เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 22 โชคร้ายเยือนตระกูลลู่
สองพ่อลูกเร่งรุดไม่ทิ้งฝุ่นไปยังจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง ไหนเลยจะรู้ลู่หยวนไม่ได้อยู่ที่จวน
ลู่หลิงเซียวขมวดคิ้ว “ท่านพ่อ? ผู้บัญชาการใหญ่ไปไหน”
ลู่สิงโจวส่ายหน้า “พ่อก็ไม่รู้”
“ท่านพ่อ เขาจงใจหลบหน้าพวกเราใช่หรือไม่”
ลู่หลิงเซียวไม่มีความรู้สึกดีๆ อันใดต่อผู้บัญชาการใหญ่ผู้นี้ที่อายุมากกว่าตนไม่กี่ปี แต่กลับมีอำนาจกุมทั้งราชสำนักได้
ลู่สิงโจวกลับไม่คิดว่าลู่หยวนจะจงใจหลบหน้าพวกเขา เพียงแต่ในใจเขาค่อนข้างประหลาดใจไม่น้อย
ลู่หยวนต่ำช้าอยู่บ้างก็จริง แต่ยังนับว่าขยันหมั่นเพียร เขาไปไหนกัน มีสิ่งใดสำคัญยิ่งกว่าการประชุมเช้าอีกหรือ
ณ ห้องภาวนา
ลู่หยวนในอาภรณ์สีม่วงตลอดร่างนั่งคุกเข่าทับส้นอยู่บนเบาะอันเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง เป่าซูแต่งตัวเป็นลูกพยัคฆ์คลานไปคลานมาอยู่ด้านหลังเขา
ตรงข้ามเขานั้น คือภิกษุจีวรเทามีอายุรูปหนึ่ง
ภิกษุนั่งตัวตรง มือหมุนลูกประคำ สายตาว่างเปล่า
ลู่หยวนเทน้ำชาให้เขาด้วยตัวเองหนึ่งถ้วย ก่อนวางกาน้ำชาร้อนๆ คืนลงโต๊ะ
เป่าซูยื่นมือไปคว้า แต่ถูกลู่หยวนจับไว้
เป่าซูจึงไปคว้าขนมบนโต๊ะแทน ครานี้ลู่หยวนไม่ได้สนใจ นางอาศัยจังหวะคนไม่ทันระวังเอาเข้าปาก ไม่อร่อยจนต้องคายผุยๆ ออกมา!
ลู่หยวนเอ่ย “ได้ยินว่าท่านอาพาธ ดีขึ้นบ้างหรือยัง”
ภิกษุไม่เอ่ยคำ
ลู่หยวนยิ้ม “เป่ยเหลียงส่งสายลับมาทั้งหมดห้าคน ไม่รอดสักราย”
ภิกษุยังคงเงียบ และไม่ดื่มชาที่ลู่หยวนเทให้ เอาแต่ลูบลูกประคำในมืออย่างเป็นระเบียบแบบแผน
ลู่หยวนเทน้ำชาให้ตัวเองถ้วยหนึ่งเช่นกัน “ตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อน จอมพลฉู่ถูกฮูหยินสังหาร ด่านอวี้เหมินเสียการป้องกัน กองทัพใหญ่สองแสนนายพินาศย่อยยับ องครักษ์เกราะทมิฬหนึ่งหมื่นนายที่จงรักภักดีเพียงจอมพลฉู่ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ด่านชายแดนที่ไร้การรักษาการณ์ของตระกูลฉู่ เหมือนดังไข่แตก ไม่ต้องโจมตีก็แตกพ่าย”
เอ่ยมาถึงตรงนี้ เขาก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบอึกหนึ่ง “เคราะห์ดีที่ทำสงครามมาห้าปี ในที่สุดก็ชนะ ท่านว่า ศึกนี้เป็นอย่างไร”
ภิกษุสวดนับประคำทีละเม็ดๆ
เป่าซูถูกลูกประคำของเขาดึงดูด จึงคลานกระดึ๊บๆ มาหา ยกมือหมายจะคว้า
ภิกษุเห็นแม่หนูน้อยแววตาเป็นประกายระยับ จึงคลายมือลง สีหน้าอ่อนโยน “โยมน้อยชอบเพียงนี้ ดูท่าจะมีวาสนาต่อพุทธองค์ของข้า ประคำนี้มอบให้โยมน้อยก็แล้วกัน”
เป่าซูเบิกตาโต แอ้!
ลู่หยวน “กินไม่ได้”
เป่าซูสะบัดหน้าน้อยๆ หนีทันที ไม่เอาแล้ว
อีกด้านหนึ่ง เมิ่งเชียนเชียนอ้างว่าเสียขวัญที่ร้านค้า จำต้องนอนพักรักษาตัวสักระยะ ไม่ไปคารวะให้เหล่าฮูหยินอีกแล้ว
เหล่าฮูหยินโมโหแทบตาย
เมิ่งเชียนเชียนไม่สนว่านางจะโกรธหรือไม่ ดูบัญชีอยู่ในห้องไม่สนใจใคร
วันนั้นเดิมทีนางหมายจะไปเอาร้านค้าร้านนั้น ไม่ได้คิดถึงเรื่องสายลับเป่ยเหลียงเลย เนื่องจากเรื่องค่อนข้างใหญ่ คนของกรมการพระนครไม่กล้าชะล่าใจ หลายวันนี้จึงมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
เมิ่งเชียนเชียนยังไม่อยากเปิดเผยเรื่องที่ตนเป็นเถ้าแก่คนใหม่ จึงตัดสินใจให้คลื่นลมผ่านไปก่อนค่อยไปทวงร้านคืนอีกครั้ง
แม่นมหลี่ถามว่า “คุณหนู บัญชีนี้ท่านดูไปแล้วมิใช่หรือ”
เมิ่งเชียนเชียนถือพู่กันเขียนรายการบัญชี “ก่อนหน้านี้เพียงอ่านคร่าวๆ เท่านั้น ทีนี้ข้าต้องจดไว้แล้ว อันไหนคือจำนวนที่พวกเราใช้จ่าย อันไหนคือเอาไปจุนเจือ”
เห็นแม่นมหลี่อยากจะเอื้อนเอ่ยแต่ยั้งไว้ เมิ่งเชียนเชียนจึงถามว่า “แม่นม มีอะไรหรือ”
แม่นมหลี่ถามอย่างปวดใจ “คุณหนู เหตุใดไม่อธิบายให้ท่านเขยฟังเจ้าคะ ว่าวันนั้นท่านไม่ได้เป็นฝ่ายไปหานายท่านใหญ่ เป็นนายท่านใหญ่ที่ให้คนมาตามท่านไปหา”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยเรียบนิ่ง “อธิบายไปเขาก็ไม่เชื่ออยู่ดี”
นางกลับมาจากจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง ลู่สิงโจวก็ตามนางไปที่ห้องหนังสือทันที ถามถึงต้นสายปลายเหตุของการลักพาตัว
นางเล่าให้ฟังอย่างละเอียด
ลู่สิงโจวเดาว่าเรื่องนี้อาจทำลายชื่อเสียงของลู่หลิงเซียว จึงบอกนางว่า เขาจะให้ลู่หลิงเซียวย้ายไปที่เรือนไห่ถัง ไม่เอาแต่สนใจสตรีนางนั้นอีกต่อไป
แม่นมหลี่ถอนใจเอ่ยว่า “เหตุใดท่านเขยจึงไม่เห็นความดีของคุณหนูบ้างเลยนะ”
เมิ่งเชียนเชียนจดบัญชีต่อ “เขาเห็นหรือไม่ ไม่สำคัญ”
“คุณหนูเจ้าคะ!”
ปั้นซย่าหิ้วกล่องอาหารเข้ามา งับประตูปิด ยิ้มแย้มเดินมาหา ก่อนหยิบสำรับเช้าในกล่องออกมา
โจ๊กลูกเดือยหนึ่งชาม กับแกล้มหนึ่งจาน ซาลาเปาไส้เนื้อผสมหน่อไม้สองลูก และเนื้อแดดเดียวหนึ่งจาน
หมู่นี้ห้องครัวกลางแย่มาก มีแค่โจ๊กกับกับแกล้ม ซาลาเปากับเนื้อแดดเดียวเป็นปั้นซย่าเข้าครัวเล็กเอง
แม่นมหลี่ยกน้ำอุ่นกับผ้ามา
เมิ่งเชียนเชียนล้างมือ ก่อนถามว่า “ส่งถ่านไปให้ทางท่านแม่หรือยัง”
ปั้นซย่ายิ้มเอ่ย “ส่งไปแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูเดาถูกจริงๆ ด้วย พวกนางถามว่าถ่านมาจากไหน บ่าวบอกว่าเหล่าไท่จวินเป็นคนให้ ตามที่คุณหนูกำชับไว้เลย!”
ตั้งแต่เมิ่งเชียนเชียนถูก ‘สูบเลือดสูบเนื้อ’ จนเกลี้ยง เหล่าฮูหยินก็เป็นคนดูแลบ้าน
นางตระหนี่ถี่เหนียว ไม่เพียงอาหารการกินที่แย่ลง แม้แต่ถ่านก็ลดน้อยลงเช่นกัน ซ้ำยังเปลี่ยนจากถ่านเงินเป็นถ่านดำ ควันโขมงจนน่ากลัว
เมิ่งเชียนเชียนซื้อถ่านใช้เอง ผสมไว้ในกองถ่านที่กิจการภายในส่งให้เหล่าไท่จวิน
เหล่าไท่จวินดีต่อลู่หมู่และเมิ่งเชียนเชียนมาเสมอ นางแบ่งถ่านให้ทั้งสอง จึงไม่มีใครสงสัย
เมิ่งเชียนเชียนเห็นนางยิ้มจนตาปิด จึงถามว่า “ยิ้มแย้มอารมณ์ดีเพียงนี้ มีเรื่องดีๆ หรือ”
ปั้นซย่าทำลับลมคมในยิ้มเอ่ยว่า “ฮิฮิ คุณหนู วันนี้ท่านไม่ได้ออกจากเรือน เกรงว่าคงไม่รู้ว่าที่จวนเรามีหมอดูมากระมัง”
เมิ่งเชียนเชียนที่กำลังดื่มโจ๊กพลันชะงัก “อ้อ มีเรื่องนี้ด้วยหรือ”
แม่นมหลี่เอ่ยอย่างฉงน “เชิญหมอดูมาเพื่อการใด ใครเป็นคนเชิญมา”
ปั้นซย่าเท้าเอวเอ่ย “เหล่า! ฮู! หยิน! เหล่าฮูหยินบอกว่า วันนี้จวนพวกเราไม่ค่อยสงบสุข คงเพราะมีของไม่ดีอยู่แน่ๆ จึงให้คนเชิญหมอดูมาทำพิธีปัดเป่า หมอดูนางนั้นมาถึงก็ชี้มาที่เรือนไห่ถังของพวกเรา บอกว่าเรือนไห่ถังมีปราณดำปกคลุม ของไม่ดีอยู่ที่เรือนพวกเรา!”
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มจาง “นางคิดจะล้างแค้นที่หลานชายตัวเองถูกฟาดในเรือนไห่ถังน่ะสิ”
แม่นมหลี่ถามอย่างกังวล “จากนั้นเล่า”
ปั้นซย่าเล่าอย่างออกรส “จากนั้น หมอดูนางนั้นก็ถือเลือดสุนัขกะละมังใหญ่ หมายจะมาไล่สิ่งอัปมงคลที่เรือนพวกเรา ใครจะรู้ยังเดินไม่ทันสองก้าว ก็ถูกเหล่าไท่จวินแย่งเลือดสุนัขไป แถมยังคว่ำใส่หัวเหล่าฮูหยินทั้งกะละมังเลย!”
อุ๊บ
แม่นมหลี่ที่สุขุมยังทนไม่ไหว หัวเราะออกมา
เมิ่งเชียนเชียนฟังแล้วก็รู้สึกสะใจอยู่มากเช่นกัน
ปั้นซย่าเอ่ย “วันนี้อากาศหนาวปานนี้ ข้าว่า นางล้างเลือดสุนัขต้องล้างทั้งวันเชียวนะ!”
เมิ่งเชียนเชียนพยักหน้า
ภาพนั้น แค่คิดก็ปลอดโปร่งไปทั้งตัวแล้ว
ตั้งแต่ท่านเขยพาสตรีนั่นกลับบ้าน แม่นมหลี่ก็เหมือนมีหินยักษ์มาทับใจ
หลายวันมานี้ ความอึดอัดคลายลงไม่น้อยแล้ว
แม่นมหลี่เติมถ่านไปก้อนหนึ่ง “ใกล้ถึงวันสิ้นปีแล้ว ปีที่ผ่านๆ มาคุณหนูให้เงินอย่างใจกว้าง พวกพ่อบ้านต่างได้กันคนละสิบตำลึง พ่อบ้านที่ดูแลแต่ละเรือนได้ห้าตำลึง ต่อให้เป็นสาวใช้ปัดกวาดยังได้หนึ่งร้อยเหรียญทองแดง ใครบ้างไม่บอกว่าคุณหนูดูแลบ้านได้ดี ไม่รู้ว่าปีนี้ เหล่าฮูหยินดูแลเอง จะเฉลิมฉลองสิ้นปีเช่นไร”
ปั้นซย่าแค่นเสียงเอ่ย “ข้าว่า นางไม่ควักออกมาแม้แต่เหรียญทองแดงเดียว!”
ตระกูลลู่จะฉลองสิ้นปีอย่างไร เมิ่งเชียนเชียนไม่สน นางสนเพียงลู่หลิงเซียวจะคืนนางอย่างไร
ทางด้านสองพ่อลูกตระกูลลู่รออยู่ที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงทั้งวัน นั่งจนขาชาหมดแล้ว ในที่สุดลู่หยวนก็กลับมา
ลู่สิงโจวรีบคำนับให้ ก่อนบอกจุดประสงค์ในการมาเยือนให้ชัดเจน
ลู่หยวนหยักยกมุมปาก “ใต้เท้าลู่ นี่มันโทษดูหมิ่นเบื้องสูง ต้องถูกตัดหัวเชียวนะ”
ลู่สิงโจวสีหน้าพลันเปลี่ยน
ลู่หลิงเซียวก้าวขึ้นหน้าก้าวหนึ่ง สีหน้าจริงจังเอ่ยว่า “เรื่องนี้ข้ากระทำเพียงคนเดียว ไม่เกี่ยวกับบิดา!”
ลู่หยวนยิ้มกว้างกว่าเดิม “แม่ทัพลู่ช่างกล้าหาญ ข้าเลื่อมใสนัก ใครก็ได้ จับตัวแม่ทัพลู่มา!”