เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 47 ผู้บัญชาการใหญ่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด
ณ ตำหนักฉางชุน
ลี่กุ้ยเฟยฟังขันทีรายงานจบ เนตรงามก็มีประกายเดือดดาล “เจ้าว่าอย่างไรนะ ถูกคนของจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงช่วยไปแล้วอย่างนั้นรึ”
ขันทีหวังเอ่ย “ก็ไม่นับว่าช่วยหรอกพ่ะย่ะค่ะ ลู่ฮูหยินกับสาวใช้ของนางจับพลัดจับผลูไปสลบอยู่หน้าประตูจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง ทหารรักษาพระองค์ไปโหวกเหวกโวยวายในอาณาเขตจวนผู้บัญชาการฯ คนที่ไม่รู้ต่างนึกว่ากุ้ยเฟยกำลังเชือดไก่ให้ลิงดูกันหมดแล้ว! เช่นนั้นจะไม่พากันต่อต้านกุ้ยเฟยเอาหรือ!”
ลี่กุ้ยเฟยฉีกทึ้งผ้าเช็ดหน้าอย่างไม่พอพระทัย “เจ้าพวกโง่เง่า!”
อรุณเบิกฟ้า
ในที่สุดเยี่ยนเหนียงจื่อก็ออกมาจากห้องของเมิ่งเชียนเชียน
นางไปยังห้องข้างๆ
แม้ว่าจะอดหลับอดนอนมาตลอดราตรี ประมุขหอหมื่นบุผาที่เคยฝึกฝนสาวงามมาแล้วนับไม่ถ้วนผู้นี้ ก็ยังคงมีเครื่องประทินโฉมละเอียดลออ ท่าทางยั่วเย้าเปี่ยมล้น มีเสน่ห์ดึงดูดยิ่ง
นางโบกพัดกลมนั่งลงบนเก้าอี้ ยิ้มแย้มมองลู่หยวนที่อยู่ตรงข้าม “โอ๊ะ นี่ผู้บัญชาการใหญ่ตื่นตั้งแต่เช้า หรือว่ายังมิได้นอนทั้งคืนกันเล่า”
ลู่หยวนดื่มชาคำหนึ่งอย่างไม่รีบไม่ร้อน “ช่วยได้แล้วรึ”
เยี่ยนเหนียงจื่อเอ่ยเนิบๆ ว่า “ข้าเยี่ยนเหนียงจื่อออกโรงทั้งที เคยช่วยมิได้ด้วยรึ แต่ว่า ข้าสงสัยยิ่ง เหตุใดผู้บัญชาการใหญ่จึงใส่ใจแม่หนูนางนี้นักเล่า ตอนแรกข้านึกว่านางเป็นสตรีของเจ้า แต่พอมองดูแล้ว ยังบริสุทธิ์อยู่เลย! เจ้ายังไม่เคยแม้แต่แตะต้องคนเขาด้วยซ้ำ!”
ลู่หยวนที่กำลังดื่มชาพลันชะงัก
“ข้าเดาถูกหรือนี่” เยี่ยนเหนียงจื่อแววตาเป็นประกาย ไฟแห่งความอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านลุกโชติช่วงขึ้นทันที “เกิดอะไรขึ้นรึ ขยายความให้ฟังหน่อยสิ!”
ลู่หยวนวางถ้วยชาลง “เจ้าพูดมากนัก”
เยี่ยนเหนียงจื่อเอ่ย “ข้าช่วยคนให้เจ้าแล้ว ถามแค่ไม่กี่คำจะเป็นไรไป หากไม่เล่า ต่อไปนี้ข้าไม่สนแล้วนะ! ไอ้หยา ผู้บัญชาการใหญ่ที่ฆ่าคนเป็นผักปลา นึกไม่ถึงว่าจะยอมก้มหัวให้สตรีคนหนึ่ง…”
“ที่ช่วยชีวิตนางไว้ ก็เพราะนางมีค่าให้ใช้สอย”
ลู่หยวนเอ่ยจบก็ลุกขึ้นหมายจะออกไป เพิ่งดึงประตูห้องที่แง้มอยู่ให้เปิดออก ก็เห็นเมิ่งเชียนเชียนยืนอยู่หน้าประตู
ด้านหลังนางมีชิงซวงที่มีสีหน้าเย็นชาสงบนิ่ง และผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรที่ทำหน้าสุดจะบรรยายได้
มือของผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรที่กำลังเกาหัวชะงักค้างกลางอากาศ จะเก็บก็ไม่ใช่ จะไม่เก็บก็ไม่เชิง
ลู่หยวนแววตาไหววูบ
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยราบเรียบว่า “ข้ามาขอบคุณผู้บัญชาการใหญ่ น้ำใจครานี้ข้าขอติดค้างไว้ วันหน้าหากมีสิ่งใดจะใช้สอยข้าน้อย ผู้บัญชาการใหญ่บอกมาก็พอ”
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรกระอักกระอ่วนขึ้นมา “เอ่อ…นั่นน่ะ…”
เมิ่งเชียนเชียนค้อมกายให้ “ขอบคุณผู้บัญชาการใหญ่ที่อุปการะ ข้าน้อยขอตัวลา”
นางเอ่ยจบก็กลับไปที่ห้องข้างๆ โน้มตัวลงอุ้มถานเอ๋อร์ที่หลับอุตุ
ชิงซวงชิงตัดหน้านางก้าวหนึ่ง แบกถานเอ๋อร์ขึ้นบ่า
เมิ่งเชียนเชียนชะงัก “รบกวนแม่นางชิงซวงแล้ว”
ชิงซวงเอ่ย “ฮูหยินเรียกข้าว่าชิงซวงก็พอ”
หิมะตกหนักทั้งวันทั้งคืน ยามย่ำค่ำถึงเพิ่งหยุดลง บนพื้นเต็มไปด้วยหิมะหนาเตอะ รองเท้าเหยียบลงไปเกิดเป็นเสียงเอี๊ยดอ๊าด
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรทอดมองแผ่นหลังทั้งสามเดินจากไป สีหน้าเย็นชาเอ่ยกับเยี่ยนเหนียงจื่อที่จิบชาอย่างสบายอารมณ์ว่า “ข้าว่า เจ้าจงใจใช่หรือไม่”
เยี่ยนเหนียงจื่อแค่นเสียงเอ่ย “ลักพาตัวข้ามา ไม่ให้ล้างแค้นสักหน่อย เห็นข้าเป็นกระดาษเปราะบางหรือไร”
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรแทบอยากจะฟันดาบใส่สตรีนางนี้ เขาหันกลับมามองลู่หยวน “ใต้เท้า จะให้…ไปอธิบายหรือไม่”
“เฮอะ!”
ลู่หยวนจากไปด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
คนจากครัวมาถามว่า “ผู้บัญชาการ เช้านี้จะรับอะไรขอรับ”
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรปัดแขนเสื้อ เอ่ยอย่างเอ้อระเหยว่า “ปากเป็ดที่ตายแล้ว[1]!”
เมิ่งเชียนเชียนมาถึงหน้าประตูจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง รถม้าเตรียมพร้อมไว้แล้ว นางขึ้นมาบนรถ ชิงซวงก็แบกถานเอ๋อร์ขึ้นมาด้วย
เมิ่งเชียนเชียนถามชิงซวงว่า “ไปตระกูลหวังก่อนได้หรือไม่ ข้าอยากไปรับคน”
ชิงซวงดันหน้าต่างรถเปิดออก เอ่ยกับเมิ่งเชียนเชียนว่า “คนของตระกูลหวังมาแล้ว”
“ฮูหยินจ๋า เช้าตรู่เพียงนี้ เจ้าพาข้ามาทำอะไรที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงรึ”
“ยังจะพูดอีก ให้เจ้ารีบกลับเมืองหลวงเร็วหน่อยมิใช่หรือไร”
“ขะ…ข้าทำงานอยู่ที่อำเภอหลี่ ได้รับจดหมายของเจ้า ก็เร่งรุดกลับมาตลอดทั้งคืนเลย แต่ประตูเมืองปิดอยู่ข้าจะทำอะไรได้เล่า”
“ไม่ต้องพูดแล้ว รีบลงมา ช่วยคนสำคัญที่สุด!”
หวังฮูหยินกระชากลากถูอาลักษณ์หวังลงมาจากรถม้า
“หวังฮูหยิน”
เสียงของเมิ่งเชียนเชียนดังขึ้นเบาๆ ด้านหลังนาง
หวังฮูหยินกับอาลักษณ์หวังพากันหันกลับมา หวังฮูหยินผลักสามีของตนออก
“คุณหนู!”
ปั้นซย่ากระโดดลงมาจากรถม้าอีกคัน วิ่งตรงไปหาเมิ่งเชียนเชียน ดึงแขนนางมาพินิจดูตั้งแต่หัวจรดเท้า “คุณหนู!”
เมิ่งเชียนเชียนเช็ดน้ำตาให้นาง “ข้าไม่เป็นไร”
หวังฮูหยินก็ดึงเมิ่งเชียนเชียนมาดูซ้ายดูขวาเช่นกัน “ไม่เป็นไรจริงๆ น่ะรึ ไม่โดนทัณฑ์ทรมานรึ”
เซียวฮองเฮามีคนรู้จักอยู่ในบรรดาทหารรักษาพระองค์ จึงทราบว่าเมิ่งเชียนเชียนกับถานเอ๋อร์ถูกจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงจับตัวไป ใครๆ ต่างก็รู้ว่าจวนผู้บัญชาการมีห้องลงทัณฑ์และคุกใต้ดินที่น่าสะพรึงที่สุดในเมืองหลวง ยังไม่ต้องพูดถึงผู้บัญชาการใหญ่กับลี่กุ้ยเฟยที่เป็นพวกเดียวกันเลย นางเป็นห่วงว่าเมิ่งเชียนเชียนจะโดนถลกหนังที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงเสียแล้ว
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มจาง “ไม่จริงๆ เจ้าค่ะ ทำหวังฮูหยินเป็นห่วงแล้ว”
หวังฮูหยินเห็นนางไม่เหมือนพูดไปตามมารยาท สีหน้าจึงคลายลง ก่อนหันไปมองรอบๆ ถามว่า “ถานเอ๋อร์เล่า”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “อยู่ในรถม้า เมื่อวานนางเหนื่อยล้ายิ่งนัก ยังไม่ตื่นเลย”
นางเอ่ยจบก็หันไปมองอาลักษณ์หวังที่อยู่ด้านข้าง ก่อนคำนับให้อย่างนอบน้อม “คารวะใต้เท้าหวัง”
อาลักษณ์หวังคำนับคืนให้อย่างสุภาพ
หวังฮูหยินเอ่ย “นางก็คือลู่ฮูหยินที่ข้าเคยเล่าให้เจ้าฟัง”
อาลักษณ์หวังคำนับให้อีกหน “ขอบคุณลู่ฮูหยินที่ช่วยชีวิตภรรยาข้าไว้!”
เมิ่งเชียนเชียนรีบเอ่ยว่า “มิกล้า”
อาลักษณ์หวังเอ่ยอย่างฉงนว่า “ดังนั้นฮูหยินให้ข้าเร่งรุดข้ามคืนกลับมาเมืองหลวง เพราะลู่ฮูหยินถูกจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงจับตัวไปน่ะหรือ ขอบังอาจถามลู่ฮูหยิน ไม่ทราบว่าจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงจับเจ้าโทษฐานใด”
“แค่เข้าใจผิดเท่านั้น” ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรพาดดาบใหญ่เดินออกมา “เรื่องราวตรวจสอบกระจ่างแล้ว ลู่ฮูหยินไร้ความผิด กลับไปได้แล้ว”
หวังฮูหยินถามว่า “แล้ว…ถานเอ๋อร์เล่า”
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรเอ่ย “แม้จะทำวังหลวงโกลาหล ละเมิดกฎระเบียบของวัง แต่เห็นแก่ที่อายุยังน้อย มีใจห่วงใยเจ้านาย ซ้ำยังเป็นการกระทำผิดครั้งแรก จึงไม่ลงโทษนาง”
อาลักษณ์หวังขมวดคิ้ว “ใครทำวังหลวงโกลาหลนะ”
“ไม่มี! เจ้าหูฝาดแล้ว!” หวังฮูหยินรีบดึงคนกลับ นางรู้จักนิสัยเสียๆ ของสามีตนเองดียิ่งนัก ยามยื่นฎีกาฟ้องร้องคนขึ้นมาไม่สนว่าเป็นมิตรหรือศัตรูทั้งนั้น!
“ไม่สิ ฮูหยิน ข้าได้ยินชัดๆ เลย…”
“เจ้าไม่ได้ยิน!”
หวังฮูหยินดันสามีตนขึ้นรถม้า “ส่งนายท่านกลับไป!”
“ขอรับ ฮูหยิน!”
สารถีเร่งม้าเร็วเพิ่มบังเหียน ขับรถม้าจากไป
ส่วนหวังฮูหยินจูงมือเมิ่งเชียนเชียนไปขึ้นรถม้าตระกูลหวังอีกคันหนึ่ง
……
ทางตระกูลลู่ ย่อมทราบว่าเมิ่งเชียนเชียนถูกจับเข้าจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง เพียงแต่ว่า ที่พวกเขาได้ยินมาหาใช่ทหารรักษาพระองค์แย่งจากองครักษ์เสื้อแพรมามิได้ แต่เป็นทหารรักษาพระองค์เป็นฝ่ายส่งมอบคดีนี้ให้องครักษ์เสื้อแพรต่างหาก
อย่างไรเสีย ทหารรักษาพระองค์ก็รักศักดิ์ศรี
เหล่าฮูหยินไม่สนหรอกว่าผู้ใดเป็นคนจัดการคดี สรุปก็คือนางโมโหยกใหญ่ “ก่อเรื่องก่อราวไม่เว้นแต่ละวัน เหตุไฉนตระกูลลู่จึงได้แต่งตัวซวยเช่นนี้เข้าบ้าน!”
ร้ายพวกเราให้ตาย! มีโทษอะไรนะ…ที่เรียกว่า…ประหารเก้าชั่วโคตรนั่นน่ะ!”
ถ้อยคำนี้เอ่ยออกไป ทุกคนสีหน้าพลันเปลี่ยน
เหล่าฮูหยินยิ่งจิตใจกระวนกระวาย ลี่กุ้ยเฟยเป็นพระมารดาของโอรสสวรรค์ รอให้ไท่ซ่างหวงสวรรคต นางก็สามารถกลายเป็นไทเฮาได้อย่างถูกต้องตามจารีตแล้ว
ตระกูลลู่มีศีรษะกี่อันให้นางตัดกัน
“นางเด็กสมควรตายนี่!”
ฮูหยินรองเอ่ยอย่างร้อนใจว่า “ท่านแม่! พวกเราต้องรีบคิดหาวิธีนะเจ้าคะ จะมาซวยไปด้วยกันกับนางไม่ได้!”
[1] ปากเป็ดที่ตายแล้ว เปรียบเปรยถึงคนที่ดื้อรั้น ไม่ยอมเปลี่ยนใจ และไม่เต็มใจที่จะยอมรับความผิดพลาดของตนไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม