เซียนคีย์บอร์ด [陆地键仙] - บทที่ 1410 ไม่ยุติธรรม
บทที่ 1410 ไม่ยุติธรรม
………………..
บทที่ 1410 ไม่ยุติธรรม
ฉู่โหยวเจาไม่พอใจ “แม้แต่พี่ใหญ่ก็ไม่กังวล แล้วเจ้าจะกังวลเรื่องอะไรล่ะ? คนที่ไม่รู้อาจคิดว่าพี่เขยเป็นสามีของข้าแทน…”
ซูอันอดไม่ได้ที่จะยิ้มเมื่อได้ยินคำบ่นของนาง ทั้งสองอายุค่อนข้างใกล้กัน ดังนั้นนางจึงไม่ค่อยเต็มใจที่จะเรียกฮวนเจาว่าพี่สาว แน่นอนว่าด้วยอารมณ์ของฉู่ฮวนเจา นางเคยรังแกโหยวเจามาแล้วไม่น้อย
“หยุดอ่านได้แล้ว! เตะลูกขนไก่กับข้า!” ฉู่โหยวเจาเอื้อมมือของนางออกไปกำลังจะฉีกจดหมายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยความรำคาญ
โชคดีที่ซูอันเก็บจดหมายไว้อย่างรวดเร็วและพูดว่า “ตกลง ถ้าแพ้แล้วอย่าร้องไห้ล่ะ”
ฉู่โหยวเจาไม่ได้โง่เขลาและกล่าวอย่างรวดเร็วว่า “เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ข้อได้เปรียบด้านการบ่มเพาะ!”
“ได้!” ซูอันกล่าวอย่างมั่นใจ เจ้าคิดว่าข้าจะรับมือเจ้าเปี๊ยกอย่างเจ้าไม่ได้จริง ๆ เหรอ?
แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ถูกทิ้งไว้กับความเสียใจจนท้องไส้ปั่นป่วน ฉู่โหยวเจามีความยืดหยุ่นและว่องไวเกินไป นางสามารถเตะลูกขนไก่กลับมาในมุมที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เสมอ
เสียงหัวเราะของฉู่โหยวเจาดังก้องไปทั่วทั้งลาน สาวใช้และคนรับใช้ที่อยู่ข้างนอกต่างก็กระซิบกระซาบกัน พวกนางไม่เคยเห็นนายน้อยมีความสุขเท่านี้มาก่อน! แต่ทำไมเสียงหัวเราะของนายน้อยของพวกนางถึงดูเหมือนผู้หญิง…
หลังจากเล่นกับฉู่โหยวเจาสักพักซูอันก็ยืนยันที่จะจากไป แม้ว่านางจะขอให้เขาอยู่ก็ตาม เห็นได้ชัดว่าฉู่โหยวเจาจะยังสนุกไม่มากพอ นางโบกมือให้เขาจากทางเข้า ตะโกนว่า “พี่เขย คราวหน้ามาเล่นกันใหม่!”
เมื่อหันกลับมาและเห็นรอยยิ้มกว้างของนาง จู่ ๆ ซูอันก็รู้สึกว่าแม้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เสมอก็ตาม มันไม่สำคัญเลย
“ใช่ อย่าลืมตอบจดหมายพี่สาวของข้าด้วย! ทั้งคู่กำลังรออยู่” ฉู่โหยวเตือนเขาอย่างรวดเร็ว
“เข้าใจแล้ว” ซูอันรู้สึกอบอุ่นใจ คิดกับตัวเองว่า ดีจริง ๆ ที่มีคนคิดถึงเรา เฮ้อ ข้าจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าจะเขียนจดหมายถึงพวกนาง มัวแต่จดจ่ออยู่กับความสนุกและความสุขในเมืองหลวงเท่านั้น จากวันนี้ไปข้าต้องเปลี่ยนวิธีคิดแล้ว ข้าต้องใช้ชีวิตเป็นคนดี ต้องปกป้องความบริสุทธิ์ของตัวเอง! เขายังคงเตือนตัวเอง
…
หลังจากเดินไปรอบ ๆ สักครู่เขาก็สังเกตเห็นสถานที่ที่คุ้นเคย หลังจากลังเลอยู่พักหนึ่ง เขาตัดสินใจเดินไปในทิศทางนั้น เขาต้องจัดการกับเรื่องของซ่างเฉี่ยน เขาไม่ใช่คนที่จะหนีไปหลังจากทำผิดพลาด
นอกจากนี้ ตระกูลซ่างเป็นพันธมิตรของเขา มันจะแย่กว่านี้มากหากมีความสงสัยหรือมีอิทธิพลในทางลบต่อความสัมพันธ์ของพวกเขาในภายหลัง
…
เมื่อเขามาถึงตระกูลซ่าง ซ่างหงและเจิ้งตานต่างก็ตกใจและประหลาดใจที่เห็นเขา ทั้งคู่ทักทายเขาอย่างกระตือรือร้น
“แล้ว… เฉี่ยนเอ๋อร์ล่ะ?” ซูอันถาม ทำไมวิธีที่เขาใช้เรียกนางมาตลอดตอนนี้ฟังดูแปลกจัง? เขามองจากด้านหนึ่งไปอีกด้าน แต่ไม่เห็นซ่างเฉี่ยนที่ไหนเลย
“นางไม่ค่อยสบาย กลับไปพักผ่อนที่ห้องแล้ว” ซ่างหงพูดด้วยรอยยิ้ม สีหน้าของเขาดูปกติไม่มีอะไรแปลกไป
ซูอันตื่นตระหนกเมื่อได้ยินว่าซ่างเฉี่ยนไม่สบาย เขารู้ว่าทำไมนางถึงไม่สบายใจ เขาคิดว่านางคือเจิ้งตานและทรมานนางทั้งคืน เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างนางจะรับมือกับเรื่องแบบนั้นได้อย่างไร? นึกได้ดังนั้นเขาก็รู้สึกผิดมากขึ้น หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็พูดว่า “ท่านลุง ข้ามีเรื่องต้องบอกท่าน”
ซ่างหงดูตกใจเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเขาจะคิดอะไรบางอย่าง แต่ไม่ได้แสดงมันออกมา “หลานชาย ตอนนี้เราเป็นพันธมิตรกัน ดังนั้นความสัมพันธ์ของเราจึงแน่นแฟ้น มีอะไรพูดได้ตามสบาย”
ซูอันรู้สึกผิดเมื่อเห็นรอยยิ้มที่เป็นมิตรของซ่างหง ท้ายที่สุดซ่างหงได้ตกลงโดยปริยายในความสัมพันธ์ของเขาและเจิ้งตานแล้ว แต่เขาก็ยังพรากลูกสาวของซ่างหงมาด้วย
เขาหายใจเข้าลึก ๆ และในที่สุดก็พูดว่า “ท่านลุง เฉี่ยนเอ๋อร์และข้า…”
“ท่านพ่อ!” เสียงเล็ก ๆ ขัดเขาก่อนที่จะพูดจบ เมื่อหันกลับมา พวกเขาเห็นซ่างเฉี่ยนยืนอยู่ที่ทางเข้า ผิวของนางซีดเซียวดูเหนื่อยล้า ดวงตาแดงก่ำราวกับเพิ่งผ่านการร้องไห้มา
“เฉี่ยนเอ๋อร์” ซ่างหงรู้สึกประหลาดใจที่เห็นนาง สีหน้าของเขาขัดแย้งอย่างมาก
ซ่างเฉี่ยนไม่สนใจเขาและเดินตรงไปหาซูอันถามว่า “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
เจิ้งตานมีสีหน้าสงสัย นางรู้สึกว่าบทสนทนาฟังดูแปลก ๆ ด้วยเหตุผลบางอย่าง
ซูอันรู้สึกผิดเล็กน้อยเมื่อจ้องมองนางและพูดว่า “ข้ามาเพื่อสะสางบางอย่าง ข้าจำเป็นต้อง…”
“ไม่มีเรื่องอะไรทั้งนั้น” ซ่างเฉี่ยนตัดบท “ทุกอย่างปกติเหมือนเดิม เจ้ามาหารือเกี่ยวกับแผนการในมณฑลเมฆครามใช่ไหม?”
“อืม…เรื่องนั้นก็ด้วย” ซูอันตกตะลึงและตอบกลับไป
ทันใดนั้นซ่างเฉี่ยนก็พูดผ่านกระแสพลังชี่ว่า “เจ้าลืมสิ่งที่สัญญากับข้าไปแล้วเหรอ? ห้ามพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนั้น”
“แต่นั่นไม่ยุติธรรมสำหรับเจ้าเลย” ซูอันตอบ
“ไม่ ถ้าเจ้าสงสารข้าจริง ๆ ก็แค่ทำตามที่ข้าบอก” เสียงของซ่างเฉี่ยนเย็นชา
“อืม…ก็ได้” เมื่อเห็นว่าความตั้งใจของนางมั่นคงเพียงใด ซูอันก็ได้แต่เห็นด้วยเท่านั้น
“ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว พี่ซู มากินข้าวกันเถอะ” ซ่างเฉี่ยนพูดเสียงดัง
“ตกลง” ซูอันรู้สึกสงสัย นางกำลังคิดอะไรอยู่ ทำไมนางถึงไม่อยากให้ข้าพูดความจริง นางเป็นฝ่ายเสียเปรียบไม่ใช่หรือ?
คนเป็นพ่อเข้าใจลูกสาวดีที่สุด เมื่อเห็นพฤติกรรมของนาง ซ่างหงก็ถอนหายใจ ลูกสาวของเขาอาจไม่พอใจกับสิ่งที่เขาทำและไม่ต้องการร่วมมือกับแผนการใช้นางเป็นเบี้ยต่อรองเพื่อคุกคามซูอัน แต่นางรู้ได้อย่างไรว่ายิ่งนางทำอย่างนี้ก็ยิ่งดีต่อแผนการของเขา
จากนั้นสาวใช้ก็เข้ามาพร้อมอาหารและเครื่องดื่มอย่างรวดเร็ว ซ่างหงและซูอันคุยกันอย่างมีความสุข ดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติทั้งนั้น
ซ่างเฉี่ยนรู้สึกแย่มากแต่ก็ยังฝืนยิ้มและพูดคุยกับพี่สะใภ้ ดวงตาของเจิ้งตานสอดส่องระหว่างคนทั้งสองเป็นครั้งคราว พลางมีสีหน้าครุ่นคิด
หลังจากนั้นไม่นาน ซ่างเฉี่ยนก็ลุกขึ้นและพูดว่า “ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย ขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อน” ซ่างหงและซูอันไม่ได้พยายามรั้งนางไว้ ทั้งคู่เตือนนางให้ดูแลตัวเองให้ดี
ซ่างเฉี่ยนหยุดเดินสองสามก้าวแล้วพูดว่า “พี่ซูอาจมาเยี่ยมคฤหาสน์ของเราบ่อยขึ้นเพื่อหารือกับพ่อของข้า เจ้าจะค้างสักคืนก็ได้ จะได้พูดคุยกันได้เต็มที่”
ซูอันมีสีหน้าแปลก ๆ ในขณะที่พูดว่า “ขอบคุณ เฉี่ยนเอ๋อร์” นางพยายามจะพูดอะไร? นี่นางจงใจให้ข้าอยู่ที่นี่เหรอ?
………………..