เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect - บทที่ 683 ม่านละครเปิดฉาก ซือฉงพบอั้งเซียว
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ Being a talent in the Chusheng Demon Sect
- บทที่ 683 ม่านละครเปิดฉาก ซือฉงพบอั้งเซียว
บทที่ 683 ม่านละครเปิดฉาก ซือฉงพบอั้งเซียว
ลวี่หยางก้าวออกจากสำนักงานใหญ่พันธมิตรเซียนอย่างเงียบเชียบ
ทุกสิ่งพร้อมแล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับมู่ฉางเซิงเอง ทว่าตามที่ลวี่หยางคาดการณ์ไว้ มู่ฉางเซิงสุดท้ายก็ยังคงเดินตามแผนของเขา
อย่างไรเขาก็อยากรอดชีวิต
บรรพจารย์ของนิกายศักดิ์สิทธิ์ได้ผนึกวิญญาณของเขาไว้ เดิมทีควรเป็นทางตัน แต่ข้าได้มอบวิชาจิตใจแห่งมรรคผลให้ เท่ากับเปิดทางเล็กๆ แห่งความอยู่รอดให้เขา
กระนั้น ภัยของเขาก็มิได้คลาย เพราะอั้งเซียวยังคงหมายตาร่างวิถีกรรมแห่งมรรคผลของเขา ทว่าเมื่อร่างวิถีกรรมแห่งมรรคผลนี้รวมเข้ากับธงหมื่นวิญญาณกลั่นออกมาเป็นสวรรค์ไร้กังวล นั่นย่อมเป็นไพ่ตายสุดท้าย เขาย่อมไม่ยอมละทิ้ง ดังนั้นสุดท้ายแล้ว เขากับอั้งเซียวต้องได้เผชิญหน้ากันอย่างแน่นอน!
คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็พยักหน้าด้วยความพอใจ
“กับดักได้วางครบแล้ว เหลือเพียงรออั้งเซียวมาติดเบ็ดเท่านั้น”
ทันใดนั้น หัวใจลวี่หยางพลันสั่นไหว เขารีบยกนิ้วคำนวณ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “พูดถึงเสือ เสือก็มา ถึงเร็วกว่าที่คิดเสียอีก”
โพ้นทะเล โลกบำเพ็ญเพียรปี้หยาง
“ฮ่า! ข้าสำเร็จแล้ว!”
เหนือมหาสมุทรเมฆา เงาร่างหยวนถูที่หน้าตาเหมือนลวี่หยางทุกประการหัวเราะลั่น เงาภูเขามโหฬารเหนือศีรษะค่อยๆ หลอมรวมเข้ากับกายา
ชั่วพริบตา ภูเขานั้นก็ซึมเข้าสู่ร่างหยวนถูโดยสมบูรณ์ เขาพ่นลมหายใจขุ่นออกมา ยกมือขวาช้าๆ เปิดฝ่ามือ ก็เห็นแสงดำผุดขึ้นกลางฝ่ามือ ค่อยๆ วาดเป็นรูปร่าง จนกลายเป็นภูเขาเล็กหนึ่งลูกที่เขาประคองไว้อย่างเคร่งขรึม
โอบอุ้มบรรพต!
พร้อมกับที่วิชาเทพนี้ก่อรูปสำเร็จ กลิ่นอายปราณและฐานะของหยวนถูพลันพุ่งทะยานอย่างรุนแรง ฝ่าทะลุด่านขึ้นสู่วางรากฐานขั้นกลาง
ทว่าในชั่วขณะนั้นเอง เสียงหัวเราะหนึ่งก็ดังก้องขึ้นมา
“ช่างเป็นดินธาตุอู้ที่งดงามยิ่งนัก!”
เสียงสิ้นสุด เพียงเห็นสุญญากาศแตกร้าว เผยให้หยกวับวาวกลิ้งทะลักออกมา ครั้นเปิดกว้าง พลันส่องสะท้อนกลายเป็นประกายทองเจิดจ้าคลุมทั่วท้องฟ้า
ทุกย่างที่แสงทองแผ่ผ่าน หยวนถูผู้เพิ่งบรรลุวางรากฐานขั้นกลางด้วยความภาคภูมิก็สะดุ้งตระหนก รีบพลิกมือควักน้ำเต้าเล็กออกมา เปิดฝาออกทันที ราวสัตว์ตะกละยักษ์อ้าปากกว้างกลืนเอาประกายทองมหาศาลเข้าท้องไปจนหมด
ถัดจากนั้น ร่างหนึ่งก็ปรากฏผ่าฟ้ามา
บุรุษในชุดคราม แย้มยิ้ม ถือหยกอยู่ในมือพลิกไปพลิกมา ส่ายเบาๆ เผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้วคืออั้งเซียวที่คลุมโฉมเป็นเซี่ยวไห่เจินเหรินนั่นเอง!
หยวนถูเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น
“ผู้มาเยือนเป็นใคร”
อั้งเซียวได้ยินก็ยกมุมปากยิ้มบาง “ข้านามว่าเซี่ยวไห่ ตั้งใจมาหาสหาย ควรจะได้พบกันตั้งแต่หลายวันก่อน เพียงติดธุระเล็กน้อยจึงล่าช้า”
ว่าจบ เขาก็พลิกหม้อหยกในมือเทออกมา
ทันใดนั้น น้ำภายในหม้อก็คลื่นไหว แสงสว่างพร่างพราว กลับกลิ้งตกลงมาเป็นแก่นกระบี่ที่ชำรุดหนึ่งชิ้น พินิจดูแล้ว เดิมทีคงเป็นสมบัติวิญญาณชั้นยอด
“นี่มัน…” หยวนถูแสดงแววสงสัย
อั้งเซียวเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ก็เพียงแก่นกระบี่ของนิกายกระบี่ ดูเหมือนเป็นเจินเหรินแห่งตระกูลสายกระบี่ที่ตั้งใจมาฆ่าเจ้า ถูกข้าจัดการไปเสียโดยบังเอิญ”
“เอ่อ…ขอบคุณท่านผู้อาวุโส?”
หยวนถูเอียงศีรษะเล็กน้อย แต่ก็ยังยกมือประสานคารวะ กล่าวขอบคุณไปตามมารยาท ท่าทีเช่นนี้กลับทำให้อั้งเซียวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาที่มองมาก็เต็มไปด้วยการพิจารณา
สำหรับศิษย์รุ่นหลังแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ อั้งเซียวเองก็อดสงสัยไม่ได้
เหตุใดหงยวิ๋น หรืออาจจะเป็นบุคคลลึกลับที่อยู่เบื้องหลังหงยวิ๋น ถึงเลือกเขาขึ้นมา?
เขามีสิ่งใดผิดแผกแตกต่างไปจากผู้อื่น?
คิดถึงตรงนี้ สีหน้าของอั้งเซียวก็ยิ่งปรากฏรอยยิ้มเจือความขบขัน เขามองออกได้ทันทีว่าหยวนถูคืออัจฉริยะของคนหนุ่มรุ่นใหม่แห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์
บนกายนี้ย่อมต้องมีโชควาสนาบางประการติดตัวมาแน่นอน
แล้วเหตุใดถึงไม่ชิงมาเสียเลยเล่า?
ถึงแม้ว่าโชควาสนาของเจินเหรินขั้นวางรากฐานจะไร้ค่าต่อเขา แต่อั้งเซียวก็หาได้ใส่ใจ หากมีโอกาสชิงมาก็ย่อมทำอยู่ดี ความทุกข์ของผู้อื่นก็คือความสุขของเขา
วินาทีถัดมา อั้งเซียวก็หัวเราะ
“จงปรากฏ!”
สิ้นคำ หม้อหยกในมือเขาก็ลอยขึ้นอีกครั้ง ฝาเปิดกว้าง ราวเขื่อนแตก คลื่นน้ำมหาศาลทะลักออกมาฉับพลัน!
“ซ่า ซ่า!”
เกลียวคลื่นครามสะท้อนแสงระยับ กวาดล้างท้องนภา ม้วนถาโถมใส่หยวนถูเพียงชั่วพริบตา ก็ครอบกลืนร่างเขาเข้าไปทั้งหมด
ชั่วขณะนั้น หยวนถูเพียงรู้สึกว่าตนตกสู่ห้วงมหานทีเก้าคดสิบแปดเลี้ยว ต่อให้มีพลังวิชาเพียงใดก็ถูกดึงรั้งไว้ ใช้ออกได้ไม่ถึงสามส่วน จำต้องไหลไปตามกระแส ยอมให้เกลียวคลื่นอันมหึมากดทับทั่วกายา ทำให้ขยับแทบไม่ได้ เหลือเพียงรอถูกปราบลงตรงนั้น!
เหยือกหมิงกวงกานไห่!
สมบัติลับชิ้นนี้คือสิ่งที่อั้งเซียวกลั่นขึ้นจากเศษถ้ำสวรรค์ของหงยวิ๋นโดยบังเอิญ แปดเปื้อนกลิ่นอัศจรรย์บางส่วน กลายเป็นสมบัติวิญญาณชั้นยอด มีอยู่สองกลไก
ตามนาม หนึ่งคือกานไห่ อีกหนึ่งคือหมิงกวง
กานไห่นั้นไม่ต้องกล่าวให้มากความ ก็คือเกลียวคลื่นครามที่หยวนถูกำลังเผชิญอยู่นี้เอง เป็นการนำเอาทั้งเมืองท่ากานงถังมากลั่นรวมเป็นวิชาอัศจรรย์สายหนึ่ง
ภายในเกลียวคลื่นนั้น หมุนวนกลับไปมา ทุกการเปลี่ยนแปลงล้วนเป็นไปตามใจเจ้านาย ผู้ใดตกลงไปก็ไม่ต่างจากจมสู่ก้นห้วงมหาสมุทร ยากนักที่จะหลุดรอด
เกือบจะพร้อมกันนั้นเอง ลำแสงสวรรค์หนึ่งก็ฉายลงมา
แสงนั้นพุ่งออกจากปากหม้อ ราวกับถูกกดทับสะสมไว้นาน ครานี้พุ่งทะลักขึ้นมา ทำให้สายตาหยวนถูพร่ามัวไปด้วยทองเรืองนับไม่ถ้วน
หมิงกวง!
กลไกวิญญาณล้ำเลิศนี้ถูกสร้างจากเศษของถ้ำสวรรค์แสงสมบัติฉางเหยา ภายในแสงสวรรค์นั้นแท้จริงคือคมกระบี่แหลมบางหนึ่งเล่ม
แสงที่ฉายลงมาเป็นเพียงคมกระบี่นั้นที่แผ่ออกเท่านั้น เริ่มแรกตรึงจิตวิญญาณหยวนถูให้แน่น แล้วต่อมาคมกระบี่จึงบันลือออก ทุกขั้นเป็นไปอย่างไหลลื่น กานไห่พันธนาการวิญญาณ หมิงกวงตรึงจิต แล้วกระบี่สุดท้ายฟันลง ราวดั่งกระบี่เพชฌฆาตบนแท่นประหาร มิปล่อยให้หยวนถูมีเวลาแม้กระทั่งหายใจ
ไร้ทางหลบหลีก จำต้องรับตรงๆ!
ชั่วพริบตานั้น แววตาหยวนถูถึงกับฉายความสิ้นหวังบางส่วน ทว่าเพียงเสี้ยวอึดใจ ความสิ้นหวังก็แปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นหนักแน่น
เพียงชั่ววูบ ดุจฟ้าแลบฝ่าเมฆา เขาก็คืนสู่ความสงบได้อีกครั้ง นิ้วมือขยับเบาๆ โอบอุ้มบรรพตที่เพิ่งกลั่นสำเร็จก็พลันเปลี่ยนจากเลือนเป็นจริง ตั้งตระหง่านขวางอยู่เบื้องหน้า
“ฉ่าง! ฉ่าง!”
เสี้ยววินาทีถัดมา คมกระบี่ฟันลงตรงๆ จมหายเข้าสู่ยอดภูเขา กลับผ่าออกเป็นรอยแยกหนึ่ง แล้วลื่นผ่านช่องนั้นต่อไป
ยังคงมุ่งตรงเข้าหาลำคอของ “หยวนถู”!
ทว่า “หยวนถู” ก็ไวไม่แพ้กัน คาถาในมือเปลี่ยนพลิกฉับไว โอบอุ้มบรรพตที่เพิ่งเป็นจริงเมื่อครู่กลับกลายเลือนหายอีกครั้ง หลอมรวมเป็นลำแสงดำหนึ่งสาย
ตูม!
ลำแสงดำนั้นกวาดลงทันที ตัดทอนอานุภาพของคมกระบี่ไปถึงเจ็ดส่วนสิบ ก่อนที่คมจะกรีดถึงลำคอ “หยวนถู” ก็ค่อยๆ ยกนิ้วขึ้นมาเพียงนิ้วเดียว
เขางอนิ้วเบาๆ แล้วดีดออกหนึ่งครั้ง
“ติ๊งงง !”
เสียงกังสดาลใสกระหึ่มไปทั่วทั้งสี่ทิศ คมกระบี่พลันสะท้อนถอยกลับ แสงคมที่แตกละเอียดคลี่บานออกดุจบุปผาโลหิตบานสะพรั่ง ทุกกระบวนท่าถึงขั้นนี้ก็เพิ่งถูกฝืนต้านไว้ได้สำเร็จ
นี่คือ เคล็ดแยกแยะต่างคล้าย!
ความอัศจรรย์ประจำดินกำแพงเมืองที่สอดคล้องกับรากฐานดั้งเดิม เป็นวิชาเทพที่สามารถแยกแยะความเหมือนความต่าง ปกปักรักษากายและปราณ “หยวนถู”ก็อาศัยสิ่งนี้ป้องกันคมกระบี่ที่หมายเอาชีวิตไว้ได้
ตั้งแต่คราแรกที่อั้งเซียวจู่โจมโดยไม่ทันให้สัญญาณ จนหยวนถูถูกกดจนไร้เรี่ยวแรงจะตอบโต้ กระทั่งในห้วงเสี้ยววินาทีที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายกลับปะทุอานุภาพฝืนต้านเอาไว้ ทั้งหมดนี้ดูเหมือนยาวนาน ทว่าแท้จริงแล้วมิใช่อื่นใด นับได้เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น และก็ทำให้ดวงตาของอั้งเซียวที่แต่เดิมก็แฝงแววสงสัย พลันส่องประกาย แววหน้าก็พลอยแปรเปลี่ยนเป็นนัยลึกลับประหลาดยิ่งขึ้น
วินาทีถัดมา เขาก็เอ่ยปากขึ้น
“สหายผู้นี้เป็นผู้ใดกัน?”
ภายใต้สายตาของเขา “หยวนถู” หรือจะว่าไปคือซือฉงที่เข้ามาครอบครองร่างชั่วคราว กลับเงียบงัน มิได้ตอบสิ่งใด
อั้งเซียวเห็นเช่นนั้นก็เริ่มลอบคำนวณทันที
ทว่าความน่าประหลาดก็คือ ด้วยความรู้ความสามารถอันสูงส่ง และฐานะมหาเจินจวินโอสถทองคำของเขา ครานี้กลับไม่อาจหยั่งรู้เคราะห์กรรมแห่งเหตุและผลที่โยงใยบุคคลเบื้องหน้าได้เลยแม้แต่น้อย
“จริงดังคาด ต้องมีความลับซ่อนอยู่!”
อั้งเซียวยิ่งเต็มไปด้วยความใคร่รู้ พลางหัวเราะเสียงกังวาน “พวกเราผู้บำเพ็ญ จะซ่อนหัวปิดหางได้อย่างไรเล่า? สหายวรยุทธ์สูงส่ง บางทีในอดีตเราอาจเคยพบกันแล้วก็เป็นได้”
ซือฉงได้ฟังก็หัวเราะเย็น “พูดว่าห้ามปิดบังซ่อนเร้น เช่นนั้นเหตุใดสหายไม่เอ่ยชื่อแซ่ก่อนเล่า?”
อั้งเซียวตอบกลับโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“ข้าจะเหมือนกันได้อย่างไร?”