เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 23 เป็นหญิงม่ายสบายใจกว่า
ลู่สิ่งโจวตกตะลึงไปแล้ว
ผู้บัญชาการใหญ่ลู่มีท่าทีอยากดึงพวกเขามาเป็นพรรคพวกเสมอมา เดิมนึกว่ามาขอร้องอีกฝ่ายถึงที่ครานี้จะสำเร็จราบรื่น แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่าท่าทีจะพลิกผัน จับตัวคนตระกูลลู่ไว้
“ผู้บัญชาการใหญ่…”
ลู่หยวนยิ้มเอ่ย “ใต้เท้าลู่คิดว่าตนเองก็กระทำผิด อยากจะไปกินข้าวคุกด้วยอีกคนหรือ”
ลู่สิงโจวพลันเงียบทันที
เขามองบุตรชายที่ถูกองครักษ์เสื้อแพรกดตัวไว้ ก่อนลอบกำหมัดแน่นเงียบๆ
นับว่าเขาได้เห็นความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของลู่หยวนแล้ว เปลี่ยนท่าทีทันควันจากหน้ามือเป็นหลังมือ นิสัยใจคอของผู้บัญชาการใหญ่ผู้นี้ เกรงว่าใต้หล้านี้คงไม่มีผู้ใดคาดเดาได้!
ลู่สิงโจวจะโดนไปด้วยอีกคนไม่ได้ เขาต้องคิดหาวิธีช่วยบุตรชายออกมาโดยไว
“ลู่หยวน!”
ลู่หลิงเซียวถลึงตาใส่ลู่หยวนอย่างแรง
ครานี้ เขาเดือดดาลต่อขุนนางโฉดผู้นี้ถึงขีดสุดแล้ว
ลู่หยวนแย้มยิ้มอย่างเอ้อระเหย ก่อนเดินเอื่อยเฉื่อยเข้าไปในจวน
บนรถม้า เป่าซูกรุ่นโกรธโวยวายอ้อแอ้ยกใหญ่ ราวกับกำลังฟ้องว่าคนบางคนลืมนางอีกแล้ว!
ไม่นานข่าวเรื่องลู่หลิงเซียวถูกผู้บัญชาการใหญ่จับตัวไปก็ลอยเข้าหูตระกูลลู่
เหล่าฮูหยินเพิ่งจะล้างเลือดสุนัขมาทั้งวัน ยังไม่ทันหายโกรธดี หลานชายก็มาโดนจับไปแล้ว!
นี่จะให้ทนไหวอย่างไร
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” นางตวาด
สาวใช้ไม่กล้าปิดบัง เล่าสถานการณ์ที่สืบได้จากเรือนชั้นนอกให้ฟัง “ต้องโทษฮูหยินน้อยเจ้าค่ะ ต้องการจะเปิดโปงแม่นางหลินให้ได้ ยามนี้ดีนัก คุณชายใหญ่ต้องโทษโปรดปรานชู้รักละเลยภรรยาเอก ซ้ำยังโดนโทษดูหมิ่นเบื้องสูง ถูกองครักษ์เสื้อแพรจับขังแล้ว! ไม่รู้ว่าโดนซ้อมอย่างไร!”
ชื่อเสียงในเมืองหลวงขององครักษ์เสื้อแพรไม่นับว่าน่าฟังนัก ใช้ทัณฑ์ทรมานรุนแรง จับตาดูเพื่อลอบสังหาร ทั้งที่ให้ผู้อื่นเห็นได้ และที่ให้ผู้อื่นเห็นไม่ได้ องครักษ์เสื้อแพรล้วนกระทำหมด
โดนองครักษ์เสื้อแพรจับตัวไป มีใครบ้างได้พบจุดจบที่ดี
เหล่าฮูหยินปวดใจจะแย่แล้ว
นางมีหลานชายสายตรงเพียงคนเดียว ลำบากทุกข์ยากที่ชายแดนมาห้าปีไม่พอ กลับมายังมาเจอเคราะห์ที่ไม่คาดคิดอีก...
นางย่อมไม่มีทางคิดว่าหลานชายตนกระทำผิด หากจะผิดก็เป็นความผิดของนางเด็กนั่น!
หากมิใช่นางเปิดโปงหลินหว่านเอ๋อร์ต่อหน้าธารกำนัล ทำเรื่องราวให้ใหญ่โต หลานชายตนก็คงไม่โดนอาลักษณ์ยื่นฎีกาฟ้องร้อง และคงไม่ต้องโทษดูหมิ่นเบื้องสูง!
“หากรู้แต่แรก ตอนนั้นไม่น่าให้นางแต่งเข้ามาเลย! ช่างเป็นตัวอัปมงคลจริงๆ! ให้นางไสหัวไปจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง! ไปคุกเข่าจนกว่าผู้บัญชาการใหญ่จะปล่อยคน! ไม่เช่นนั้นนางก็อย่าคิดกลับตระกูลลู่! ตระกูลลู่ข้าไม่มีภรรยาที่ทำให้สามีตัวเองต้องเดือดร้อนเช่นนี้!”
สาวใช้นำความไปที่เรือนไห่ถัง
ปั้นซย่าโมโหยกใหญ่ เท้าเอวกระทืบเท้า “ถือดีอะไรกัน คุณหนูผิดตรงไหน เห็นๆ อยู่ว่าท่านเขยทำเกินไปเอง หากเขาไม่พาปีศาจจิ้งจอกกลับมาจากชายแดน ยามนี้จะเกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้นรึ คิดจริงๆ หรือว่าตัวเองเป็นตระกูลดีเด่อะไร รู้อย่างนี้ไม่แต่งเข้ามาหรอก!”
แม่นมหลี่ก็รู้สึกไม่เป็นรรมแทนคุณหนูตนเช่นกัน หากนายท่านอาวุโสรู้ว่าหลานสาวที่ตนเฝ้ารักทะนุถนอมถูกผลักลงกองไฟเช่นนี้ ไม่รู้ว่าจะนึกเสียใจต่อการตัดสินใจในตอนนั้นหรือไม่
“คุณหนู จะไปร้องขอความเมตตาที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง…ตามที่เหล่าฮูหยินบอกหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่ไป”
เมิ่งเชียนเชียนที่ตรวจบัญชีอยู่เอ่ยโดยไม่ต้องคิด
แม่นมหลี่ถอนหายใจ “ไม่ไปก็ดีเหมือนกัน ข้าได้ยินว่าผู้บัญชาการใหญ่นั่นมิใช่คนดีอะไร ไปแล้วเกรงว่าจะมีแต่โดนดูหมิ่นมา”
เหล่าฮูหยินให้คุณหนูไปร้องขอความเมตตาที่ไหน นี่คิดจะทรมานคุณหนูชัดๆ หลานชายตัวเองประสบทุกข์ ก็คิดจะให้คุณหนูลำบากไปด้วย
แม่นมหลี่เอ่ยกับปั้นซย่าว่า “ประเดี๋ยวเหล่าฮูหยินส่งคนมาอีก ก็บอกว่าคุณหนูเสียใจหนัก ร้องไห้จนเป็นลมไปแล้ว”
ปั้นซย่าพยักหน้าอย่างจริงจัง “ทราบแล้วเจ้าค่ะ แม่นม!”
เหล่าฮูหยินส่งคนมาเร่งสามครั้ง ด่าอีกสามหน ล้วนถูกปั้นซย่าไล่กลับไป
เหล่าฮูหยินเกือบโมโหจนเป็นลม หากมิใช่เพราะล้างเลือดสุนัขจนหมดเรี่ยวหมดแรง นางคงได้มาเรือนไห่ถัง ตบหน้าเมิ่งเชียนเชียนด้วยตัวเองสักสองสามฉาด
ลู่สิงโจววิ่งเต้นอยู่ทั้งราตรี ไปหาสหายร่วมงานไม่น้อย ทว่าครั้นคนเขาได้ยินว่าเป็นคนที่ผู้บัญชาการใหญ่สั่งจับกุม ล้วนบ่ายเบี่ยงกันเป็นแถว
อยู่ชายแดนก็แล้วไปเถิด นี่มันเมืองหลวง ผู้บัญชาการใหญ่ปิดฟ้าได้ด้วยมือเดียว ผู้ใดจะกล้าร้องขอความเมตตาแทนลู่หลิงเซียว
ทว่าก็มีคนที่ไม่หวั่นเกรงลู่หยวนอยู่บ้าง ปัญหาคือคนพวกนั้นล้วนเป็นตระกูลสูงส่งที่ลู่สิงโจวไม่อาจเอื้อม
อารามจนด้วยเกล้า ลู่สิงโจวจึงจำต้องกัดฟันไปที่เรือนของเหล่าไท่จวิน
เหล่าไท่จวินเพิ่งตื่นนอน เหลือบไปเห็นบางอย่างสภาพย่ำแย่ ก็ตกใจยกใหญ่!
“ท่านย่า”
ลู่สิงโจวรีบค้อมกายคำนับ
เหล่าไท่จวินถามอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “มีอะไร”
ลู่สิ่งโจวเอ่ย “เซียวเกอร์เกิดเรื่องแล้ว ขอท่านย่าโปรดออกหน้าให้ด้วย ร้องขอความเมตตาแทนเซียวเกอร์ทีขอรับ”
เหล่าไท่จวินมียศเก้ามิ่ง[1] ซ้ำยังมีอายุแล้ว ต่อให้ลู่หยวนอวดดีใช้อำนาจบาตรใหญ่เพียงใด ก็ไม่ถึงขั้นทำให้ท่านผู้เฒ่าเยี่ยงนางต้องลำบากใจ
คราก่อนที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง ลู่หยวนถามไถ่ถึงเหล่าไท่จวิน บางที เขาอาจจะเห็นแก่เหล่าไท่จวินอายุมากแล้ว ใจกว้างให้สักหน
เหล่าไท่จวินสะบัดหน้าหนี สองตามองฟ้า “ข้าไม่ไป! เจ้าเด็กหน้าเหม็นมันน่าจัดการ จับได้ดี!”
ลู่สิงโจว “…”
เหล่าไท่จวินสติเลอะเลือน คุยด้วยเหตุผลกับนางไม่ได้ นางไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าถูกองครักษ์เสื้อแพรจับตัวไปคือความรู้สึกเช่นไร
หากบีบคั้นต่อไปทำให้นางอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมา อย่าว่าแต่ร้องขอความเมตตาเลย เกรงว่าแม้แต่ตัวเองเป็นใครก็จำไม่ได้แล้ว
ลู่สิงโจวออกจากเรือนมาอย่างปวดหัว
เรือนไห่ถังต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญคนหนึ่ง ทว่า ไม่ได้ส่งมาจากเรือนของเหล่าฮูหยิน แต่เป็นหลินหว่านเอ๋อร์
ปั้นซย่าขวางคนไว้หน้าประตู “ที่นี่ไม่ต้อนรับเจ้า! ออกไป!”
หลินหว่านเอ๋อร์กวาดตามองปั้นซย่าอย่างเย็นชา ก่อนผลักปั้นซย่าออก เข้าไปในห้องของเมิ่งเชียนเชียน
“คุณหนู…”
ปั้นซย่าตามเข้ามา
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยกับปั้นซย่าว่า “เจ้าไปดูบะหมี่ไก่ฉีกทีว่าเสร็จหรือยัง บอกแม่นมด้วยว่าข้าอยากกินเผ็ด ให้นางตักน้ำมันพริกสองช้อน”
ปั้นซย่าถลึงตาใส่หลินหว่านเอ๋อร์ ก่อนแค่นเสียงขึ้นจมูกไปที่ห้องครัวเล็ก
เมิ่งเชียนเชียนกำลังกินรังนกอยู่
นางสวมเสื้อกันหนาวมีซับในตัวน้อยสีชมพู ดูมีชีวิตชีวาและสดใส ราวกับช่อดอกตูมแรกวสันต์
หลินหว่านเอ๋อร์มาหยุดตรงหน้าเมิ่งเชียนเชียน กาดตามองหมายจะหยิบพู่กันบนโต๊ะ
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยนิ่งๆ “อย่าแตะต้องของของข้า จะพูดอะไรก็พูดมา ข้ารู้ภาษามือ”
หลินหว่านเอ๋อร์ขมวดคิ้วอย่างฉงน ใช้ภาษามือสื่อว่า : ลู่หลัง[2]ถูกจับ
เมิ่งเชียนเชียนส่งเสียงอ้อ “ข้ารู้”
เห็นนางรู้ภาษามือจริงๆ หลินหว่านเอ๋อร์ยิ่งตกตะลึง
เมิ่งเชียนเชียนใช้ช้อนคนรังนกแดงในชาม ถามนิ่งๆ ว่า “ไม่เสแสร้งแล้ว?”
หลินหว่านเอ๋อร์หันหน้าหนีอย่างเย็นชา ครู่ต่อมา นางปรับอารมณ์ครู่หนึ่ง ทำมือสื่อว่า : เจ้าไม่เป็นห่วงลู่หลังสักนิดเลยหรือ
เมิ่งเชียนเชียน “ไยข้าต้องเป็นห่วงด้วย”
หลินหว่านเอ๋อร์ : เขาเป็นสามีเจ้า
เมิ่งเชียนเชียนหัวเราะ “ตอนนี้นึกได้แล้วหรือว่าเขาเป็นสามีข้า ทีตอนสบายดีกลับลืมเสียสนิท”
หลินหว่านเอ๋อร์กำหมัด
นางทำมือว่า : หากเขาตาย เจ้าไม่กลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นหญิงม่ายไปจริงๆ รึ
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มจาง “เจ้าไม่บอกข้าคงลืมไปแล้ว วันคืนของการเป็นหญิงม่ายสบายใจยิ่งกว่าตอนนี้เสียอีก”
หลินหว่านเอ๋อร์หลับตาลง ข่มความไม่พอใจ ทำมือว่า : ข้ารู้ว่าเจ้าไม่พอใจข้าเพียงใด เจ้าจะคิดบัญชีข้าอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น แต่ลู่หลังจะเกิดเรื่องมิได้ ข้ามีวิธีช่วยเขา ต้องการให้เจ้าร่วมมือ ขอแค่ช่วยลู่หลังออกมาได้ ขะ…ข้าอนุญาตให้ลู่หลัง…ร่วมเตียงกับเจ้า!
[1] เก้ามิ่ง สตรีบรรดาศักดิ์ข้างนอกวัง อันได้แก่ภรรยาของขุนนางขั้น 1 ถึงขั้น 5
[2] หลัง คำที่สตรีใช้เรียกคนรักหรือสามี นอกจากนี้ยังเป็นคำที่ใช้เรียกชายหนุ่มและใช้เรียกบุตรชายด้วย