เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 21 กระหน่ำฟาดลู่หลิงเซียว
บทละครในมือเมิ่งเชียนเชียนร่วงตกบนที่รองเท้าข้างเตียง
ลู่หลิงเซียวก้าวไปเบื้องหน้า คุกเข่าข้างหนึ่งลงข้างกายเมิ่งเชียนเชียน สองมือคว้าข้อมือของนางไว้ กดนางไว้ใต้ร่างเบาๆ สายตาเร่าร้อนจ้องมองนาง
เมิ่งเชียนเชียนนอนอยู่ใต้ร่างเขาอย่างนิ่งสงบ จ้องมองเขาอย่างราบเรียบ ไร้แววต่อต้านและดิ้นรน
ลู่หลิงเซียวเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “นี่เจ้า…ยินยอมจริงๆ รึ!”
ยามเหมันต์เสื้อผ้าอาภรณ์หนาเตอะ อีกทั้งเวลานางออกจากจวนมักสวมเสื้อคลุม มองแวบๆ ไม่บอบบางเท่าหว่านเอ๋อร์ ทว่ายามนี้ ลู่หลิงเซียวจับข้อมือผอมบางของนางไว้ รู้สึกเหมือนไม่ทันระวังก็สามารถหักได้
คราเมื่อนางเพิ่งมาที่ตระกูลลู่ อันที่จริงเขาเคยเห็นนางแวบๆ อยู่ไกลๆ
นั่นเป็นเด็กหญิงจอมตะกละตัวจ้ำม่ำ ห้าปีผ่านไป นึกไม่ถึงว่านางจะผอมบางเพียงนี้…
ลู่หลิงเซียวกระชับฝ่ามือที่กุมข้อมือนางให้แน่นขึ้น ดวงตาแดงก่ำมีประกายลังเลผุดวาบ
แต่ครั้นนึกถึงที่นางใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ร่วมเตียงกับเขา ความอดทนอดกลั้นในก้นบึ้งหัวใจพลันมลายหายเข้ากลีบเมฆทันที!
ต่อให้ตนปฏิบัติต่อนางหยาบช้าเพียงใด ก็เป็นเพราะนางรนหาที่เอง!
ในขณะที่ลู่หลิงเซียวยกมือไปดึงทึ้งเสื้อนาง พลันรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
เขาหยุดการกระทำลง ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ กลับเห็นคนผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงฝั่งใน สองมือกอดอก จดจ้องตนเขม็ง
เขาสะดุ้งโหยง สร่างเมาโดยพลัน “ท่านย่าทวด?”
บัดซบ!
ท่านย่าทวดมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
เหล่าไท่จวินหรี่ตา “เจ้ากำลังรังแกเชียนเชียนใช่หรือไม่”
ลู่หลิงเซียวรีบเอ่ย “ข้าเปล่า…”
เหล่าไท่จวินเล็งศีรษะเขา ก่อนจะฟาดผัวะใส่ฉาดใหญ่ “เจ้าเห็นข้าตาบอดรึ ข้าเห็นหมดแล้ว!”
ลู่หลิงเซียวถูกตบจนหัวดังวิ้งๆ
“เจ้าเด็กหน้าเหม็นนึกไม่ถึงว่าจะกล้าโยนเชียนเชียน เจ้าโยนอีกสิ! โยนสิ!”
เหล่าไท่จวินกางมือทั้งซ้ายทั้งขวา ฟาดบ้องหูดังป้าบๆ
ลู่หลิงเซียวรีบปล่อยเมิ่งเชียนเชียน กุมหัวหลบลงใต้เตียง “ท่านย่าทวด! มิใช่อย่างที่ท่านคิด…ท่านเข้าใจผิดแล้ว…”
“ยังจะกล้าเถียงข้างๆ คูๆ อีก!”
เหล่าไท่จวินกระโดดลงจากเตียงตามมา ตบบ้องหูยังไม่หนำใจพอ นางคว้าไม้ซักผ้าจากโต๊ะมาฟาดลู่หลิงเซียวยกหนึ่ง!
ลู่หลิงเซียวไม่กล้าโต้คืน ถูกฟาดจนวิ่งพล่านไปทั่วห้อง ทว่าห้องก็เล็กแค่นี้ เขาจะหนีไปไหนได้
“ห้ามทำโต๊ะเปื้อนนะ!”
ประเสริฐ ขึ้นโต๊ะก็ไม่ได้
“ลงมาเดี๋ยวนี้!”
หลบขึ้นคานห้องก็ไม่ได้!
“วิ่งเสียไวปานนั้น อยากให้ข้าเหนื่อยตายรึ!”
เร็วหน่อยก็ไม่ได้!
ชั่วพริบตาเดียว ลู่หลิงเซียวก็โดนไม้เหล่าไท่จวินฟาดไปหลายที
ร่างกายของท่านย่าทวดแข็งแรงกว่าเมื่อห้าปีก่อนมากนัก ฟาดได้เจ็บจริงๆ
เขาเป็นขุนพล ความเจ็บรุนแรงกว่านี้ก็เคยเจอมาแล้ว ทว่าบาดเจ็บในสนามรบนั้นไม่เหมือนกับความเจ็บที่ถูกท่านย่าทวดตี ก็มันขายหน้านี่นา!
เขากุมหัววิ่งพล่านพลางกัดฟันกรอดหันมองเมิ่งเชียนเชียนบนเตียงปาปู้
เมิ่งเชียนเชียนลุกขึ้นมานั่งแล้ว นางกินขนมแป้งทอดพลางโคลงหัวมองเขาโดนตี
ลู่หลิงเซียวกัดฟันกรอด “สตรีนางนี้…”
แค่แบ่งสมาธินิดเดียว เหล่าไท่จวินก็จับเขาไว้ได้ แล้วฟาดลงมา!
ฮ่า!
ลู่หลิงเซียว “!!!”
หนึ่งเค่อต่อมา เหล่าไท่จวินก็หิ้วตัวลู่หลิงเซียวที่โดนตนฟาดจนหัวปูดหัวบวมไปยังห้องหนังสือของลู่สิงโจว
ลู่สิงโจวเห็นทั้งสอง ก็นิ่งอึ้งเต็มสีหน้า “ท่านย่า นี่คือ…”
เหล่าไท่จวินเอ่ยอย่างดุร้ายยิ่ง “ดูแลลูกชายเจ้าให้ดี! บุตรอกตัญญู เป็นความผิดของบิดา หากเจ้าหนูนี่ยังกล้าลงมือกับเชียนเชียน ข้าจะฟาดเจ้าด้วยอีกคน!”
ครั้นเหล่าไท่จวินจากไป ลู่สิงโจวก็หันมองบุตรชายอย่างเย็นชา
หน้าแดงเห่อไปทั้งหน้า กลิ่นสุราฉุนไปทั้งตัว ดูก็รู้ว่าเมา
ลู่สิงโจวเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ต่อความไม่เอาไหนของบุตรชาย “ข้าให้เจ้าย้ายไปเรือนของเชียนเชียน มิใช่ให้เจ้าไปเมาเสียสติ!”
ลู่หลิงเซียวหมดคำโต้แย้ง
เมื่อครู่นี้เขา…หยาบคายไปหน่อยจริงๆ แต่หากนางไม่มากแผนการ เขาจะถึงขั้นโกรธเช่นนี้หรือ
ลู่สิงโจวเอ่ยอย่างรำคาญ “ไสหัวกลับไปทบทวนตัวเองที่เรือนไป!”
ลู่หลิงเซียวไปแล้ว
ลู่สิงโจวทอดมองแผ่นหลังของเขา สะบัดแขนเสื้อ “ไม่รู้ความ!”
บ่าวรับใช้ถามขึ้นเจื่อนๆ ว่า “นายท่านหมายถึงคุณชายใหญ่ไม่รู้ความ หรือฮูหยินน้อยไม่รู้ความขอรับ”
ลู่สิงโจวเอ่ย “ทั้งคู่!”
ลู่สิงโจวชะงัก ก่อนไปที่ห้องของลู่หมู่
ลู่หมู่ขาพลิกเมื่อคราก่อน แต่ถูกเหล่าฮูหยินเรียกไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ จึงยังไม่หายดีจนกระทั่งบัดนี้
ลู่สิงโจวคุยเรื่องบุตรชายกับนาง “เจ้าก็เกลี้ยกล่อมเชียนเชียนหน่อย อย่าได้เอาแต่ใจนัก เซียวเกอร์อย่างไรก็เป็นสามีนาง มีที่ไหนไล่สามีออกข้างนอก”
เรื่องในวันนี้ บุตรชายทำไม่ถูกต้องจริงๆ แต่ลูกสะใภ้เอะอะก็เอาเหล่าไท่จวินมาช่วย ไม่ค่อยเหมาะเช่นกัน
เรื่องของสามีภรรยา ปิดประตูค่อยๆ พูดคุยกัน หากยังไม่ได้ก็ยังมีพ่อแม่สามี ยามนี้เรื่องใหญ่จนคนทั้งจวนรู้กันหมดแล้ว มีที่ไหนทำสามีตัวเองขายขี้หน้าเช่นนี้
“ทราบแล้ว”
ลู่หมู่หลุบตาขานรับ
ลู่สิงโจวฟังออกว่านางรับคำแบบขอไปทีอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก “ข้ารู้ว่าเจ้าเอ็นดูเชียนเชียน แต่อย่างไรเสียเซียวเกอร์ก็เป็นลูกแท้ๆ ของเจ้า เจ้าก็คงไม่อยากให้ข่าวครอบครัวไม่สงบสุข สามีภรรยาไม่รักกันลือออกไป ส่งผลกระทบต่ออนาคตของเขาหรอกกระมัง”
ลู่สิงโจวเอ่ยพลางลุกขึ้น “เจ้าให้คนเตรียมมื้อค่ำไว้ คืนนี้ข้าจะค้างที่นี่”
ลู่หมู่ตัวแข็งทื่อ
เรื่องที่สายลับเป่ยเหลียงกระทำการอุกฉกรรจ์กลางถนนเกิดคลื่นลมในเมืองหลวงไม่น้อย ขณะเดียวกันในหมู่ชาวบ้านยังลือกันเรื่องฮูหยินแม่ทัพเจิ้นเป่ยสละตัวเองช่วยชีวิตคนด้วย
ผู้คนต่างชื่นชมตระกูลขุนพลไร้สตรีอ่อนแอ แม้แต่ชื่อเสียงในหมู่ชาวบ้านของลู่หลิงเซียวก็พลอยเลื่องลือไปด้วย
ทว่าในขณะที่คนตระกูลลู่กำลังได้หน้าได้ตานั้น อาลักษณ์หวังก็ยื่นฎีกาไม่ไว้วางใจลู่หลิงเซียว
ความว่าโปรดปรานชู้รักจนลืมภรรยาเอก ผิดต่อกฎสามมรรคห้า[1] มีความสามารถแต่ขาดคุณธรรม ความประพฤติไร้คุณธรรม ไม่คู่ควรตำแหน่งแม่ทัพเจิ้นเป่ยขั้นสาม อีกทั้งยังกระทำผิดกฎหมายทั้งที่รู้กฎหมาย มีความผิดร้ายแรง ควรลงโทษสถานหนัก!
ครั้นถูกถามหาหลักฐาน อาลักษณ์หวังก็ยืดกายขึ้น “เฮอะ ภรรยาของกระหม่อมเห็นมากับตา! ลู่หลิงเซียวพาเมียนอกสมรสไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง ซ้ำยังเรียกขานว่าลู่ฮูหยิน ยิ่งไปกว่านั้นวันที่ถูกคนร้ายจับตัวไป เพื่อช่วยเมียนอกสมรส ไม่ใยดีชีวิตของภรรยาเอก! บุคคลที่มีพฤติกรรมไร้คุณธรรมเยี่ยงนี้ กระหม่อมขอฝ่าบาทโปรดปลดเขาออกจากตำแหน่งขุนนางด้วย!”
โอรสสวรรค์น้อยหันหน้าไปมองที่นั่งหลังม่านอันว่างเปล่า ก่อนตรัสกับอาลักษณ์หวังว่า “เรารู้แล้ว”
ครั้นเลิกประชุม ลู่สิงโจวก็เดินตามอาลักษณ์หวังมา ประสานมือเอ่ยว่า “ใต้เท้าหวัง เรื่องนี้เข้าใจผิดอย่างมาก บุตรชายข้าเขา…”
“เฮอะ!”
อาลักษณ์หวังเชิดหน้าขึ้นฟ้า สะบัดแขนเสื้อจากไป!
“ท่านพ่อ!”
หน้าประตูวัง ลู่หลิงเซียวเร่งฝีเท้ามาหา แผลปูนหลายจุดบนศีรษะเขายังไม่ยุบ จึงใช้หมวกสานปิดบังไว้
เขาได้ยินพวกขุนนางที่ออกมาก่อนคุยกันเรื่องที่ตนโดนยื่นฎีกาแล้ว
“ดูเรื่องงามหน้าที่เจ้าทำสิ!” ลู่สิงโจวตวาดเสียงต่ำ
“ท่านพ่อ”
ลู่สิงโจวเอ่ย “ยังดีที่วันนี้ผู้บัญชาการใหญ่ไม่มาประชุมเช้า ฝ่าบาทจึงยังไม่ได้ออกคำตัดสิน เจ้ารีบตามข้าไปที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงเดี๋ยวนี้”
ลู่หลิงเซียวกำหมัด “ท่านพ่อจะให้ข้าไปขอร้องขุนนางโฉดนั่นรึ”
ลู่สิงโจวเอ่ย “ตอนนี้ไม่มีวิธีอื่น”
ลู่หลิงเซียวขมวดคิ้ว “เขาขวางอาลักษณ์หวังได้หรือ”
อาลักษณ์หวังเป็นขุนนางมือสะอาด ยืนหยัดในท่าทีของตนเอง คนในราชสำนักไม่น้อยต่างเคยโดนเขายื่นฎีกาไม่ไว้วางใจ ผู้บัญชาการใหญ่ก็เช่นกัน
ลู่สิงโจวเอ่ย “เขาขวางได้หรือไม่ไม่สำคัญ เจ้าอย่าลืมสิ เขาก็เป็นพยานเช่นกัน ขอแค่เขายืนกรานว่าคนที่ไปร่วมงานเลี้ยงคือเจ้ากับเชียนเชียน คำให้การของหวังฮูหยินย่อมเป็นโมฆะ”
บนโลกนี้ อย่างไรก็ลำเอียงเข้าข้างบุรุษ โดยเฉพาะบุรุษที่มีตำแหน่งสูงและอำนาจล้นฟ้า
[1] กฎสามมรรคห้า กฎสาม ได้แก่ ผู้ปกครองสอนราษฎร พ่อสอนลูก และสามีสอนภรรยา มรรคห้า ได้แก่ เมตตากรุณา คุณธรรม กาลเทศะ สติปัญญา และซื่อสัตย์