้ สีหน้าของเขาก็ค่อยๆ เคร่งขรึมขึ้นมา เพราะตะเกียงดับแสงคือของที่เขาตั้งใจครอบครองโดยเด็ดขาด มิอาจปล่อยให้ผู้ใดเอื้อมแตะต้องได้
จากนั้น เขาก็หันความสนใจกลับมาสู่อันตรายแห่งฟ้าดินอีกครั้ง
“หยวนถู เป็นผู้ใดกันแน่?”
อั้งเซียวนับนิ้วพยากรณ์ ข่าวคราวเกี่ยวกับหยวนถูพลันทะลักเข้ามาในใจทันที: เจินเหรินแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์, วางรากฐานขั้นต้น, เป็นผู้เยาว์ที่เพิ่งก้าวขึ้นสู่ยุคใหม่
“อ้อ กำลังจะไปต่างแดนหรือ?”
“รากฐานแห่งมรรคผลบำเพ็ญเพียรคือ【ดินกำแพงเมือง】 กำลังเตรียมตัวจะไปหา【ดินธาตุอู้】สายหนึ่งที่โพ้นทะเล จุดหมายปลางทางน่าจะเป็น… โอ้? เป็นโลกบำเพ็ญเพียรปี้หยางหรือ?”
คิดมาถึงตรงนี้ อั้งเซียวก็พลันชะงักขึ้น ยกคิ้วขึ้นอย่างฉงน
เขาจำโลกบำเพ็ญเพียรปี้หยางได้ดี เพราะครั้งก่อนนั้น มู่ฉางเซิง เจินเหรินบรรพกาลแสวงหาธารน้ำยืนยาวแล้วพลาดพลั้งถึงตาย ซึ่งซากที่หลงเหลือกลายเป็นวิถีกรรมแห่งมรรคผล อยู่ ณ สถานที่นั้น
นี่มันหมายความว่าอะไร?
จะบอกข้าว่าผู้นั้นรู้ความลับของดินธาตุเฉินแล้วหรือ?
“วิถีกรรมแห่งมรรคผล 【ธารน้ำยืนยาว】 สำหรับข้าแล้วนับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง ขอเพียงนำมาหลอมสักเล็กน้อย ก็จะสามารถหลอมมันให้กลายเป็นร่างจำแลงขั้นวางรากฐานสมบูรณ์ได้”
อั้งเซียวในใจพลันหมุนความคิดว่องไว
แต่ไม่นานก็กลับคืนความสงบ เพราะไม่ว่าจะอย่างไร เมื่อศึกมา ก็ใช้ศึกต้าน เมื่อสายน้ำบ่ามา ก็ใช้ดินทับปิด ด้วยฐานะและพลังที่เขามี ใต้ฟ้านี้ยังมีสิ่งใดต้านทานได้?
คิดถึงตรงนี้ เขาก็ได้ข้อสรุปเด็ดขาดในใจว่า “หยวนถู ในเมื่อหงยวิ๋นและผู้อยู่เบื้องหลังหมายจะฆ่า ข้าจะต้องปกป้องเขา และวิถีกรรมแห่งมรรคผลของธารน้ำยืนยาวนั้น ข้าก็จักยึดไว้! ไม่ว่าฝ่ายนั้นจะวางกลใด หากคิดห้ามข้า ก็ต้องเผยร่องรอยออกมา”
และเพียงอีกฝ่ายเผยร่องรอยแม้เพียงเสี้ยว เขาก็มีหนทางตอบโต้
นี่คือความเชื่อมั่นของอั้งเซียว ผู้โลดแล่นไปทั่วหล้าเป็นหมื่นปี ซ่อนตนในยมโลก แสวงหามรรคผลสู่ก่อกำเนิด เขาแทบไม่จำเป็นต้องวางหมากกับผู้อื่นอีกต่อไป
สิ่งที่เรียกว่าปัญญา ก็เป็นเพียงเครื่องชดเชยยามอำนาจไม่เพียงพอเท่านั้นเอง
ครั้งอดีตเมื่อมรรคผลยังไม่ถึง อาวุธวิเศษและความรู้ความสามารถยังไม่พอ อีกทั้งยังแบกบ่าเต็มไปด้วยเคราะห์กรรมแห่งเหตุและผล เขาจึงจำต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว วางหมากคิดกลยุทธ์เพื่อแสวงหาผลบุญบารมี
ทว่าบัดนี้กลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง
เพราะตอนนี้เขาคือเจินจวินโอสถทองคำขั้นปลาย ธาตุทั้งห้าสมบูรณ์แล้ว มาถึงขั้นนี้แล้ว เว้นเสียแต่จ้าววิถีจะเป็นผู้วางกลเอง หาไม่แล้ว ต่อให้เป็นหลุมพรางลึกเพียงใด เขาก็เพียงก้าวเหยียบให้ราบ
“อั้งเซียวบัดนี้ คงคิดเช่นนี้แน่นอน”
สำหรับความคิดของอั้งเซียว ลวี่หยางผู้เฝ้าศึกษาเขามาหลายชาติภพย่อมเข้าใจถ่องแท้
และก็เพราะคาดคะเนไว้แล้วว่าอั้งเซียวในฐานะมหาเจินจวินแห่งโอสถทองคำ ย่อมถือมั่นด้วยความเชื่อมั่นและหยิ่งทะนง เขาถึงกล้าฟันธงได้ว่าฝ่ายนั้นจะเดินตามบทที่ตนวางไว้ไม่ผิดเพี้ยน
ภายในป่าลึก ลวี่หยางนั่งขัดสมาธิอยู่ มือทั้งสองขยับคำนวณไม่หยุด จนไฟแทบเสียดสีออกมา ความคิดในสมองก็ยังตรวจตราแผนการของตนอย่างต่อเนื่อง
เขาไม่เคยดูแคลนบทบาทของกำลังรบ
สุดท้ายแล้ว หากสิ่งใดพังทลายด้วยแรงตรง ๆ ได้ แล้วเหตุใดต้องสิ้นเปลืองกลอุบายมากมาย? คนที่เพราะกลอุบายแล้วดูแคลนกำลังรบ เดิมทีก็เป็นเพียงกลุ่มคนเขลาที่สามารถคิดได้เท่านั้น
ดังนั้นเป้าหมายของเขาคราวนี้ก็เรียบง่ายมาก
คือการลดทอนอำนาจของอั้งเซียว บีบให้เขาต้องออกมือ ใช้ไพ่ในมือจนพร่อง ให้เขาไม่มีปัจจัยพอจะยับยั้งหงยวิ๋นในการชิงตะเกียงดับแสงคืนกลับไป
“อั้งเซียวมีไพ่ระดับเจินจวินอยู่สองใบ”
“หนึ่งคือโพธิสัตว์จากแดนสุขาวดีนามโพธิสัตว์หลงเซ่อผานอิ๋ง อีกหนึ่งคือร่างจำแลงระดับเจินจวิน หากกำจัดสองสิ่งนี้ได้ ก็เท่ากับตัดแขนขวาของเขาให้ขาด”
“ส่วนอย่างหลังไม่ต้องกังวล เมื่ออาจารย์ลุงจงกวงแสวงหาโอสถทองคำ เขาจะต้องหยิบมันออกมาใช้เอง ประเด็นสำคัญอยู่ที่อย่างแรก นั่นคือไพ่กันพลาดของเขา ในยามคับขันสามารถช่วยเขาชิงเอาทองคำขาวเทียนและทองคำในทรายมารักษาระดับโอสถทองคำขั้นปลายได้ หากเราสามารถทำให้มันไร้ผล…”
คิดถึงตรงนี้ หัวใจของลวี่หยางพลันสะท้านเต้นแรง
มีหวังหรือไม่?
แน่นอนว่าย่อมมีหวัง! เพราะในยามนี้แดนสุขาวดีก็กำลังเพ่งเล็งไปยังหยวนถูอยู่แล้ว เขาสามารถอาศัยมือของหยวนถูส่งผ่านข้อมูลออกไปได้อย่างเงียบเชียบ
แดนสุขาวดีอันกว้างใหญ่ ภายใต้การปกครองของพระผู้เป็นเจ้า จะยอมให้อั้งเซียวเดินหมากได้ง่ายดายเพียงนั้นเชียวหรือ?
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงโพธิสัตว์หลงเซ่อผานอิ๋งยังเป็นเจินจวินอยู่ด้วย หากแดนสุขาวดีไม่รู้ก็พอว่าไปอย่าง แต่เมื่อรู้เข้าจริงแล้ว ย่อมต้องหาทางจัดการ!
เพราะอั้งเซียวแทบจะเป็นปฏิปักษ์ของทั้งผืนแผ่นดินอยู่แล้ว
ชาติที่แล้วที่เขาสำเร็จลุล่วง ส่วนใหญ่ก็เพราะโจมตีแบบสายฟ้าแลบ ทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่ทันตั้งตัว ชาติใหม่นี้ ลวี่หยางไม่คิดจะให้โอกาสเช่นนั้นอีกต่อไป
นี่แหละคืออำนาจของข้อมูล
ตราบใดข้อมูลที่ตนถืออยู่มีน้ำหนักพอ แม้เป็นเจินจวินผู้ยิ่งใหญ่ดุจอั้งเซียว เขาก็ยังสามารถเล่นให้มันอยู่ในฝ่ามือได้!