เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 63 เป่าจูจูงอนแล้ว!
ณ จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง
หมอจางเปลี่ยนยาให้ลู่หยวนเรียบร้อย ก็พันผ้าพันแผลให้ใหม่ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำใสใจจริงว่า “ผู้บัญชาการใหญ่ อาการบาดเจ็บของท่านยังไม่หาย โปรดขยับเขยื้อนให้น้อยลง พักรักษาตัวให้มาก”
“อืม”
ลู่หยวนอ่านแผนที่ชายแดนในมือ พร้อมกับส่งเสียงอืมอย่างไม่ใคร่ใส่ใจนัก
หมอจางรู้ดีแก่ใจว่าเขาไม่ได้ตั้งใจฟัง จึงส่ายหน้าอย่างจนด้วยเกล้า
ผู้บัญชาการใหญ่โหดเหี้ยมต่อผู้อื่นแล้ว ต่อตัวเองกลับโหดเหี้ยมยิ่งกว่า หากกล่าวว่าเขาเห็นชีวิตคนเป็นผักปลานั้น ไม่ผิดเลยสักนิด เพราะเขาไม่ให้ความสำคัญต่อชีวิตตัวเองเลยแม้แต่น้อย
หมอจางเก็บล่วมยาเรียบร้อย เบนสายตาไปยังเป่าซูที่หันหลังให้พวกเขาอยู่ด้านข้าง ก่อนถามอย่างลังเลว่า “คุณหนูเป่าซู…”
“ไม่ต้องสนใจนาง”
“ขอรับ ข้าขอตัวลาก่อน พรุ่งนี้จะมาเปลี่ยนยาให้ผู้บัญชาการใหญ่ใหม่”
หมอจางหิ้วล่วมยาออกไป
เป่าซูนั่งอยู่บนตั่งนุ่ม หันหน้าเข้าหาผนัง สะบัดท้ายทอยคุกรุ่นใส่ลู่หยวน!
สาเหตุใช่อื่นใด เห็นๆ อยู่ว่าเมื่อคืนนอนหลับปุ๋ยอยู่ดีๆ พอตื่นขึ้นมา อ้อมกอดหอมนุ่มก็หายไปแล้ว นางจึงงอนมาตลอดทั้งเช้าเลย!
ซ่างกวนหลิงกับชิงซวงเข้ามาในห้องพร้อมกัน พวกเขานั้นคนหนึ่งเพิ่งมาจากวังหลวง อีกคนเพิ่งกลับมาจากกินแตง[1]ข้างนอก
ซ่างกวนหลิงกำลังจะเอ่ยปากขึ้น ก็เหลือบมองชิงซวงแวบหนึ่ง ก่อนยกมือขึ้น “เจ้าพูดก่อนเลย”
ชิงซวงเอ่ยว่า “แม่นางเมิ่งกำลังจะซื้อเรือน”
ซ่างกวนหลิงฉงน “ไม่สิ เหตุใดเจ้าจึงชอบจับตาดูนางนัก”
ชิงซวงเอ่ย “ข้ามิได้จับตาดูนางเสียหน่อย บังเอิญเห็นเข้าพอดีต่างหาก”
ซ่างกวนหลิงหัวเราะ “ตระกูลลู่อยู่ห่างจากพวกเราอย่างน้อยๆ รถม้าก็ใช้เวลาครึ่งชั่วยาม เจ้าไปเห็นมาจากไหน”
ชิงซวงเอ่ยตามตรงว่า “ตรอกเฟิงสุ่ย”
ซ่างกวนหลิงสีหน้าแปรเปลี่ยน “นาง…ไปซื้อเรือนที่ตรอกเฟิงสุ่ยรึ ตรงนั้นมีแต่บ้านอัปมงคลทั้งนั้นเลยนะ! ตอนนั้นผู้อาวุโสของสำนักเชียนจีพาบรรดาลูกศิษย์ทรยศหลบหนีมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ต่อมาสำนักเชียนจีส่งยอดฝีมือจากสำนักมากำจัดกบฏสำนัก แม้แต่ไก่ที่ผ่านทางมายังโดนเชือดไปด้วย มีเพียงผู้สืบทอดสิบสามเข็มประตูผีเท่านั้นที่หลบหนีออกไปด้วยการช่วยเหลือจากฉู่อ๋อง ฉู่อ๋องพาผู้สืบทอดคนนั้นกลับไปยังชายแดน ซึ่งคนผู้นี้ก็คือฉู่ฮูหยิน ฉู่ฮูหยินเติบโตอยู่ในตระกูลฉู่ เป็นเหมยเขียวม้าไม้ไผ่[2]กับจอมพลฉู่ ไม่คิดเลยว่าจะมีวันที่ทำลายตระกูลฉู่ซึ่งอุ้มชูเลี้ยงดูมาด้วยน้ำมือตัวเอง”
ครั้นเอ่ยถึงโศกนาฏกรรมของตระกูลฉู่ขึ้นมา ซ่างกวนหลิงก็สะท้อนใจยิ่งนัก
ลู่หยวนไม่เอ่ยคำใด
ซ่างกวนหลิงถามชิงซวงต่อ “นางไม่รู้ใช่หรือไม่ว่าตรงนั้นมีแต่บ้านอัปมงคลทั้งนั้นเลย”
ชิงซวงเอ่ย “รู้”
ซ่างกวนหลิง “แล้วนางก็ยังจะซื้ออีกน่ะรึ”
ชิงซวง “ราคาถูกนี่นา แม่นางเมิ่งเงินขาดแคลน”
เป่าจูจูเจ้าหมูน้อยขี้งอนพลันหูผึ่งขึ้นมาทันที
หลังจากชิงซวงออกไปแล้ว เป่าซูก็คลานลงมาจากตั่งนุ่ม
ซ่างกวนหลิงกับลู่หยวนคุยกันเรื่องชายแดน เป่าซูไม่สนใจแม้แต่น้อย ใช้ทั้งมือทั้งเท้าคลานออกไป
นางคลานกลับมาที่ห้องตัวเองเป็นอย่างแรก เพื่อลากห่อผ้าน้อยที่ตนซ่อนไว้ใต้เตียงออกมา ก่อนจะคลานกลับไปที่ห้องของลู่หยวน คลานผ่านข้างเท้าของซ่างกวนหลิงและลู่หยวนอย่างลับๆ ล่อๆ แอบเข้าไปในห้องชั้นในเงียบๆ
นางดึงประตูตู้เก็บของมีค่าเปิดออก ครั้นเห็นตั๋วเงินขาวสะอาดก็ยื่นมือน้อยป้อมๆ ออกไปคว้าตั๋วเงินมายัดใส่กระเป๋าใบน้อยของตนดั่งโจรตัวจิ๋ว
กลางดึก
เมิ่งเชียนเชียนสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย ลุกพรวดขึ้นมานั่ง
ภายในห้อง แสงเทียนสลัวราง เงาร่างเกียจคร้านทรงเสน่ห์นั่งอยู่บนเก้าอี้กวนเม่าไม้หวงหลี[3]ที่ปูด้วยหนังพยัคฆ์ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม พลิกอ่านบทละครเรื่องใหม่ของนางอย่างไม่อนาทร
ตั้งแต่บาดเจ็บ เขาก็ไม่ได้มาที่นี่สักพักแล้ว
เมิ่งเชียนเชียนขมวดคิ้ว “ผู้บัญชาการใหญ่ ไม่ทราบว่าท่าน...”
อย่ามาปรากฏอยู่ในห้องของนางกลางดึกกลางดื่นจะได้หรือไม่!
ลู่หยวนปัดมือโยนบางอย่างให้แก่นาง
นางรับไว้อย่างฉับไว ครั้นเปิดออกดู จึงพบว่าด้านในมีแต่ตั๋วเงินเต็มไปหมด
ลู่หยวนถามอย่างเอาแต่ใจตัวเอง “เมื่อครู่นี้ เจ้าจะพูดอะไรกับข้ารึ”
เมิ่งเชียนเชียน “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ”
“หึ”
ลู่หยวนพลิกหน้าบทละคร พลางเอ่ยอย่างเดียดฉันท์ว่า “เหตุใดจึงเป็นเล่มที่แต่งไม่จบ”
เมิ่งเชียนเชียนมองตั๋วเงินหนักอึ้งในถุงเงิน ก่อนถามว่า “ผู้บัญชาการใหญ่นี่หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”
ลู่หยวนเอ่ย “ของเป่าซู”
“หืม?” เมิ่งเชียนเชียนมองไปรอบๆ เห็นเป่าซูนอนหลับปุ๋ยแขนขาชี้ฟ้าอยู่บนเตียงฝั่งใน มือยังถือถุงนมใบน้อยเอาไว้ด้วยถุงหนึ่ง
เมิ่งเชียนเชียนดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้เป่าซูแผ่วเบา
ลู่หยวนพลิกไปอีกสองสามหน้า “ให้เจ้ายืมเฉยๆ อย่าได้คิดไกล”
เมิ่งเชียนเชียนลองนับดู มูลค่าใบละหนึ่งพันตำลึง ทั้งหมดยี่สิบใบ นี่มันสองหมื่นตำลึง นับรวมกับหนึ่งหมื่นตำลึงในมือตนด้วย พอซื้อเรือนแล้วยังเหลือเงินไว้ใช้จ่ายได้อีกสองพันตำลึงทีเดียว
ช่างเป็นหยาดฝนยามหน้าแล้งจริงๆ (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
แม้ว่าตระกูลลู่จะคืนสินเจ้าสาวให้นาง แต่ระยะเวลาที่กำหนดคือหนึ่งเดือน ก่อนที่จะถึงกำหนด นางจะบังคับช่วงชิงมามิได้
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยเสียงแผ่ว “ขอบคุณผู้บัญชาการใหญ่ยิ่งนัก”
ลู่หยวนเลิกคิ้วเอ่ยว่า “มิได้ให้เจ้ายืมเปล่าๆ หรอก ดอกเบี้ยสามส่วน”
เมิ่งเชียนเชียนขมวดคิ้ว “นี่มันดอกเบี้ยสูงไม่ต่างจากเงินกู้ประทับตรา[4]เลยนะเจ้าคะ ผู้บัญชาการใหญ่เอาเงินของเจาเจามาปล่อยเงินกู้ประทับตราข้างนอกได้อย่างไร”
ลู่หยวนเอ่ยอย่างเย่อหยิ่ง “ก็ข้าพอใจ”
เมิ่งเชียนเชียน “…”
“ไม่ยืม เช่นนั้นข้าเอาคืนนะ”
“ยืมเจ้าค่ะ”
จะล่วงเกินคนผู้นี้มิได้
“จัดหอตำราเป็นหรือไม่”
“เป็นเจ้าค่ะ”
“วันพรุ่งนี้ไปที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงเอง จัดเสร็จแล้วจะหักลบดอกเบี้ยให้หนึ่งส่วน”
……
อรุณเพิ่งจะเบิกฟ้า
ลู่หลิงเซียวก็ออกมาจากค่ายทหาร ตั้งแต่ถูกเมิ่งเชียนเชียนหย่าสามีต่อหน้าธารกำนัล เขาก็อารมณ์ย่ำแย่มาโดยตลอด ใช่ว่าเขาไม่อยากไปหาเมิ่งเชียนเชียนแล้วถามนางว่าไยจึงทำถึงขนาดนี้ แต่จนด้วยเกล้าที่ชายแดนส่งรายงานด่วนแปดร้อยลี้มาอีกแล้ว เขาถูกเรียกตัวเข้าค่ายทหารอีกหน
หารือกันมาตลอดทั้งราตรี มิได้พักหายใจสักเฮือก โอรสสวรรค์น้อยก็เรียกตัวเขากับหลินหว่านเอ๋อร์เข้าเฝ้าที่วังหลวง
เขาเป็นชายชาตินักรบ ไม่หลับไม่นอนสามทิวาราตรีก็ทำอะไรเขามิได้ ทว่าครานี้เหนื่อยล้าทั้งใจกาย เขารู้สึกอ่อนล้ายิ่งนัก
หลินหว่านเอ๋อร์ยกน้ำขิงมาให้ : ท่านแม่ทัพ หว่านเอ๋อร์ต้มน้ำขิง ท่านดื่มสักถ้วยค่อยเข้าวังก็ไม่สาย
“ไม่ต้องหรอก รีบเข้าวังเถิด”
หลินหว่านเอ๋อร์มองลู่หลิงเซียวที่ปฏิเสธตน แววตามีความซับซ้อนวาบผ่าน
ทั้งคู่นั่งรถม้ามุ่งหน้าไปวังหลวง
ระหว่างทาง ลู่หลิงเซียวไม่พูดคำใดสักคำ ไม่ว่าผู้ใดก็มองออกว่าการตัดสัมพันธ์สร้างความกระทบกระเทือนและความอัปยศต่อเขามหาศาล
ลี่ว์หลัวเอ่ยขึ้น “ท่านแม่ทัพ หมู่นี้คุณหนู…”
เซิ่นเหยียนถลึงตาพลางเอ่ย “เจ้าหุบปาก!”
ลี่ว์หลัวหันหน้าหนีอย่างขุ่นเคือง นางเลิกม่านมองดูนอกหน้าต่าง “อ๊ะ! นั่นมิใช่…ฮูหยินน้อยหรอกหรือ นางจะไปไหนน่ะ”
ลู่หลิงเซียวรีบลุกขึ้นมองไปนอกหน้าต่าง ทว่ารถม้าแล่นเร็วยิ่งนัก ไม่ทันไรก็มองไม่เห็นเมิ่งเชียนเชียนแล้ว
“จอด!” ลู่หลิงเซียวเอ่ย
หลินหว่านเอ๋อร์ทำภาษามือ : ฝ่าบาทเรียกเข้าเฝ้า คงจะเป็นเรื่องของชายแดน สถานการณ์ทางการทหารเร่งด่วน ขอท่านแม่ทัพโปรดให้ความสำคัญกับเรื่องสำคัญนี้ด้วย
ลู่หลิงเซียวขมวดคิ้วเอ่ย “ข้างกายไม่มีสาวใช้”
เซิ่นเหยียนพึมพำว่า “มาห่วงใยเอาป่านนี้จะไปมีประโยชน์อะไรขอรับ ตอนนั้นมัวทำอะไรอยู่เล่า ความรักในวันที่สายนั้นไร้ค่าเสียยิ่งกว่าหญ้าอีก!”
ลู่หลิงเซียว “เซิ่นเหยียน!”
เซิ่นเหยียนกุมหัวหลบออกไป
คนของจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงรู้จักเมิ่งเชียนเชียน พอเห็นนางมาก็เชิญนางเข้าไปอย่างสุภาพ
เมิ่งเชียนเชียนถามบ่าวรับใช้ว่า “ไม่ทราบว่าหอตำราอยู่ที่ใดหรือ ผู้บัญชาการใหญ่ให้ข้ามาจัดหอตำรา”
ลู่หยวนน่าจะสั่งการเอาไว้แล้ว เพราะบ่าวรับใช้ชี้ไปด้านใน “แม่นางเมิ่ง โปรดตามข้าน้อยมาขอรับ”
“ได้”
เมิ่งเชียนเชียนพยักหน้า
บ่าวรับใช้นำทางพลางยิ้มเอ่ยว่า “ผู้บัญชาการใหญ่บอกไว้แล้วว่า หากจัดการไม่เสร็จก็ไม่เป็นไร อย่างมากก็แค่เพิ่มดอกเบี้ยขึ้นหนึ่งส่วน”
จัดเรียงหอตำราจะยากสักแค่ไหนกันเชียว
ดอกเบี้ยหนึ่งส่วนนี้ นางต้องได้หักลบไปแน่นอน
สิ่งที่ชวนคิดไม่ถึงก็คือ หอเก็บตำราของลู่หยวนมิได้อยู่ในจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง แต่ต้องทะลุผ่านจวนออกมาทางประตูฝั่งตะวันตก
บ่าวรับใช้พานางมาถึงหน้าอาคารเจ็ดชั้นหลังหนึ่ง “แม่นางเมิ่ง ที่นี่ล่ะ”
เมิ่งเชียนเชียนแหงนหน้ามองไปยังสิ่งปลูกสร้างอันโอ่อ่าใหญ่โตสุดจะเปรียบ ก่อนถามเสียงเบาหวิวว่า “หอตำราอยู่ชั้นใดรึ”
บ่าวรับใช้ยิ้มจาง “ทุกชั้นเลยขอรับ”
เมิ่งเชียนเชียน “!!!”
[1] กินแตง เป็นภาษาอินเตอร์เน็ต เปรียบเปรยว่าสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน
[2] เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ คนหนุ่มสาวที่เติบโตโดยเล่นด้วยกันและสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็ก
[3] ไม้หวงหลี (Воniоdеndrоn minus) เป็นไม้มีค่ารองจากไม้จันทน์แดงซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นไม้อันดับหนึ่งนิยมนำมาทำเครื่องเรือนเนื่องจากมีความคงทนและมีความยืดหยุ่นสูง ไม่เปลี่ยนรูปร่างเพราะอากาศ ไม่บิดงอหรือปริแตก
[4] เงินกู้ประทับตรา การปล่อยเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงในสมัยราชวงศ์ชิง โดยมีลักษณะพิเศษคือการให้เงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยสูง ทุกครั้งที่ผู้กู้ชำระเงินคืน จะมีการประทับตราลงในบัญชีเป็นการยืนยันการชำระเงิน