เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 2 ทานข้าวกับเขา
ลู่หลิงเซียวเอ่ยจบ ครู่ใหญ่ทีเดียวไม่รอคำตอบจากเมิ่งเชียนเชียน ก็หันหน้าไปมองเมิ่งเชียนเชียนแวบหนึ่ง
สุดท้ายพบว่าเมิ่งเชียนเชียนกำลังจดจ้อง…บั้นท้ายของตนเขม็ง
ลู่หลิงเซียวขมวดคิ้วมุ่น ขยับเบี่ยงไปด้านข้างเล็กน้อย ก่อนมองบริเวณที่ตนเพิ่งจะนั่งไปเมื่อครู่ พลางถาม “มีอะไรสกปรกติดหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนชะงัก “ท่านพี่อย่าว่าตัวเองเช่นนี้เลย”
ลู่หลิงเซียว “…”
ลู่หลิงเซียวข่มเพลิงโทสะพลางเอ่ยว่า “ช่างเถิด เจ้าอายุยังน้อย ข้าจะไม่ถือสาเจ้า เจ้าทำกิริยาหยาบคายต่อหน้าข้าก็แล้วไปเถิด แต่อย่าได้ล่วงเกินท่านแม่เด็ดขาด”
เมิ่งเชียนเชียนจึงเอ่ย “ท่านแม่ดีกับข้ายิ่งนัก ไยข้าต้องล่วงเกินนางด้วยเล่า”
ลู่หลิงเซียวโดนเมิ่งเชียนเชียนตอกหน้าหงายอีกหน
ลู่หลิงเซียวมองนางแวบหนึ่ง เอ่ยด้วยน้ำใสใจจริงว่า “ตราบใดที่เจ้าสงบเสงี่ยมเจียมตัว ภายหน้าข้าก็จะดีต่อเจ้าเช่นกัน”
“อ้อ”
เมิ่งเชียนเชียนขานรับอย่างเฉยเมย
ปฏิกิริยาทั้งหมดของเมิ่งเชียนเชียน ช่างแตกต่างจากที่ลู่หลิงเซียวคาดคิดไว้ทั้งสิ้น
ลู่หลิงเซียวเตรียมใจโดนนางร้องห่มร้องไห้โวยวายใส่มาแล้วแท้ๆ ยามนี้กลับรู้สึกเหมือนตีหมัดลงบนฝ้าย[1]
ลู่หลิงเซียวค่อนข้างกระอักกระอ่วน เขากวาดตามองไปเห็นจดหมายเก่าหลายฉบับที่เริ่มเหลืองบนโต๊ะข้างเตียง
เขาจำมันได้ในปราดเดียวว่าเป็นจดหมายที่เขาเขียนมาให้นางในตอนนั้น
เดือนละฉบับ ทั้งหมดหกฉบับ
อันที่จริงก็ไม่ได้มีใจความอะไร เพียงแค่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ กำชับให้นางกินข้าว กตัญญูต่อท่านพ่อท่านแม่ ท่านย่าและท่านย่าทวด
นางไม่รู้หนังสือ สองสามฉบับแรกล้วนไหว้วานให้ท่านแม่ช่วยตอบกลับให้ มีเพียงฉบับสุดท้ายที่นางเป็นคนตอบกลับเอง ลายมือยึกยือโย้เย้ ราวกับยันต์กันผีอย่างไรอย่างนั้น
ที่แท้ เพื่อจะตอบจดหมายเขา นางจึงเริ่มเรียนเขียนอ่านกับท่านแม่
นางถามเขาในจดหมายว่าจะกลับบ้านเมื่อใด
เขาบอกว่ารอให้นางโตแล้ว เขาจะกลับมา
ยามนี้นางโตขึ้นจริงๆ แล้ว เขาก็กลับมาตามสัญญาแล้วเช่นกัน
เพียงแต่ระหว่างเรากลับไปเป็นเหมือนเก่าไม่ได้อีกแล้ว
เขามีหว่านเอ๋อร์แล้ว ได้เข้าใจความรักเป็นครั้งแรกในชีวิต เขาไม่มีทางตกหลุมรักสตรีอื่นได้อีก
ต่อให้เป็นภรรยาที่แต่งกันมาตั้งแต่ยังเยาว์ของตนก็ตาม
ลู่หลิงเซียวมองดวงหน้าเยาว์วัยไร้เดียงสาของเมิ่งเชียนเชียน ยังอยากจะกล่าวบางอย่างอีก แต่มีเสียงสาวใช้ดังขึ้นด้านนอกอย่างร้อนรนเสียก่อน
“ท่านแม่ทัพ! ท่านแม่ทัพท่านอยู่หรือไม่ จู่ๆ แม่นางหว่านเอ๋อร์ก็ไม่ค่อยสบาย…”
ลู่หลิงเซียวสีหน้าพลันเปลี่ยน ลุกพรวดขึ้นเดินออกไปโดยไม่เหลียวกลับมาแล!
ปั้นซย่ากับแม่นมหลี่เข้ามาในห้อง
ทั้งสองเป็นหญิงรับใช้ที่ติดตามเมิ่งเชียนเชียนแต่งเข้ามา และเป็นคนที่เมิ่งเชียนเชียนไว้ใจมากที่สุดในตระกูลลู่
เมิ่งเชียนเชียนปรายตามองจดหมายที่ถูกบรรจงวางไว้บนโต๊ะข้างเตียง พลางเอ่ยนิ่งๆ “ต่อไปนี้ห้ามตัดสินใจเองโดยพลการอีก”
ปั้นซย่าก้มหน้าลงอย่างประหม่า “ทราบแล้วเจ้าค่ะ คุณหนู”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “เปลี่ยนผ้าปู”
ปั้นซย่ารีบเอ่ย “เจ้าค่ะ!”
หลังจากเปลี่ยนผ้าปูที่นอนแล้ว เมิ่งเชียนเชียนก็ให้ปั้นซย่าหยิบกล่องแกะสลักลายดอกไม้ของตนออกมา
ด้านในเต็มไปด้วยจดหมายที่เมิ่งเชียนเชียนเขียนถึง ‘สามีผู้วายชนม์’ ตลอดเวลาห้าปีที่ผ่านมา มีถึงร้อยกว่าฉบับ ลายมือจากที่ดูไม่ได้ ก็ค่อยๆ เริ่มมีเอกลักษณ์ชัดเจน จนกระทั่งเป็นลายมือเสี่ยวข่าย[2]ที่ประณีตงดงามเจริญตาราวกับปักดอกไม้
ปั้นซย่ารีบถามว่า “คุณหนู ให้ส่งจดหมายพวกนี้ไปให้ท่านเขยหรือไม่เจ้าคะ พอท่านเขยทราบความในใจของคุณหนูในหลายปีที่ผ่านมา จะต้องเปลี่ยนใจแน่นอน!”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยโดยไม่ต้องคิดเลยว่า “เผาทิ้ง”
มิตรภาพความรักเป็นสิ่งล้ำค่าที่หายาก แต่สำหรับคนบางคนก็ไม่คู่ควร
ตอนนั้นเมิ่งเชียนเชียนแต่งเข้าตระกูลลู่ ประการหนึ่งเพื่อขจัดเสนียดจัญไรให้เหล่าไท่จวิน[3] และยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดรู้ นั่นก็คือช่วยตระกูลลู่ที่กำลังร้อนเงิน
ตระกูลลู่ภายนอกมีหน้ามีตา แต่ความจริงนั้นหนี้สินท่วมท้น เป็นสินเจ้าสาวมหาศาลที่เมิ่งเชียนเชียนนำติดตัวมาด้วย ได้ช่วยถมหลุมว่างของตระกูลลู่ให้เต็ม
ค่าใช้จ่ายภายในจวนช่วงหลายปีที่ผ่านมา ล้วนอาศัยเงินทองจากสินเจ้าสาวของเมิ่งเชียนเชียนเจือจุนทั้งสิ้น
ปั้นซย่าสะอื้นถามว่า “คุณหนู จะเผาจริงๆ หรือเจ้าคะ เช่นนั้นความทุ่มเทในช่วงหลายปีที่ผ่านมาของคุณหนูจะนับเป็นอะไร”
เมิ่งเชียนเชียนหยิบขนมแป้งทอดขึ้นมาชิ้นหนึ่ง “นับว่าเป็นความจริงใจที่ป้อนให้หมามันกิน”
แม่นมหลี่เดินมาหา ก่อนขมวดคิ้วเอ่ย “คุณหนูบอกว่าให้เผาทิ้งไป เจ้าไม่ได้ยินหรือไร”
ปั้นซย่าทนไม่ไหวอีกต่อไป ร้องไห้ขึ้นเสียงดัง
“ท่านเขยทำเกินไปแล้ว…ท่านเขยทำเช่นนี้กับคุณหนูได้อย่างไร…คุณหนูจะใช้ชีวิตอยู่ในจวนหลังจากนี้ได้อย่างไรกัน…”
แม่นมหลี่หันกลับไปมองเมิ่งเชียนเชียนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นับขนมแป้งทอดเงียบๆ ก่อนถอนหายใจยาวเหยียด
นั่นน่ะสิ
คุณหนูของนางไม่ได้มีชาติกำเนิดสูงส่ง ซ้ำยังไม่มีคนจากบ้านเดิมคอยอยู่ข้างๆ ยามได้รับความไม่เป็นธรรมมาแม้แต่คนให้ฟังสักคนยังไม่มี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการหาคนคอยให้ท้ายเลย
เดิมทีท่านเขยควรจะเป็นที่พึ่งที่ใหญ่ที่สุดให้กับคุณหนู ยามนี้กลับมีสตรีอื่นข้างนอกเสียแล้ว ซ้ำยังพากลับจวนมาอย่างโจ่งแจ้ง
วันหน้าจะให้คุณหนูของนางยืนหยัดอยู่ในตระกูลลู่ได้อย่างไร
แม่นมหลี่พลันนึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมา “คุณหนู เอาอย่างนี้ดีหรือไม่…”
“แม่นม” เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยขัด
“เจ้าค่ะ คุณหนู”
“ข้าจะนอนแล้ว ออกไปอย่าลืมปิดประตูด้วย พรุ่งนี้เช้าไม่ต้องปลุกข้า แล้วก็ ขนมแป้งทอดวันนี้ขาดไปห้าชิ้นนะ”
แม่นมหลี่ชะงัก
เมิ่งเชียนเชียนนั่งบนเตียงปาปู้[4] แล้วปล่อยม่านมุ้งลง
เช้าวันรุ่งขึ้น เมิ่งเชียนเชียนนอนจนตื่นขึ้นมาเอง
ตื่นมาก็ถูกแจ้งว่า ลู่หลิงเซียวมาหาตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว นั่งรอนางอยู่ในห้องอุ่นมาตลอด
นี่ทำให้ปั้นซย่ากับแม่นมหลี่ที่หมดความหวังไปนานแล้ว กลับมาคาดหวังใหม่อีกครั้ง
ทั้งสองเลือกกระโปรงรัดเอวสีชมพูอ่อนสดใสให้เมิ่งเชียนเชียนใส่ เข้าคู่กับเสื้อคลุมขนสัตว์สูงค่าสีชมพูลูกท้อแซมขาว
เมิ่งเชียนเชียนงดงามโดยกำเนิดแม้จะไม่ประทินโฉมผัดแป้ง คิ้วก็เรียวดั่งขุนเขา จมูกดั่งหยดน้ำ กลีบปากสีแดงระเรื่อเป็นธรรมชาติ มีความงามและความสดใสเฉพาะวัย งดงามดุจดอกท้อ
เด็กหญิงที่เคยร่ำไห้เพราะต้องแต่งงานขจัดเสนียดจัญไรในวันวาน ได้เติบโตเป็นดรุณีที่งามสะพรั่ง
ลู่หลิงเซียวชะงักงัน
เมิ่งเชียนเชียนถามว่า “เจ้ามาทำอะไร”
ลู่หลิงเซียวรู้สึกว่าเด็กสาวนางนี้คล้ายมีสองหน้า ยามอยู่ต่อหน้ามารดานางจะเชื่อฟัง หลังจากที่ตนคุยเรื่องหว่านเอ๋อร์กับนางเมื่อคืนนี้ นางก็ไม่เคยแย้มยิ้มดีๆ ให้ตนอีกเลย
ลู่หลิงเซียวเบนสายตาหนี ก่อนเอ่ยนิ่งๆ “ท่านแม่ให้ข้ามาตามเจ้าไปกินมื้อเช้าด้วยกัน รอเจ้ากว่าครึ่งชั่วยาม[5]แล้ว ปกติเจ้าก็ตื่นสายเช่นนี้รึ”
ไม่รอให้เมิ่งเชียนเชียนตอบ ลู่หลิงเซียวก็เอ่ยว่า “ต่อไปนี้ตื่นให้เช้าหน่อย”
เมิ่งเชียนเชียนตื่นเช้ากว่าไก่อยู่ทุกวี่ทุกวัน เพียงแต่สองวันนี้เหล่าไท่จวินกับเหล่าฮูหยินไม่อยู่ที่จวน ลู่หมู่จึงให้นางนอนพักอีกสักหน่อย
เมิ่งเชียนเชียนไม่ได้โต้แย้ง
หัวใจของบุรุษหากได้ลำเอียงไปแล้ว ต่อให้ตนพูดอย่างไรก็เปล่าประโยชน์อยู่ดี
ทั้งคู่ไปยังเรือนของลู่หมู่
ในความทรงจำของลู่หลิงเซียว ยามท่านย่าทานอาหาร มารดาของเขามักจะต้องยืนปรนนิบัติอยู่ข้างๆ เสมอ
ลู่หมู่ไม่ได้ให้เมิ่งเชียนเชียนทำเช่นนั้น
นางจูงมือเมิ่งเชียนเชียนให้มานั่ง แล้วดันของอร่อยๆ ทั้งหลายมากองตรงหน้าเมิ่งเชียนเชียน
ลู่หลิงเซียวเห็นจานตรงหน้าว่างเปล่า แล้วหันมองลู่หมู่ที่คีบอาหารให้เมิ่งเชียนเชียนไม่หยุด ก็พลันฉงนขึ้นมา สรุปแล้วใครเป็นบุตรในอุทรกันแน่
“ขนมกุ้ยฮวา” เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย
ลู่หมู่ตบหลังมือเมิ่งเชียนเชียนพลางยิ้ม “ได้สิๆ ขนมกุ้ยฮวา ชุนเถา ไปเร่งห้องครัวที”
ชุนเถาเผยสีหน้าลำบากใจ
“เป็นอะไรไป” ลู่หมู่ถาม
ชุนเถาเอ่ยเจื่อนๆ ว่า “ขนมกุ้ยฮวาส่งไปทางแม่นางหลินแล้วเจ้าค่ะ”
ลู่หมู่ขมวดคิ้ว “ไม่ได้บอกหรือว่าทำให้ฮูหยินน้อย”
ชุนเถาแอบชำเลืองมองลู่หลิงเซียว “บอกแล้วเจ้าค่ะ…”
ลู่หลิงเซียววางตะเกียบ “ข้าเป็นคนบอกห้องครัวให้ส่งไปเอง หว่านเอ๋อร์ก็อยากกินขนมกุ้ยฮวาเช่นกัน”
เขาเอ่ยพลางเหลือบตาขึ้นมองเมิ่งเชียนเชียนที่นั่งข้างกายลู่หมู่ “เจ้าคงไม่ถือสาหว่านเอ๋อร์แม้กระทั่งขนมจานเดียวหรอกกระมัง”
[1] ตีหมัดลงบนฝ้าย การกระทำที่ไม่สามารถมีผลหรือไม่เกิดการตอบสนองอย่างจริงจัง
[2] เสี่ยวข่าย เป็นแบบอักษรลักษณะหนึ่งที่มีความประณีตและขนาดเล็กบาง
[3] เหล่าไท่จวิน ใช้เรียกผู้หญิงที่มีอายุมากในครอบครัวในรูปแบบที่มีความเคารพ
[4] เตียงปาปู้ เตียงสี่เสาขนาดใหญ่ ล้อมรอบด้วยเสาสี่ข้างและรั้วเตี้ยๆ แกะสลักสวยงาม
[5] ครึ่งชั่วยาม 1 ชั่วโมง