เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 1 สามีที่ชีพวายในสนามรบหวนคืนแล้ว
วันที่หนึ่ง เดือนสิบสอง ตระกูลลู่แขวนโคมไฟประดับผ้า วุ่นงานกันหมด
สาเหตุหาใช่อื่นใด บุตรชายสายตรงตระกูลลู่ที่สู้รบจนตัวตายอยู่ชายแดนเมื่อห้าปีก่อนได้กลับมาแล้ว
ไม่เพียงปลอดภัยไร้เรื่องราว ยังสร้างความดีความชอบในสงครามอย่างองอาจ ถูกฝ่าบาทแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพเจิ้นเป่ย ตำแหน่งขุนนางขั้นสาม
เมิ่งเชียนเชียนยืนอยู่หน้าประตู แอบพินิจบุรุษในชุดเกราะสีเงินที่อยู่ภายในโถงบุปผาเงียบๆ
เมื่อห้าปีก่อน นางแต่งเข้าตระกูลลู่ตามคำสั่งของปู่และบิดา ผู้ใดจะคิดว่าแม้แต่หน้าตาของสามียังไม่เคยได้ยล สามีก็รับราชโองการไปออกศึกเสียแล้ว
เพียงไม่นาน ชายแดนก็ส่งข่าวร้ายมาว่าสามีนางสิ้นชีพภายใต้คมดาบของกองทัพเป่ยเหลียง ศพไม่เหลือแม้แต่กระดูก
ตรงหน้าประตูยังมีสตรีแปลกหน้ายืนอยู่อีกคน เมิ่งเชียนเชียนไม่เคยเห็นนางที่จวนมาก่อน
“เจ้าเพิ่งตัดใจกลับมารึ…เพิ่งจะตัดใจกลับมาได้รึ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าแม่ร้องห่มร้องไห้จนตาจะบอดอยู่แล้ว! ในเมื่อเจ้าปลอดภัยดี…ไยไม่ส่งจดหมายกลับมาที่บ้านบ้าง…หลายปีมานี้แม่มีชีวิตอย่างไร…เจ้าเคยคิดถึงบ้างหรือไม่ เจ้าอยากให้แม่ร้อนใจตายใช่หรือไม่…”
ลู่หมู่[1]ใช้มือทุบเขาพลางร้องห่มร้องไห้ระลอกใหญ่
ลู่หลิงเซียวเอ่ยอย่างรู้สึกผิดว่า “ทำท่านแม่เป็นห่วงแล้ว ลูกมันอกตัญญู!”
เขาเอ่ยพลางถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ก่อนคุกเข่าให้มารดาอย่างแรง!
เมิ่งเชียนเชียนมองแผ่นหลังกว้างและกำยำของบุรุษตาไม่กะพริบ
คล้ายรู้สึกถึงสายตาที่แอบมองมาของเมิ่งเชียนเชียน ลู่หลิงเซียวพลันหันหน้ากลับมา แววตาคมกริบมีไอสังหารและประกายเย็นเยียบวาบผ่าน “ใครน่ะ”
เมิ่งเชียนเชียนชะงัก
ลู่หลิงเซียวก็ชะงักไปเช่นกัน
ลู่หมู่รีบปาดน้ำตา ดึงลู่หลิงเซียวให้ลุกขึ้น ก่อนกวักมือเรียกเมิ่งเชียนเชียน “เชียนเชียน รีบเข้ามาสิ”
เมิ่งเชียนเชียนสาวเท้าเดินเข้ามายืนอยู่ข้างกายแม่สามี
ลู่หมู่ยิ้มพลางคว้ามือเมิ่งเชียนเชียนมาจับ “เชียนเชียน เจ้ารู้หรือไม่ว่าเขาคือใคร”
เมิ่งเชียนเชียนพยักหน้า “สามี”
คำว่า ‘สามี’ เสียงอ่อนหวานนี้ ทำเอาลู่หลิงเซียวชะงักงันอีกหน ไอสังหารจากสนามรบมลายหายไปสิ้น!
“ถูกต้อง เขาคือสามีของเจ้า”
ลู่หมู่รอยยิ้มกว้างกว่าเดิม หันไปเอ่ยกับบุตรชายว่า “หลายปีมานี้เชียนเชียนลำบากมากทีเดียว พอเจ้าไป นางก็เป็นแม่ม่ายน้อยอยู่ห้าปีเต็ม ไม่เคยคิดจะแต่งงานใหม่เลย ในเมื่อเจ้าแกล้งตาย เชียนเชียนก็รอคอยไม่เสียเปล่า เจ้ากลับมาแล้ว เชียนเชียนก็โตแล้ว…เชียนเชียนเอ๋ย ต่อไปนี้หลิงเซียวจะไปอยู่ที่เรือนไห่ถังแล้ว เชียนเชียนว่าดีหรือไม่”
ไม่รอให้เมิ่งเชียนเชียนบอกว่าดี ลู่หลิงเซียวสีหน้าก็พลันเปลี่ยน ชิงเอ่ยขึ้นก่อนว่า “ท่านแม่!”
เมิ่งเชียนเชียนโคลงศีรษะหันมองลู่หลิงเซียว
ลู่หลิงเซียวถูกแววตาแจ่มใสคู่นั้นมองจนชักทำอะไรไม่ถูก เขาหลบสายตาหนี เอ่ยกับมารดาว่า “ท่านแม่ ลูกมีเรื่องจะคุยด้วย”
“เจ้าว่ามาสิ” ลู่หมู่เอ่ย
ลู่หลิงเซียวชะงัก แล้วเอ่ยกับนอกประตูเสียงเบาว่า “หว่านเอ๋อร์”
เมิ่งเชียนเชียนเบิกตาโต เห็นสตรีแปลกหน้าที่ยืนพินิจมองลู่หลิงเซียวด้วยกันกับตนตรงหน้าประตูเมื่อครู่นี้เดินเข้ามา
สตรีสวมอาภรณ์สีเรียบ ศีรษะปักปิ่นหยกขาว ใส่เสื้อคลุมขาว รูปร่างเพรียวบาง หน้าตาเกลี้ยงเกลาสะสวย เห็นแล้วชวนให้สงสาร
นางเดินไปหยุดอยู่ข้างกายลู่หลิงเซียว
ลู่หลิงเซียวเอ่ยว่า “ท่านแม่ นางนามว่าหว่านเอ๋อร์ หว่านเอ๋อร์ นี่มารดาข้า”
สตรีวางมือทับกัน ก่อนค้อมกายคำนับให้เล็กน้อย
ลู่หมู่ปากอ้าตาค้าง
ลู่หลิงเซียวเอ่ยว่า “หว่านเอ๋อร์พูดไม่ได้ ขอท่านแม่โปรดอภัยด้วย”
“อ่า…นี่…นี่…” ลู่หมู่ตั้งสติไม่ได้อยู่ครู่ใหญ่
ลู่หลิงเซียวเอ่ยกับลู่หมู่อย่างจริงจังว่า “ท่านแม่ บิดาและพี่ชายของหว่านเอ๋อร์เสียชีวิตเพราะช่วยข้าไว้ ก่อนสิ้นใจได้ฝากฝังหว่านเอ๋อร์ไว้กับลูก หว่านเอ๋อร์ไร้ญาติขาดมิตร ลูกทิ้งหว่านเอ๋อร์ไว้ที่ชายแดนไม่ได้ หวังว่าท่านแม่จะยอมรับหว่านเอ๋อร์ด้วย”
“นะ…ในเมื่อมีบุญคุณต่อเจ้า เช่นนั้นก็เป็นแขกผู้มีเกียรติของจวนตระกูลลู่ แม่นางหว่านเอ๋อร์”
ลู่หมู่ยื่นมือออกไปจับมือของสตรี
สตรีกลับชักมือหลบ ไปซบอยู่ข้างกายลู่หลิงเซียว
สีหน้าลู่หมู่ทะมึนขึ้นเล็กน้อย
ลู่หลิงเซียวรีบอธิบายว่า “ท่านแม่ หว่านเอ๋อร์เคยได้รับบาดเจ็บมา”
ลู่หมู่เริ่มไม่พอใจขึ้นมาบ้างแล้ว ทว่าความปรีดาที่บุตรชายกลับมายังพอเหลืออยู่ สุดท้ายนางก็หักใจฉีกหน้าบุตรชายไม่ลง
นางถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนเอ่ยกับเมิ่งเชียนเชียนว่า “เชียนเชียน เจ้ากลับเรือนไห่ถังก่อนเถิด”
เมิ่งเชียนเชียนถามว่า “มื้อค่ำมากินที่นี่หรือเจ้าคะ”
ลู่หมู่เอ่ยเสียงนุ่ม “ย่าทวดเจ้ายังไม่กลับมา คืนนี้ก็กินที่เรือนตัวเองแล้วกัน”
“อ้อ”
เมิ่งเชียนเชียนออกไปอย่างเชื่อฟัง
ลู่หมู่ทอดมองแผ่นหลังของนาง ก่อนพรูลมหายใจยาวเหยียด “ตอนนั้นเพื่อจัดงานมงคลขจัดเสนียดจัญไรให้ย่าทวดเจ้า เชียนเชียนจึงแต่งเข้ามาตั้งแต่ยังเยาว์ ไม่รู้จักใครในบ้านเลยสักคน ไม่รู้ว่าไปแอบร้องไห้มากี่หนแล้ว…แม่นางหว่านเอ๋อร์ รบกวนเจ้าหลบไปก่อน”
สตรีหันมองลู่หลิงเซียว
ลู่หลิงเซียวเอ่ยเสียงนุ่มกับนางว่า “เจ้าไปรอข้าที่ห้องอุ่นก่อน”
สตรีออกไปอย่างอาลัยอาวรณ์
ครั้นภายในห้องไร้คนนอกแล้ว ลู่หมู่พลันมีสีหน้าขึงขังขึ้น “เชียนเชียนครองตนเป็นม่ายเพื่อเจ้ามาห้าปี เจ้ากลับพาสตรีนางหนึ่งกลับมาจากชายแดนด้วย เจ้าไม่ละอายใจต่อเชียนเชียนหรือ ข้าขอเตือนเจ้าไว้เลยนะ ให้มาเป็นแขกย่อมได้ แต่ให้ข้ายอมรับนางนั้นไม่มีทางเด็ดขาด!”
ลู่หลิงเซียวสีหน้าพลันเปลี่ยน “ท่านแม่!”
ลู่หมู่เอ่ย “นางเป็นบุตรสาวของผู้มีพระคุณของเจ้า ไม่ว่าจะมองในมุมความรู้สึกหรือเหตุผล ตระกูลลู่เราล้วนติดค้างบุญคุณของนาง เจ้าไม่ต้องยุ่งเรื่องของนางแล้ว ข้าจะต้อนรับขับสู้นางเอง”
ลู่หลิงเซียวถามว่า “ท่านแม่คิดจะทำเช่นไร”
ลู่หมู่เอ่ย “ข้าจะรับนางมาเป็นลูกบุญธรรม แล้วจัดหาสินเจ้าสาวที่เหมาะสมให้นาง ให้นางออกเรือนในฐานะคุณหนูตระกูลลู่อย่างเชิดหน้าชูตา!”
ลู่หลิงเซียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ท่านแม่ หว่านเอ๋อร์ตั้งครรภ์แล้ว”
ลู่หมู่ตกตะลึง
ตกค่ำ
ลู่หลิงเซียวมายังเรือนไห่ถัง
เมิ่งเชียนเชียนเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ กำลังฟุบกับเตียงอ่านตำราพลางกินขนมแป้งทอด แกว่งขาขาวเนียนไปมาอย่างเอ้อระเหย
อะแฮ่ม
ลู่หลิงเซียวกระแอมอยู่หน้าประตู
เมิ่งเชียนเชียนร่างน้อยสะดุ้งโหยง ยัดตำราใส่ใต้หมอน แล้วใช้ผ้าไหมคลุมจานขนมแป้งทอดเอาไว้
จากนั้นนางก็ลุกขึ้นนั่งเร็วรี่ วางมาดจริงจังราวกับบุตรสาวของตระกูลมั่งมีในสายตาผู้อื่น
“ข้าเข้าไปนะ” ลู่หลิงเซียวเอ่ย
“อืม”
เมิ่งเชียนเชียนขานรับ ไม่วายใช้สายตาชำเลืองมองขนมแป้งทอด “ข้าไม่ได้แอบกินนะ”
แก้มนางนูนป่อง ปากมันแผลบ ยิ่งปกปิดก็ยิ่งเผยพิรุธ
ลู่หลิงเซียวเดิมนึกว่าตนจะได้เห็นภรรยาตัวน้อยโศกเศร้าเสียใจเจียนตาย ผู้ใดจะคิดว่าอีกฝ่ายไร้ซึ่งท่าทางเสียใจแม้แต่น้อย ซ้ำยังมีแก่ใจกินด้วย
ลู่หลิงเซียวพลันรู้สึกอธิบายไม่ถูกขึ้นมา
เขาขมวดคิ้ว มานั่งลงข้างเตียง “ข้ามาเพื่อจะคุยเรื่องหว่านเอ๋อร์กับเจ้า คุยเสร็จก็จะไป”
เมิ่งเชียนเชียนสีหน้าทะมึนขึ้นมา
แบบนี้ถึงจะเข้าท่าหน่อย ท่าทางไม่แยแสเมื่อครู่นี้คงจะแสร้งทำสินะ
ลู่หลิงเซียวส่ายหน้า เท้าสองมือกับหัวเข่า เอ่ยว่า “ต่อไปนี้หว่านเอ๋อร์จะมาอยู่ที่ตระกูลลู่ ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ยินดี อย่างอื่นข้าล้วนชดเชยให้เจ้าได้ทั้งสิ้น มีเพียงเรื่องนี้ที่ทำให้ไม่ได้ หากเจ้ารู้จักวางตัวให้ดี ข้าก็จะปฏิบัติต่อเจ้าเยี่ยงภรรยาเอก เจ้าจะเป็นฮูหยินน้อยของตระกูลลู่ตลอดไป เจ้าวางใจได้ หว่านเอ๋อร์จิตใจใสซื่อบริสุทธิ์ ไม่มีทางชิงรักหักสวาทกับเจ้า และไม่สนใจชื่อเสียงจอมปลอมเหล่านั้น ข้าหวังว่า เจ้าจะเข้ากันได้ดีกับหว่านเอ๋อร์”
[1] ลู่หมู่ เป็นคำเรียกที่ใช้เรียกมารดาของคนแซ่นั้นๆ ในที่นี้คือแซ่ลู่ จึงเรียกว่าลู่หมู่