เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 24 ตระกูลขุนพล เจ้าไม่คู่ควร!
“ที่แท้ ข้าจะร่วมเตียง ยังต้องให้เจ้าอนุญาตหรือนี่ ช่างปากดีจริงๆ!”
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มเหน็บ
สองคนนี้ ช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก เอาเรื่องร่วมเตียงมาเป็นบุญคุณใหญ่หลวงต่อนางกันทั้งคู่
รวมถึงพ่อสามีของนางก็ด้วย คิดว่าบุตรชายของเขาเนื้อหอม ขอแค่กลับมาอยู่ข้างกายนาง นางก็ควรจะยอมรับความขมขื่นทุกอย่างแต่โดยดี กระทั่งซาบซึ้งปลื้มปริ่มใจ
พวกเขาไม่ถามนางเสียบ้างว่านางต้องการหรือไม่
“เจ้ามันนางปีศาจหน้าเหม็น! คุณหนูของข้าจะร่วมเตียงกับท่านเขย ต้องให้เจ้าอนุญาตด้วยรึ เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ไม่มีวาสนาเป็นนายหญิงของบ้าน แต่กลับทำตัวเป็นนายหญิงของบ้านเสียอย่างนั้น ไม่ส่องคันฉ่องชะโงกดูเงาเสียบ้าง ว่าตัวเองเป็นเช่นไร!”
ปั้นซย่าเลิกม่านพุ่งเข้ามาด่าทอหลินหว่านเอ๋อร์ยกใหญ่
คุณหนูของนางไปทำเวรทำกรรมอะไรมาหนอ ถูกทั้งบ้านดูถูกเช่นนี้ นึกไม่ถึงว่ายามนี้แม้แต่ปีศาจจิ้งจอกนอกสมรสก็คิดจะขึ้นมาขี่บนหัวคุณหนูของนางแล้ว ช่างหน้าด้านนัก!
แม่นมหลี่ก็หน้าตึงเข้ามายืนข้างกายคุณหนูตนเช่นกัน ก่อนเอ่ยกับหลินหว่านเอ๋อร์ว่า
“บ่าวเรียกท่านว่าแม่นางหลิน แต่ท่านอย่าคิดจริงๆ นะว่าตัวเองเป็นแม่นาง แม่นางบ้านใดบ้างวิ่งแจ้นมาเป็นน้อยคนอื่นเช่นนี้ ซ้ำยังวิ่งโร่มาอวดเบ่งใส่ภรรยาเอกโดยไม่รู้สึกละอายด้วย คุณหนูของข้าใจกว้าง ไม่ถือสาเจ้า แต่คนเรามันต้องมีความตระหนักรู้บ้างสิ พูดให้ไม่น่าฟังหน่อย เจ้าตั้งครรภ์อยู่ข้างนอก คุณหนูข้าไม่ยอมรับ เขาก็คือมารหัวขน ไม่มีสิทธิ์เป็นแม้แต่บุตรสายรอง! ต่อให้เทหงฮวาถ้วยหนึ่งให้เจ้าแท้งบุตร ก็ไม่มีผู้ใดว่าคุณหนูข้าได้แม้เพียงครึ่งคำ! หากข้าเป็นเจ้า จะเก็บหางเป็นคน ออกมาทำคนอัปมงคลน้อยๆ หน่อย!”
แม่นมหลี่ปกติแล้วไม่ได้ปากคอเราะรายเพียงนี้ ทว่ายามได้ปากร้ายขึ้นมาก็ไม่ธรรมดาเลย
หลินหว่านเอ๋อร์โดนตอกหน้าจนหน้าแดงก่ำ
นางกำหมัดแน่น ใช้ภาษามือกับเมิ่งเชียนเชียนว่า : ข้ามีชาติตระกูลขุนพล เล่าเรียนแต่วิชากำจัดศัตรูในสนามรบ พวกเล่ห์กลช่วงชิงความโปรดปรานในเรือนหลังของพวกเจ้า ข้าไม่ถนัด และไม่อยากถนัดด้วย!
เมิ่งเชียนเชียนแค่นเสียงเอ่ย “แย่งสามีคนอื่น อยู่ด้วยกันโดยไม่แต่งงาน ก็เป็นวิชาที่เจ้าเล่าเรียนจากตระกูลขุนพลด้วยหรือ อย่ามาทำให้ตระกูลขุนพลแปดเปื้อน เจ้าไม่คู่ควร!”
หลินหว่านเอ๋อร์ : เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร
เมิ่งเชียนเชียน “ข้าไม่สนว่าเจ้าเป็นใคร! ไสหัวไป!”
ปั้นซย่าชี้ไปที่ประตูทันที “คุณหนูของข้าให้เจ้าไสหัวออกไป!”
หลินหว่านเอ๋อร์หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง นางถลึงตาใส่เมิ่งเชียนเชียนอย่างแรงพักหนึ่ง ก่อนจะออกจากเรือนไห่ถังไปอย่างขุ่นเคือง
เพิ่งจะเดินมาถึงสวนเล็ก นางก็เจอลู่สิงโจวที่เดินมาจากเรือนเหล่าไท่จวินพอดี
นางปรับสีหน้าให้ดี ก่อนค้อมกายคำนับให้
ลู่สิงโจวไม่เคยรู้สึกชอบใจสตรีกำพร้าตัวปัญหาที่บุตรชายตนพามาเลย หากมิใช่เพราะบิดานางมีบุญคุณช่วยชีวิตบุตรชายตนเอาไว้ กอปรกับนางกำลังตั้งท้องเลือดเนื้อเชื้อไขของบุตรชายอยู่ เขาไม่มีทางยอมให้อยู่ที่จวนเด็ดขาด
เขาไม่สนใจหลินหว่านเอ๋อร์ สาวเท้ากำลังจะไป
หลินหว่านเอ๋อร์ขวางเขาไว้ หักกิ่งไม้มาก้านหนึ่ง เขียนบนพื้นว่า : ใต้เท้าลู่คิดหาวิธีช่วยลู่หลังได้แล้วหรือ
ลู่สิงโจวเอ่ยอย่างเคร่งขรึมว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าสมควรถาม”
หลินหว่านเอ๋อร์เขียนต่ออีก : ข้ามีวิธีช่วยลู่หลัง
ลู่สิงโจวฝีเท้าชะงัก ในที่สุดก็หันมามองนางตรงๆ “เจ้าน่ะรึ”
หลินหว่านเอ๋อร์ : เจ้าค่ะ เมื่อครู่ข้าไปหาฮูหยินน้อยมา ก็ด้วยเรื่องช่วยลู่หลัง เพียงแต่ นางไล่ข้าออกมา
อนุวิ่งไปหาภรรยาเอก ถูกไล่ออกมาก็ไม่แปลก
ลู่สิงโจวพินิจมองนางอย่างฉงน เอ่ยว่า “ลองว่าวิธีของเจ้ามา”
หลินหว่านเอ๋อร์เผยบาดแผลบนมือซ้ายของตน : วิธีที่ดีที่สุดคือให้ฮูหยินน้อยมีแผลบนมือแบบเดียวกัน และยืนกรานว่าวันนั้นคนที่ไปร่วมงานเลี้ยงก็คือนาง
ลู่สิงโจวครุ่นคิด “แผลเก่ากับแผลใหม่ไม่เหมือนกันกระมัง”
หลินหว่านเอ๋อร์เขียนว่า : ย่อมไม่เหมือน แต่หากถูกของร้อนลวกหรือเป็นของมีคมบาดเล่า ผู้ใดจะรู้ได้ว่าเดิมทีนี่เป็นแผลเช่นไร
ลู่สิงโจวพยักหน้า บ่งบอกให้นางว่าต่อ
หลินหว่านเอ๋อร์ : ผู้บัญชาการใหญ่กับหวังฮูหยินล้วนเป็นพยานในงานเลี้ยง ในเมื่อผู้บัญชาการใหญ่ไม่ยอมกลับคำ เช่นนั้นก็ให้หวังฮูหยินกลับคำแทน ฮูหยินน้อยมีบุญคุณช่วยชีวิตหวังฮูหยินไว้ ขอแค่นางออกหน้าขอร้องหวังฮูหยิน อย่าว่าแต่กลับคำเลย ต่อให้อาลักษณ์หวังถอนฎีกาไม่ไว้วางใจลู่หลัง ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องยาก
ลู่สิงโจวขมวดคิ้ว “นี่เป็นวิธีที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายจริงๆ”
หลินหว่านเอ๋อร์เขียน : แม้ว่าจะเป็นวิธีที่ดี แต่น่าเสียดายที่ฮูหยินน้อยปฏิเสธข้า ให้ข้าไสหัวออกไปจากเรือนไห่ถัง
ลู่สิงโจวสีหน้าทะมึนขึ้น “นางไล่เจ้าออกมาเพราะเรื่องนี้น่ะรึ นางไม่อยากช่วยสามีตัวเองเพียงนั้นเชียวรึ”
หลินหว่านเอ๋อร์เขียน : ข้าบอกว่าขอแค่นางยอมช่วยลู่หลัง ข้าสามารถยกลู่หลังให้นางได้ นางก็ยังไม่ยอม แต่ว่า เมิ่งเชียนเชียนไม่ช่วย ข้าหลินหว่านเอ๋อร์จะช่วยเอง!
ลู่สิงโจวถามว่า “เจ้ายังมีวิธีอื่นอีกรึ”
หลินหว่านเอ๋อร์ล้วงป้ายคำสั่งเหล็กนิลสีดำออกมาจากกระเป๋าเสื้อยื่นให้ลู่สิงโจว
ลู่สิงโจวรับมาชั่งน้ำหนักในมือ แม้จะไม่รู้จัก แต่น่าประหลาดที่สัมผัสได้ถึงไอสังหารของขุนพล “นี่คือ…”
หลินหว่านเอ๋อร์เขียน : ป้ายคำสั่งขององครักษ์เกราะทมิฬ บิดาข้าคือหนึ่งในสิบสององครักษ์ใต้บังคับบัญชาของจอมพลฉู่ พี่ชายข้าก็เป็นองครักษ์เกราะทมิฬเช่นกัน ข้ายินดีใช้คุณูปการของบิดาและพี่ชายแลกกับชีวิตของลู่หลัง!
“เหตุใดเจ้าไม่บอกแต่แรก”
ลู่สิงโจวนึกว่าบิดาและพี่ชายนางเป็นเพียงนายทหารเล็กๆ ที่ประจำการที่ชายแดน เพราะอย่างไรหากเป็นขุนพลใหญ่ คงเอาคุณูปการไปรับบำเหน็จนานแล้ว
หลินหว่านเอ๋อร์ : หลังจากจอมพลฉู่สิ้นชีพ องครักษ์เกราะทมิฬหนึ่งหมื่นนายของเขาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หากโดนพวกเป่ยเหลียงรู้ตัวตนของข้า ต้องมาจับตัวข้าไปบีบถามที่อยู่ขององครักษ์เกราะทมิฬแน่ ข้าทำเช่นนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและลูกในท้อง มิได้มีเจตนาปิดบังใต้เท้า
ลู่สิงโจวสีหน้าซับซ้อนถามว่า “หลิงเซียวรู้หรือไม่”
หลินหว่านเอ๋อร์พยักหน้า : เป็นความคิดของเขา
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” ลู่สิงโจวทอดถอนใจ “เจ้าวางใจได้ ตระกูลลู่ของเราจะปกป้องเจ้าให้ปลอดภัยแน่นอน!”
หลินหว่านเอ๋อร์เขียนอย่างจริงจัง : ขอแค่ได้ช่วยลู่หลัง ข้าจะตายก็ไม่สำคัญ
ลู่สิงโจวนึกถึงเมิ่งเชียนเชียนขึ้นมา เมื่อก่อนไม่ได้รู้สึกว่าเด็กคนนั้นแย่ ทว่ายามนี้มาเปรียบเทียบกัน ยิ่งรู้สึกว่าเมิ่งเชียนเชียนไม่รู้ความขึ้นเรื่อยๆ แล้ว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่สนใจความปลอดภัยของสามีตนเลยสักนิด
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว หลินหว่านเอ๋อร์รักลึกซึ้งต่อบุตรชายตนมากกว่า และห่วงใยความปลอดภัยของเขามากกว่านางด้วย
ลู่สิงโจวพยักหน้าให้หลินหว่านเอ๋อร์ ก่อนถือป้ายคำสั่งเข้าวังไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท
ลี่ว์หลัวเดินมาหา ยิ้มแย้มเอ่ยว่า “คุณหนู รอช่วยท่านแม่ทัพออกมาได้แล้ว นายท่านใหญ่กับเหล่าฮูหยินจะต้องให้ท้ายท่านแน่ ถึงเวลานั้น ดูซิว่าสตรีนางนั้นในเรือนไห่ถังจะสู้คุณหนูได้อย่างไร!”
ยามเช้า เมืองหลวงมีหิมะตกเบาๆ บนพื้นเต็มไปด้วยเกล็ดหิมะละเอียด ไม่นานก็ถูกคนรับใช้กวาดจนสะอาด
เมิ่งเชียนเชียนถือยาต้มที่เพิ่งต้มเสร็จไปที่เรือนของลู่หมู่
เหล่าไท่จวินก็อยู่ด้วย
อาการของลู่หมู่ย่ำแย่นัก นอนไม่หลับทั้งราตรี เช้านี้ก็ไอเป็นเลือด เมื่อครู่เพิ่งจะข่มตาหลับไปได้
เหล่าไท่จวินมองใบหน้าซีดเผือดของลู่หมู่ ก่อนถอนหายใจกลุ้มๆ
เมิ่งเชียนเชียนมองลู่หมู่นิ่งๆ
ในบ้านนี้ คนที่ดีกับตนก็มีเพียงเหล่าไท่จวินและลู่หมู่เท่านั้น
เมื่อนางออกมาจากเรือนหลัก ปั้นซย่าก็ถอนใจเอ่ยเสียงเบาว่า “ฮูหยินใหญ่ช่างน่าสงสาร”
ปั้นซย่าไม่ได้เห็นใจท่านเขย แต่ฮูหยินใหญ่เป็นคนดี ฮูหยินใหญ่เสียใจถึงเพียงนี้ นางชักจะทนดูไม่ได้
“คุณหนู พวกเรา…ไปร้องขอความเมตตาที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงดีหรือไม่”