เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 682 พบพานมู่ฉางเซิงอีกครั้ง
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 682 พบพานมู่ฉางเซิงอีกครั้ง
บทที่ 682 พบพานมู่ฉางเซิงอีกครั้ง
หลังเงียบไปครู่หนึ่ง ลวี่หยางจึงให้คำตอบ
เพียงเห็นเขาประสานมือทำมุทรา เคล็ดวิชาปรากฏ แสงเรืองรองรวมตัวที่ปลายนิ้ว สุดท้ายกลายเป็นคัมภีร์ทองเล่มหนึ่งเปล่งรัศมีรุ้งไหลริน พลิ้วตกลงเบื้องหน้ามู่ฉางเซิงอย่างแผ่วเบา
“นี่คือ…”
มู่ฉางเซิงถึงกับตะลึงเผลอมองไปยังคัมภีร์ทองเล่มนั้น เพียงแรกเห็นยังพอควบคุม แต่พอได้เห็นชัดแล้ว สายตาก็ละออกไปไม่ได้อีก “คัมภีร์ธรรมจัดลำดับเจาหมู่”
“ไม่ผิด!”
ลวี่หยางหัวเราะเบา ๆ เอ่ยว่า “คัมภีร์ธรรมจัดลำดับเจาหมู่นี้คือวาสนาที่ข้าได้มา สามารถฝึกฝนจิตใจแห่งมรรคผล ทำให้ตนมิถูกเวียนว่ายในวัฏฏะอีกต่อไป”
นี่เป็นวิชา ฝึกจิตใจแห่งมรรคผล โดยแท้
เป็นของขวัญที่ซือฉงมอบให้ ลวี่หยางเองก็เคยนำมาศึกษาตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา เพียงแต่จิตใจแห่งมรรคผลของเขาสมบูรณ์อยู่แล้ว จึงไม่ได้มีคุณค่าใหญ่หลวงนักสำหรับตน
ทว่าหากมองโดยรวม หาใช่สิ่งที่จะดูแคลนได้ไม่ เพราะนี่คือสิ่งที่ซือฉงมอบให้ และนับเป็นวิชาจิตใจแห่งมรรคผลระดับสูงสุด เคล็ดการฝึกนี้ดุจการจัดทัพวางหมาก ฝึกสำนึกให้คมกล้า หากพรสวรรค์สูงส่ง เพียงสามร้อยปีก็ย่อมสัมฤทธิ์ผลเบื้องต้น ภายในพันปีถึงขั้นมีหวังให้จิตใจแห่งมรรคผลสมบูรณ์
เมื่อตอนแรก ลวี่หยางเองยังเคยข้องใจอยู่มาก
อะไรกัน ต้องใช้เวลาหลายร้อยปี พันปีทีเดียวหรือ จิตใจแห่งมรรคผลยากจะฝึกขนาดนั้นเลยหรือ?
เพราะเมื่อเขาฝึกจนสมบูรณ์ แทบไม่ต้องสิ้นแรงใด ใช้เพียงครึ่งคัมภีร์ “จิตใจไร้พ่าย” แห่งภพไท่หวงเป็นสะพานบุกฝ่าด่าน โลกมนุษย์ ก็ได้ผลในเวลาไม่นาน
จนกระทั่งเขาได้เห็นสีหน้าอันจนใจของซือฉง
จิตใจแห่งมรรคผล ยากเย็นหรือไม่?
แน่นอนว่ายาก และมิใช่เพียงยากธรรมดา ดังนั้นในสมัยบรรพกาล การที่จิตใจแห่งมรรคผลสมบูรณ์ จึงยังมีอีกหนึ่งถ้อยคำขนานนามที่แพร่หลายนักว่า
คุณสมบัติแห่งจ้าววิถี!
หลังจากฟังคำอธิบายของซือฉงจบ ลวี่หยางก็เข้าใจในที่สุดว่าแก่นแท้แห่งจิตเทพที่ได้รับเป็นรางวัลหลังจากผ่านด่านโลกมนุษย์นั้นเป็นสมบัติล้ำค่าเพียงใด
เพียงแก่นแท้แห่งจิตเทพสายเดียว ก็ผลักดันให้จิตใจแห่งมรรคผลของเขาสมบูรณ์ จนบรรลุคุณสมบัติแห่งจ้าววิถี นี่แหละแสดงให้เห็นว่าด่าน โลกมนุษย์ กระทั่งทั้ง [จิตสำนึกที่หลงเหลืออยู่ของเทพสวรรค์] นั้นมีคุณค่าสูงส่งเพียงใด เมื่อครั้งนั้นจิตสำนึกอันลึกลับนามว่า หลงถู กล่าวว่านี่คือมรดกที่มุ่งสู่จ้าววิถี บัดนี้ดูแล้วหาได้เกินจริงไม่!
“แท้จริงเป็นเช่นนี้…”
เมื่อได้ฟังลวี่หยางอธิบายเรื่องราวแห่งจิตใจมรรคผลจนสิ้น มู่ฉางเซิงก็พลันตกอยู่ในความตะลึงอันใหญ่หลวง ดวงตาสะท้อนประกายแห่งการเข้าใจแจ่มชัดขึ้นมาในบัดดล
ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็อยู่ห่างจากความเข้าใจในจิตใจแห่งมรรคผลเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น
ในห้วนนาทีนั้นเมื่อถูกลวี่หยางชี้แจง มู่ฉางเซิงก็พลันตระหนักในทุกสิ่ง พร้อมทั้งโยงไปถึงเหตุผลว่าทำไมในยุคปัจจุบันจึงไร้เสียแล้วซึ่งคัมภีร์บ่มเพาะจิตใจแห่งมรรคผล เขาอดมิได้ที่จะสบถเสียงต่ำว่า
“นิกายศักดิ์สิทธิ์…เจ้าเดรัจฉานเฒ่า!”
ลวี่หยางหัวเราะเบา ๆ พลางเอื้อนเอ่ยว่า “ยังมีที่เลวยิ่งกว่านั้นอีก สหายเต๋าเจ้ารู้หรือไม่ ว่าดวงวิญญาณของเจ้ามิได้เข้าสู่ยมโลกเพื่อเวียนว่ายไปตามวัฏจักร หากแต่ถูกใครบางผู้ฉุดรั้งไปโดยไร้ร่องรอย?”
วาจานั้นพอหลุดออกมา มู่ฉางเซิงก็ตกตะลึงค้างไปชั่วขณะ
ดวงวิญญาณมิได้เข้าสู่ยมโลกอย่างนั้นหรือ?
เพียงชั่วอึดใจ สีหน้าของเขาก็หม่นเข้มดังเหล็กทมิฬ พลันสำนึกได้ถึงเงื้อมมืออันชั่วร้ายของบรรพจารย์นิกายศักดิ์สิทธิ์ มิอาจหักห้ามจิตใจ จึงสบถออกมาอีกครั้งทันที
สบถจบ เขาก็หันไปสบตากับลวี่หยาง ขณะที่อีกฝ่ายเพียงพยักหน้าลึก ๆ อย่างแยบยล เพราะนอกจากบรรพจารย์เฒ่าของนิกายศักดิ์สิทธิ์แล้ว…จะเป็นใครไปได้อีกเล่า?
ทั้งสองต่างเข้าใจตรงกันโดยมิจำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด
ผ่านไปเนิ่นนาน มู่ฉางเซิงจึงค่อย ๆ สงบจิตเรียบเรียงความคิดได้ กระทั่งเก็บ คัมภีร์ธรรมจัดลำดับเจาหมู่ เอาไว้กับตัว แล้วเงยหน้าขึ้นมองลวี่หยางด้วยสีหน้าจริงจัง
“บุญคุณอันยิ่งใหญ่ของท่าน ข้าน้อยจักไม่มีวันลืม หากมีสิ่งใดบัญชา ข้าย่อมไม่อาจปฏิเสธ!”
เมื่อได้ยินคำนี้ ลวี่หยางก็เพียงยิ้มบาง ๆ ชัดเจนว่าเขารู้ว่ามู่ฉางเซิงเป็นคนรู้จักกาละเทศะ เห็นเขามาหา อีกทั้งยังยื่นมือช่วยเหลือ ย่อมต้องมีการตอบแทนที่เหมาะสม
ทว่า ลวี่หยางมิได้คิดจะเปิดปากตรง ๆ
เพราะเขาย่อมรู้จักสันดานของมู่ฉางเซิงดี บุรุษผู้นี้ในฐานะลูกหัวแก้วหัวแหวนของเทียนกง คือสหายเต๋าที่ชั่วร้ายโดยแท้ หาใช่ผู้เที่ยงธรรมไม่ เป็นเพียง “ผู้บำเพ็ญเพียรไส้ศึกตัวยง” โดยสมบูรณ์
เพราะเหตุนั้น หากเอ่ยบัญชาออกไปตรง ๆ อาจก่อให้เรื่องเสียได้
คิดได้ดังนี้ ลวี่หยางจึงหัวเราะเบา ๆ พลางเอื้อนถามว่า “สหายเต๋า เมื่อครั้งที่ท่านแสวงหา ธารน้ำยืนยาว ล้มเหลว สิ้นกายาและจิตวิญญาณดับสูญ ถึงวันนี้ท่านพอเข้าใจเหตุผลแล้วหรือไม่?”
“…เหตุผลหรือ?”
มู่ฉางเซิงได้ยินก็หรี่ดวงตาลง แววคิดพลันแล่นไหว เขาเมื่อครานั้นล้มเหลว เคยเพียงคิดว่าเป็นเพราะ ความรู้ความสามารถ หรือ รากฐานแห่งมรรคผล ที่ตระเตรียมไว้ยังไม่ถึงพอ
หรือว่ายังมีเหตุอื่นซ่อนอยู่?
“…ขอได้โปรดชี้แนะเถิด ท่านผู้สูงส่ง”
เมื่อเห็นมู่ฉางเซิงมีท่าทางเช่นนั้น ลวี่หยางก็อดถอนใจอยู่ในใจมิได้ รู้แน่ว่าอีกฝ่ายแม้จะล้มเหลว แต่แท้จริงแล้วกลับมิได้มองเห็นความวิปริตแปรผันของ ดินธาตุเฉิน เลยแม้แต่น้อย
ข้อนี้กลับยังด้อยกว่าท่านอาจารย์ลุงจงกวง
ทว่าเรื่องนี้ก็พอเข้าใจได้ อาจารย์ลุงจงกวงเมื่อครั้งแสวงหาโอสถทองคำ เตรียมทุกสิ่งพร้อมสรรพ เกือบจะสำเร็จแน่แท้ ท้ายที่สุดติดเพียงดินธาตุเฉิน จึงเห็นได้เด่นชัดยิ่ง
แต่สภาพของมู่ฉางเซิงเมื่อครั้งนั้น หาได้ดีงามเทียบท่านอาจารย์ลุงจงกวงไม่ รากฐานแห่งมรรคผลก็มีปัญหา อีกทั้งยังถูกเหล่าเจินจวินร่วมมือกันกดข่ม ปัจจัยรบกวนมากมาย แล้วเจือด้วย【อั้งเซียว】และอุปสรรคแห่งญาณรู้อันลี้ลับพรางตา จึงพลาดไม่ทันสังเกตเห็นร่องรอยใด ก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางจึงไม่อ้อมค้อมอีก เอ่ยตรงไปว่า
“ความแปรผันแห่งดินธาตุเฉิน”
สิ้นคำ มู่ฉางเซิงก็พลันแข็งค้างอยู่ที่เดิม แต่เดิมเขาก็เป็นผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ หากไร้ผู้ชี้แนะ เกรงว่ายากจะก้าวพ้นม่านบังตาได้
ทว่าเมื่อมีลวี่หยางชี้ตรงเช่นนี้ เขาก็ฉับพลันตระหนักแจ่มชัดทันที
“ดินธาตุเฉิน…กลับเป็นดินธาตุเฉินนี่เอง! ใช่แล้ว! ดินธาตุเฉินนั้นโดยธรรมชาติควรเป็นดินหยาง แต่เหตุใดกลับพลิกแปรเปลี่ยนสภาพไป? ไยข้าจึงไม่ทันสังเกตเห็นเลยสักนิด?!”
มู่ฉางเซิงถึงกับตื่นตะลึงสุดขีด
ถัดมา ลวี่หยางก็เล่าถึงเหตุและผลที่【อั้งเซียว】ซ่อนเร้นไว้ทั้งหมดให้ฟัง จนเจินเหรินผู้เคราะห์ร้ายภายใต้นิกายศักดิ์สิทธิ์รายนี้แทบจะกัดฟันจนแตกละเอียด
“อีกแล้วรึ นิกายศักดิ์สิทธิ์!”
สิ้นคำ เขาก็หันมามองลวี่หยางด้วยสายตาเต็มเปี่ยมด้วยความสำนึกในบุญคุณ “หากมิใช่เพราะท่านผู้สูงส่งชี้แนะ เกรงว่าผู้บำเพ็ญเพียรต่ำต้อยเช่นข้าคงยังถูกปิดบังอยู่ในความมืด… ข้ามั่นใจนักว่าท่านผู้สูงส่งต้องเป็นคนฝ่ายธรรมแท้แน่นอน ไม่ทราบว่าท่านสังกัดนิกายใดหรือ?”
ลวี่หยาง: “…”
ความเงียบพลันผ่านไปในพริบตา ลวี่หยางจึงเป็นฝ่ายเบี่ยงเรื่องเสียเอง “อย่างไรก็ตาม เจ้าแสวงหา 【ธารน้ำยืนยาว】 จนสิ้นชีพ วิถีกรรมแห่งมรรคผลที่ก่อเกิดมานั้นมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อ 【อั้งเซียว】”
“จะทำเช่นไร เจ้าพิจารณาเอาเองเถอะ”
“ผู้น้อยเข้าใจแล้ว!”
มู่ฉางเซิงก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อม
ทว่าลวี่หยางเห็นท่าทีนี้กลับเงยคิ้วขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาไม่เคยประมาทมู่ฉางเซิง แม้วันนี้พลังบำเพ็ญเพียรของเขาจะไกลล้ำเหนืออีกฝ่ายแล้วก็ตาม
หมอนี่เมื่อครู่กำลังลองเชิงข้ารึ?
ถามนิกายของข้าอย่างไม่มีเหตุผล แล้วพอข้าเบี่ยงเรื่องกลับไม่ถามต่อ…หรือว่ามันดูออกแล้วว่าข้าก็เป็นศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน?
ลวี่หยางคิดเข้าข้างตนเอง พลันนัยน์ตาก็แฝงประกายประหลาดขึ้นมา
ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้หรอกนะ…ต้องใช่แน่!
ท้ายที่สุด มู่ฉางเซิงในสภาพเช่นนี้ เมื่อครั้งอดีตย่อมเป็นที่หมายหัวของเหล่าเจินจวินทั่วแผ่นดิน ใครเล่าจะโผล่มาเตือนเขาโดยไม่มีเหตุผล แล้วยังรู้ความลับนิกายศักดิ์สิทธิ์มากมายถึงเพียงนี้? เดาออกว่าเขาคือเจินจวินของนิกายศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว!
ใช่สิ ใครจะกล้าบอกว่าผู้ที่เล่นงานอั้งเซียวจะต้องเป็นฝ่ายธรรมะเสมอไป? การต่อสู้ภายในของนิกายศักดิ์สิทธิ์ลือเลื่องไปทั่ว ความสัมพันธ์ยิ่งแน่นแฟ้น ยามลงมือกลับยิ่งเด็ดขาดโหดเหี้ยมกว่าเดิมอีก
ส่วนเรื่องด่าว่านิกายศักดิ์สิทธิ์หรือจะด่านายใหญ่ของมันนั้นยิ่งเป็นเรื่องปกติ
ผู้ที่รู้วงในหน่อย ใครจะไม่สบถสักคำสองคำ?
เพียงแต่ว่าเขาไม่กล้าเปิดโปงข้าเท่านั้น! เขาก็กลัวว่าหากข้าถูกเปิดโปงแล้วจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หรือคิดฆ่าปิดปากเขาเสียโดยไม่ลังเล
แน่นอน เขาคิดเช่นนั้นก็ไม่ผิดอันใด
เพราะแท้จริงแล้วตัวเขาก็หาได้มีใจบริสุทธิ์ ที่จงใจมาเตือนมู่ฉางเซิงในครั้งนี้ ก็เพื่อให้ผู้ใกล้ชิดแห่งเทียนกงผู้นี้ช่วยดึงไฟไปเผาตนแทน
คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็หัวเราะออกมาในทันที
มู่ฉางเซิงเห็นดังนั้นก็รีบหัวเราะตามไปด้วย
“ฮ่าฮ่าฮ่า ”
ในห้วงแห่งจิตสำนึกชั่วขณะนั้น บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่น ประหนึ่งเจ้าบ้านและแขกต่างเปรมปรีดิ์ ทุกท่วงท่าล้วนแสดงออกถึงความจริงใจหาได้เสแสร้ง