เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 64 ผู้บัญชาการใหญ่ช่างโอหังเกินไปแล้ว
ณ ห้องทรงอักษร
ลู่หลิงเซียวกับหลินหว่านเอ๋อร์โขกศีรษะถวายคำนับให้โอรสสวรรค์น้อยที่อยู่ในฉลองพระองค์สีเหลืองอร่าม
โอรสสวรรค์น้อยนั่งอยู่บนเก้าอี้ ตรัสกับทั้งสองว่า “แม่ทัพลู่กับแม่นางหลินลุกขึ้นเถิด”
ลู่หลิงเซียวพยุงหลินหว่านเอ๋อร์ให้ลุกขึ้น
จากนั้นก็พาหลินหว่านเอ๋อร์คำนับให้แก่เจ้ากรมกลาโหมและแม่ทัพใหญ่หันที่ร่วมติดตามเสด็จ
ทั้งสองผงกศีรษะให้
ลู่หลิงเซียวตกใจไม่น้อย นึกไม่ถึงว่าจะได้พบแม่ทัพใหญ่หันที่ห้องทรงอักษร พึงทราบก่อนว่าเมื่อคืนพวกเขาหารือเรื่องชายแดนกันที่ค่ายทหารตลอดราตรี ตอนที่ตนออกจากค่ายทหาร เห็นๆ อยู่ว่าแม่ทัพใหญ่หันกลับไปพักผ่อนในกระโจมแท้ๆ ดูท่าแล้ว หลังจากตนออกไป ชายแดนคงจะส่งรายงานด่วนมาอีก
เป็นดังที่คาดไว้ ความคิดเขาเพิ่งผุดวาบ ก็ได้ยินโอรสสวรรค์น้อยตรัสว่า “เราเรียกตัวพวกเจ้าทั้งสองเข้าวังด่วน ก็เพราะมีเรื่องสำคัญจะหารือ หลี่เฉวียน”
หลี่เฉวียน ขันทีข้างกายหยิบภาพเหมือนใบหนึ่งเดินไปหาหลินหว่านเอ๋อร์ “แม่นางหลินรู้จักคนผู้นี้หรือไม่”
หลินหว่านเอ๋อร์พิศดูอย่างละเอียด ก่อนพยักหน้าเขียนลงบนกระดาษ : รู้จักเจ้าค่ะ เขาเคยมาหาท่านพ่อที่บ้าน ท่านพ่อให้ข้าเรียกเขาว่าท่านลุงลี่
หลี่เฉวียนหันกลับไปมองโอรสสวรรค์
ส่วนแม่ทัพใหญ่หันก็แลกเปลี่ยนสายตากันกับเจ้ากรมกลาโหม
โอรสสวรรค์น้อยตรัส “คนผู้นี้มีนามว่าลี่ไห่หยา คือนักษัตรขาล หนึ่งในสิบสององครักษ์ เขาถูกพวกเป่ยเหลียงจับตัวไป กักขังไว้ที่ค่ายทหารนอกด่านอวี้เหมิน ป้ายเหล็กนิลของเขาก็ตกอยู่ในเงื้อมมือชาวเป่ยเหลียงแล้ว สายลับของพวกเราที่อยู่ในค่ายทหารเป่ยเหลียงวาดภาพเหมือนของเขา และลอกแบบป้ายคำสั่งของเขาไว้ ในเมื่อเจ้ารู้จัก ซ้ำยังเรียกแซ่สกุลของเขาได้อย่างถูกต้อง ก็น่าจะเป็นนักษัตรขาลตัวจริงไม่ผิดแน่ เสี่ยวหลี่จื่อ เอาป้ายคำสั่งที่ลอกแบบมาให้แม่นางหลินดูด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เฉวียนถือป้ายคำสั่งที่ลอกแบบแล้วมาให้หลินหว่านเอ๋อร์
หลินหว่านเอ๋อร์เขียน : ลายเส้นและขนาดเฉกเช่นเดียวกับป้ายเหล็กนิลที่ท่านพ่อทิ้งไว้ให้จริงๆ เพียงแต่ป้ายหนึ่งสลักว่าวานร ป้ายหนึ่งสลักว่าขาล
โอรสสวรรค์น้อยสีพระพักตร์จริงจังตรัสว่า “พวกเป่ยเหลียงจับตัวนักษัตรขาลไป คงจะคิดหาทุกวิถีทางเค้นถามร่องรอยขององครักษ์เกราะทมิฬจากเขา จะปล่อยให้พวกเป่ยเหลียงเอาองครักษ์เกราะทมิฬไปไม่ได้”
ลู่หลิงเซียวถามอย่างฉงน “องครักษ์เกราะทมิฬอยู่ใต้บังคับบัญชาของจอมพลฉู่ ชาวเป่ยเหลียงคิดว่าตัวเองสามารถกำราบองครักษ์เกราะทมิฬได้หรือพ่ะย่ะค่ะ”
เจ้ากรมกลาโหมถอนใจเอ่ย “แม่ทัพลู่คงไม่ทราบ แม้ว่าจอมพลฉู่จะดับสูญแล้ว แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้กลับหายไปราวกับติดปีกบิน พวกเราสงสัยว่าจะถูกองครักษ์เกราะทมิฬคุ้มกันเอาไว้”
ลู่หลิงเซียวถาม “คือสิ่งใดหรือ”
เจ้ากรมกลาโหมสีหน้าซับซ้อนเอ่ย “ตำราการสืบทอดองครักษ์เกราะทมิฬ หากได้มันมา ก็สามารถฝึกองครักษ์เกราะทมิฬออกมาอีกกองหนึ่งได้”
โอรสสวรรค์ตรัสกับลู่หลิงเซียวว่า “เพราะฉะนั้น แม่ทัพลู่รู้ถึงความสำคัญที่ต้องช่วยนักษัตรขาลออกมาแล้วหรือยัง”
คงมิใช่แค่เรื่องนี้กระมัง ลู่หลิงเซียวกระจ่างแม้กระทั่งสาหตุที่ฝ่าบาททรงให้ความสำคัญต่อหลินหว่านเอ๋อร์เพียงนี้แล้ว
ลู่หลิงเซียวเลิกชายอาภรณ์ขึ้น คุกเข่าลงข้างหนึ่ง เอ่ยรับบัญชาว่า “กระหม่อมยินดีมุ่งหน้าไปชายแดน ช่วยเหลือองครักษ์ขาลพ่ะย่ะค่ะ!”
แม่ทัพใหญ่หันก็คุกเข่าลงข้างหนึ่งเช่นกัน “ฝ่าบาท กระหม่อมยินดีร่วมเดินทางไปด้วย!”
โอรสสวรรค์พยักหน้าอย่างพอพระทัย “เป่ยเหลียงไม่คิดเลิกรา แม่ทัพใหญ่หันย่อมจำเป็นต้องไปรักษาสถานการณ์ใหญ่ที่ชายแดนเอาไว้ นอกจากช่วยนักษัตรขาลออกมาแล้ว ก็ต้องรีบไขคดีคณะทูตเป่ยเหลียงหนึ่งพันคนที่หายตัวไปที่อำเภอเฟิงโดยไวด้วย จะปล่อยให้เรื่องนี้กลายเป็นข้ออ้างประกาศศึกของเป่ยเหลียงมิได้เด็ดขาด”
แม่ทัพใหญ่หันเอ่ย “กระหม่อมรับบัญชา!”
เจ้ากรมกลาโหมเห็นว่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงทูลโอรสสสวรรค์ว่า “กระหม่อมขอทูลลา”
โอรสสวรรค์มองลู่หลิงเซียวแวบหนึ่ง ก่อนตรัสว่า “หมู่นี้เสด็จแม่บ่นหาแม่นางหลินอยู่บ่อยๆ หลี่เฉวียน เจ้าพาแม่นางหลินไปนั่งเล่นที่ตำหนักเสด็จแม่ที แม่ทัพลู่ เจ้าก็รออยู่ที่ห้องทรงอักษรสักพักเถิด”
ลู่หลิงเซียว “พ่ะย่ะค่ะ”
ครั้นทุกคนออกจากห้องทรงอักษรไป โอรสสวรรค์ก็มีสีพระพักตร์เคร่งขรึมตรัสกับลู่หลิงเซียวว่า “แม่ทัพลู่ การไปด่านอวี้เหมินครานี้ เราหวังว่าเจ้าจะสามารถทำสิ่งหนึ่งให้เราได้”
ลู่หลิงเซียวออกมาจากวังหลวง เดินเคียงไหล่กับหลินหว่านเอ๋อร์บนถนนอันเงียบสงัด
ลู่หลิงเซียวหมู่นี้พูดจาน้อยลงมาก นึกไม่ถึงว่าจะไม่ถามหลินหว่านเอ๋อร์ว่าอยู่กับลี่กุ้ยเฟยเป็นอย่างไรบ้าง
หลินหว่านเอ๋อร์ดึงมือเขาเบาๆ ทำภาษามือว่า : ฝ่าบาทรั้งตัวท่านไว้ลำพัง เพราะมีภารกิจมอบให้ท่านใช่หรือไม่ (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
ลี่กุ้ยเฟยทรงตกใจไม่น้อยทีเดียวยามเห็นข้ออ้างเยี่ยงนางไปถึงตำหนักฉางชุน
หลินหว่านเอ๋อร์หลุบตาลง ทำภาษามือ : ช่างเถิด ข้าไม่ควรถาม ยามนี้ข้าถูกทำลายวรยุทธ์ เสียงก็ถูกพิษจนเป็นใบ้ ถามไปก็ช่วยอะไรท่านมิได้
ถ้อยคำของนางทำให้ลู่หลิงเซียวเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาในใจ
ลู่หลิงเซียวรีบเอ่ยว่า “เมื่อครู่กำลังคิดเรื่องงานอยู่ ฝ่าบาททรงมอบภารกิจลับให้ข้าจริงๆ พระองค์ให้ข้าไปตามหาสิ่งของของจอมพลฉู่ที่ชายแดน หากหาเจอ ก็จะเป็นคูณูปการใหญ่”
หลินหว่านเอ๋อร์ชะงักฝีเท้า มองเขาด้วยความวาดหวังเต็มดวงตา : หากท่านแม่ทัพสร้างคุณูปการใหญ่ จะขอฝ่าบาทประทานสมรสกับหว่านเอ๋อร์หรือไม่
……
ระหว่างทางกลับ ลู่หลิงเซียวนึกถึงเมิ่งเชียนเชียนปรากฏตัวอยู่แถวๆ ถนนจูเชวี่ยขึ้นมา จึงเอ่ยกับสารถีว่า “ไปดูทางนั้นหน่อย”
เซิ่นเหยียนแย่งแส้ม้ามาจากสารถี ก่อนจะฟาดใส่ก้นม้าไปทีหนึ่ง “ดูอะไรล่ะ พ่อท่านเรียกตัวกลับบ้าน!”
ลู่หลิงเซียว “!!!”
ครั้นออกมาจากเรือนซงจู๋ ลู่หลิงเซียวก็ขลุกตัวอยู่แต่ในห้องหนังสือ ใครมาเคาะประตูก็โดนเขาตะเพิดออกไปหมด
เมื่อประตูห้องถูกเคาะอีกหน เขาก็ตวาดอย่างรำคาญสุดจะทนว่า “ให้เจ้าไสหัวไปไม่ได้ยินหรือ!”
ลู่สิงโจวผลักประตูเปิด
“สุนัขรับใช้นี่!”
ลู่หลิงเซียวกำลังจะด่าทอ มองปราดไปเห็นบิดา สีหน้าพลันเปลี่ยน ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ประสานมือเอ่ยว่า “ท่านพ่อ!”
ลู่สิงโจวขมวดคิ้ว “ให้เจ้ากลับมาแล้วไปหาข้ามิใช่หรือ”
‘พ่อท่านเรียกตัวกลับบ้าน!’
คำพูดของเซิ่นเหยียนผุดขึ้นในหัว ลู่หลิงเซียวขมวดคิ้ว เซิ่นเหยียนผู้นี้ พูดจาให้มันชัดเจนหน่อยมิได้หรือไร
“ท่านพ่อ เชิญนั่ง”
ลู่หลิงเซียวยกที่นั่งให้
ลู่สิงโจวนั่งลง “ฝ่าบาทตรัสอะไรกับเจ้าบ้าง”
ลู่หลิงเซียวเล่าบทสนาในห้องทรงอักษรให้ฟังอย่างไม่ตกหล่น “มีแม่ทัพใหญ่หันคอยช่วยเหลือ เรื่องช่วยนักษัตรขาลนั้นไม่ยาก ที่ยากคือตามหาสิ่งของของจมอพลฉู่”
ลู่สิงโจวสีหน้าลุ่มลึกเอ่ยว่า “เรื่องช่วยนักษัตรขาลออกมา เกรงว่าจะมีตัวแปร”
ลู่หลิงเซียวถามอย่างประหลาดใจ “ไยท่านพ่อจึงกล่าวเช่นนี้”
ลู่สิงโจวเอ่ย “เจ้าขลุกอยู่แต่ในห้องมาตลอดทั้งบ่าย เกรงว่าคงไม่รู้เรื่องใหญ่ที่เพิ่งเกิดขึ้นที่ถนนจูเชวี่ย แม่ทัพใหญ่หันโดนลอบทำร้าย เป็นตายยากจะเดาได้ การไปด่านอวี้เหมินครานี้เกรงว่าต้องเปลี่ยนตัวคนแล้ว”
เป็นดังที่คาด เพียงไม่นานโอรสสวรรค์ก็มีรับสั่งมาว่า แม่ทัพใหญ่หันบาดเจ็บสาหัสยังไม่ได้สติ เนื่องจากสถานการณ์ทางการทหารเร่งด่วน เราจึงตัดสินใจให้ผู้บัญชาการใหญ่รับหน้าที่แทนแม่ทัพใหญ่หัน ไปยังด่านอวี้เหมินกำจัดภัยร้ายเป่ยเหลียงด้วยตัวเอง
ลู่สิงโจวเอ่ย “สถานที่ที่โดนทำร้ายอยู่ละแวกจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง ผู้บัญชาการใหญ่ท่านนี้ ในที่สุดก็ลงมือกับอำนาจทางการทหารแล้ว”
ลู่หลิงเซียวกำหมัดแน่น “ลงมือหน้าบ้านตัวเอง ช่างโอหังเกินไปแล้ว! เขาไม่กลัวว่าคนจะสงสัยมาถึงตัวเขาบ้างหรือ”
ลู่สิงโจวเอ่ยนิ่งๆ ว่า “เขาต้องการให้ทั่วทั้งแผ่นดินรับรู้ แต่ก็ทำอะไรเขามิได้”
“น่าชังนัก!”
ลู่สิงโจวเอ่ยอย่างเจ้าเล่ห์ดั่งจิ้งจอกเฒ่า “ไม่ต้องรีบร้อน เขาเป็นใหญ่ในเมืองหลวง แต่ไปชายแดนแล้ว เขาก็กลายเป็นสัตว์ที่โดนถอดเขี้ยวเล็บ หลิงเซียว นี่เป็นโอกาสทองที่เจ้าจะสร้างความดีความชอบ”
ลู่หลิงเซียวนิ่งอึ้ง “ท่านพ่อหมายความว่า…”
ลู่สิงโจวดื่มชาคำหนึ่ง “อย่าให้ลู่หยวนมีชีวิตกลับมา”