เซียนคีย์บอร์ด [陆地键仙] - บทที่ 1419 แบบอย่างสำหรับเราทุกคน
บทที่ 1419 แบบอย่างสำหรับเราทุกคน
………………..
บทที่ 1419 แบบอย่างสำหรับเราทุกคน
เพ่ยโยวไม่สามารถหาข้อบกพร่องได้เลยแม้จะจ้องมองอย่างจริงจัง ผู้หญิงคนนี้พกเสน่ห์ของหญิงสาวจากสถานเริงรมย์ ทว่ายังให้บรรยากาศที่สง่างามของคุณหนูตระกูลใหญ่ เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าคน ๆ หนึ่งสามารถผสมผสานสองลักษณะที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเช่นนี้ได้อย่างไร?
แต่เมื่อนึกถึงภูมิหลังของนาง เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “นางเป็นหม้ายตั้งแต่อายุยังน้อย… มันเป็นเรื่องน่าเศร้าจริง ๆ”
“ข้าแนะนำให้เจ้าอย่าคิดอะไรเกี่ยวกับนาง” เกาอิ้งพูดเสียงเบา
“ข้าแค่ชื่นชมสาวงาม เข้าใจไหม?” เพ่ยโยวปกป้องตัวเองทันที แต่เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะถามว่า “ทำไมล่ะ?”
“เจ้าไม่สังเกตหรือว่านางยิ้มกว้างออกอย่างนี้ นางดูเหมือนหญิงหม้ายหรือ? นอกจากนี้ ข้าได้ยินมาว่านางกับพี่ซูถูกขังไว้ด้วยกันตอนที่พวกเขาถูกพามาที่เมืองหลวง และทั้งสองคนยังนั่งรถม้าคันเดียวกันด้วย…”เกาอิ้งมองดูเขา
“จริงหรือ?” เพ่ยโยวตกใจมาก
“ดูสินางยังคงยิ้มขณะมองพี่ซู” เกาอิ้งพยักเพยิดด้วยศีรษะของเขา
เพ่ยโยวมองไป ว่าเจิ้งตานกำลังยิ้มและนางเอาแต่มองไปที่ซูอัน เขาพูดว่า “เจ้าพูดถูก… หือ? ทำไมท่าทางของแม่นางซ่างถึงดูคล้ายกัน?”
แม้แต่เกาอิ้งก็ตกใจ เขาเห็นว่าแม้ซ่างเฉี่ยนจะซ่อนตัวอยู่ข้างหลังเจิ้งตานครึ่งหนึ่ง แต่นางก็ยังมองซูอันเป็นครั้งคราว สีหน้าของนางมีบางอย่างที่แตกต่างออกไป!
“แม่นางซ่างก็สวยเหมือนกันนะ” เพ่ยโยวถอนหายใจด้วยความชื่นชม ซ่างเฉี่ยนมีความงามที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
หากเจิ้งตานเป็นภรรยาข้าวใหม่ปลามันที่มีเสน่ห์ ซ่างเฉี่ยนก็เป็นหญิงสาวที่อ่อนเยาว์
สีหน้าของเขาแปลกไปในขณะที่เขาพูดว่า “เจ้ากำลังบอกว่าพี่ซู ได้ทั้งสองคน… น่าทึ่ง!”
แม้แต่เกาอิ้งก็อดไม่ได้ที่จะพูดด้วยความชื่นชมว่า “พี่ซูเป็นแบบอย่างสำหรับพวกเราทุกคนจริง ๆ ต่อไปเราต้องปรึกษาเขาบ้างแล้ว”
พวกเขาสองคนไม่คิดว่าซูอันมีความสัมพันธ์ที่จับต้องได้กับทั้งสอง อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาได้รับความโปรดปรานจากเด็กสาวทั้งสองก็น่าตกใจ
พวกเขารู้ว่าเป้าหมายของความชื่นชมของพวกนางกำลังตกอยู่ในสนามรบของเหล่าหญิงสาวที่ดุร้าย
ฉู่โหยวเจาบีบเอวของซูอันขณะที่พูดด้วยรอยยิ้มว่า “พี่เขย ดูเหมือนจะมีน้องสาวหลายคนนะ!”
ซูอันรู้สึกปวดหัวอย่างมาก โชคดีที่ซ่างหงถามขึ้นมาในตอนนี้ “หืม? ท่านสิบเอ็ดอยู่ที่ไหน? ทำไมยังไม่มาอีก?”
มันเป็นโอกาสที่ดีสำหรับซูอัน เขาพูดว่า “ข้าจะไปดูเอง” จากนั้นเขารีบวิ่งออกไปไกลโดยไม่รอให้สาว ๆ พูดอะไร วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับสนามรบเยี่ยงนี้คือการวิ่งหนี
ฉู่โหยวเจาหายใจไม่ออกและพองตัวด้วยความโกรธ พี่เขยไว้ใจไม่ได้! นางเคยได้รับคำเตือนจากพี่รองมาก่อน แต่นางก็ไม่ได้ถือว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งยังเคยคิดว่า เรื่องง่าย ๆ แบบนี้ก็ต้องเตือนด้วยหรือ? แต่ตอนนี้เมื่อเห็นสาว ๆ ทุกคนที่อยู่รอบตัวซูอันนางก็ตระหนักได้ทันทีว่าได้รับภารกิจที่ยากอย่างเหลือเชื่อ
เจิ้งตานมองนางด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “โหยวเจา เราทุกคนมาจากเมืองจันทร์กระจ่าง และข้าก็เป็นเพื่อนร่วมสถาบันกับพี่สาวของเจ้าในระดับหนึ่ง ข้าก็เป็นพี่สาวของเจ้าเหมือนกัน ทำไมข้ารู้สึกว่าเจ้าไม่ชอบหน้าข้าเลย”
ดวงตาของฉู่โหยวเจากลอกไปมา แต่แล้วนางก็นึกถึงบางสิ่ง “พี่เจิ้ง… อา ไม่สิ ตอนนี้ข้าควรเรียกว่าฮูหยินซ่างแล้วใช่ไหม? สามีเจ้าเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และเจ้าคือคนที่ต้องแบกรับชื่อเสียง เฮ้อ…”
ดวงตาของเจิ้งตานกระตุก ทำไมนายน้อยฉู่คนนี้ถึงพูดจาเสียดสีเหมือนเด็กผู้หญิง ทุกคำพูดของเขาโจมตีจุดที่เจ็บของนาง
ซ่างเฉี่ยนก้าวไปข้างหน้าเพื่อปกป้องนางโดยพูดว่า “นายน้อยฉู่ โปรดระวังคำพูดด้วย นี่เป็นคำพูดที่ไม่สุภาพทำให้เสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของทั้งตระกูลฉู่และตระกูลฉิน” เนื่องจากอีกฝ่ายพูดถึงตระกูลซ่าง นางจึงไม่สามารถอยู่เฉยโดยไม่ทำอะไรเลย
เจิ้งตานมองนางด้วยความขอบคุณ เป็นครั้งแรกที่พวกนางสองคนดูเหมือนจะมีใจตรงกัน แต่ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะคิดอะไรบางอย่างได้ในเวลาต่อมา ซึ่งทำให้สีหน้าของทั้งคู่ดูเปลี่ยนไปอย่างผิดธรรมชาติ
ฉู่โหยวเจาต้องการที่จะพูดอย่างอื่น แต่มู่หรงชิงเหอดึงแขนเสื้อของนางและพูดเตือนเสียงเบาว่า “มีคนดูอยู่ มันคงจะไม่ดีถ้าเราทะเลาะกันใหญ่โต”
เห็นได้ชัดว่ามู่หรงชิงเหอไม่ได้กังวลเกี่ยวกับการล่วงเกินผู้อื่น สิ่งที่นางกังวลมากกว่าคือชื่อเสียงของพี่ฉู่ นางบ่นในใจว่า คุณหนูใหญ่ฉู่นี่เจ้ากี้เจ้าการจริง ๆ ไม่เคยทำอะไรด้วยตัวเองสักอย่างและทำให้พี่ฉู่ของนางรับหน้าที่ที่น่ารำคาญเหล่านี้ทั้งหมด
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ฉู่โหยวเจาคิดว่าการอยู่ต่ออาจทำให้พี่เขยต้องอับอาย ดังนั้นนางจึงพองแก้มด้วยความโกรธและมองไปทางอื่น จากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
ในขณะเดียวกัน ซูอันก็มาถึงด้านข้างของซ่างหง เขาถามว่า “ท่านซ่าง เกิดอะไรขึ้น?” มันไม่เหมาะสมเกินไปที่เขาจะเรียกซ่างหงว่า ‘ลุงหง’ ในที่สาธารณะ เรียกอีกฝ่ายว่า ‘ท่านซ่าง’ จะดีกว่า
ซ่างหงพูดด้วยสีหน้ากังวล “ท่านสิบเอ็ดยังมาไม่ถึง มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า?”
ความกังวลของซ่างหงไม่มีมูลความจริง ท้ายที่สุดสถานะของทูตยุทธ์เสื้อแพรนั้นพิเศษในระดับหนึ่ง พวกเขาเป็นตัวแทนของจักรพรรดิ นอกจากนี้ยังมีอันตรายแฝงตัวอยู่รอบด้านระหว่างการเดินทางไปยังมณฑลเมฆคราม การมีทูตยุทธ์เสื้อแพรทองเดินทางไปด้วยจะทำให้ทั้งหมู่คณะมีความมั่นใจมากขึ้น ทูตยุทธ์เสื้อแพรทองทุกคนเป็นทรัพย์สินที่ทรงพลังโดยไม่คำนึงถึงว่าจะเป็นด้านสติปัญญาหรือการบ่มเพาะ
ซูอันกล่าวว่า “ข้าคิดว่าเขากำลังจะมาเร็ว ๆ นี้”
คนสามคนมาถึงทันทีที่เขาพูด คนตรงหน้ากระพริบตาถี่ ๆ สองคนหัวโล้น มีคนหนึ่งหัวโล้นทั้งศีรษะในขณะที่อีกคนหัวโล้นตรงกลาง พวกเขาดูสะดุดตาในกลุ่มทูตยุทธ์เสื้อแพร
“คารวะท่านซ่างและท่านซู” ทูตยุทธ์เสื้อแพรเงินเซียวเจียนเริ่นคนข้างหน้ากล่าว พวกเขาย่อมเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของทูตยุทธ์เสื้อแพรทองหมายเลขสิบเอ็ด อีกสองคนคือไต่ที่เจ็ดและเฉินที่แปด แต่ทั้งสองไม่จำเป็นต้องแนะนำตัวเองเพราะระดับของตัวเองต่ำเกินไป
“ท่านเซียว” ซ่างหงกุมมือ น้ำเสียงของเขาสุภาพ แม้ว่าตำแหน่งทางการของพวกเขาจะไล่เลี่ยกัน แต่ทูตยุทธ์เสื้อแพรล้วนมีตัวตนที่น่าทึ่ง ทูตยุทธ์เสื้อแพรเงินเป็นบุคคลระดับสูงในหมู่ทูตยุทธ์เสื้อแพรอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องทำให้บุคคลนี้ขุ่นเคือง เขาอดไม่ได้ที่จะมองไปรอบๆ แล้วถามว่า “ท่านสิบเอ็ดอยู่ที่ไหน?”
เซียวเจียนเริ่นตอบว่า “ท่านสิบเอ็ดให้เรามาที่นี่ก่อน เขาจะคอยติดตามเราอย่างลับ ๆ”
ซูอันยิ้มโดยไม่พูดอะไร นี่คือสิ่งที่เขาได้นัดหมายกับลูกน้องไว้ล่วงหน้า เขาคงไม่สามารถจัดการทุกอย่างได้หากต้องมีตัวตนอยู่สองสถานะ โชคดีที่ตัวตนทูตยุทธ์เสื้อแพรมีความลึกลับ เรื่องเหล่านี้จึงเป็นที่ยอมรับ
ซ่างหงขมวดคิ้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเขานึกถึงตำนานต่าง ๆ ของทูตยุทธ์เสื้อแพรทอง เขาก็ไม่ได้คัดค้านใด ๆ “นี่เป็นสิ่งที่ดีเช่นกันที่มีการป้องกันทั้งแบบเปิดเผยและแบบลับ ๆ แผนของเราจะยืดหยุ่นมากขึ้นด้วย”
จากนั้นซ่างหงต้องนัดกลุ่มของซูอันขึ้นเรือ เขาพูดกับซูอันว่า “ข้ามีเรื่องที่ต้องจัดการ เนื่องจากเฉี่ยนเอ๋อร์และเจิ้งตานมาหาเรา โปรดช่วยข้าดูแลพวกนางสักหน่อย”
“แน่นอน” สีหน้าของซูอันค่อนข้างแปลก นับตั้งแต่ที่เขารู้เกี่ยวกับแผนการของอีกฝ่าย เขาก็เริ่มให้ความสนใจกับคำพูดและการกระทำของซ่างหงมากขึ้น
ในตอนแรกเขาดูแคลนซ่างหงอยู่บ้างในเรื่องนี้ แต่นั่นก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความชื่นชม ซ่างหงทำเพื่อตระกูลเท่านั้น ตามที่คาดไว้ เขาเป็นคนที่คิดถึงสถานการณ์ที่ใหญ่กว่า คนธรรมดาจะทำเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร?
เขาเดินไปที่ที่ซ่างเฉี่ยนและเจิ้งตานอยู่ และสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่ไม่ปกติในทันที แต่เขาไม่โง่พอที่จะถามว่าเกิดอะไรขึ้นและเปลี่ยนหัวข้อสนทนาแทน “น้องเฉี่ยนเอ๋อร์ แม่นางเจิ้ง ข้าจะดูแลท่านซ่างอย่างดีในการเดินทางครั้งนี้”
ฉู่โหยวเจาขมวดคิ้วเมื่อนางได้ยินเขาเรียกคนอื่นว่า ‘น้อง’ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าจะไม่มีปัญหาอะไรในสิ่งที่พวกเขากำลังพูดถึง ดังนั้นนางจึงห้ามตัวเองไม่ให้แสดงท่าทีด้านลบออกมา
………………..