เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 105 ชุดไว้ทุกข์ (4)
Content warning : มีการบรรยายฉากน่ากลัวเล็กน้อย
บทที่ 105 ชุดไว้ทุกข์ (4)
ปู่หลานตระกูลซูแบกโลงศพเปล่าเดินจากไป
เหมียวจื่ออั๋งที่นั่งยอง ๆ ซ่อนตัวอยู่นานจนเหน็บกินก็ได้ยินเฝ่ยไป๋ลู่ตะโกนบอก “ออกมาได้แล้ว”
เขาวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วทันที
ครั้นออกมา สิ่งแรกที่เห็นคือกานว่างที่นอนเหยียดยาวอยู่บนพื้น เหมียวจื่ออั๋งพลันตกใจไป “เอ๋? คนคนนี้คือคนของนิกายเก้าสวรรค์ไม่ใช่เหรอ? ทำไมเขาถึงกลายเป็นแบบนี้ได้ล่ะ?”
“นายรู้จักเขาเหรอ?” เฝ่ยไป๋ลู่เลิกคิ้ว
เหมียวจื่ออั๋งตบหน้าอกด้วยความภาคภูมิใจอย่างมาก “ขอแค่มีชื่ออยู่ในเมืองเจียง ฉันก็รู้จักทุกคนนั่นแหละ ฉันคือไป๋เซียวเชิง*[1]ยุคใหม่เชียวนะ!”
เขามองไปเฝ่ยไป๋ลู่แล้วพูดอย่างภูมิใจในตัวเอง “ฉันรู้ด้วยว่าเธอคือ ลูกสาวที่แท้จริงของตระกูลเฝ่ยที่ร่ำรวย เฝ่ยไป๋ลู่”
เฝ่ยไป๋ลู่ถามอย่างจริงใจว่า “แล้วมีประโยชน์อะไร? มันสามารถถอดรหัสได้ หรือว่าช่วยในการต่อสู้ได้งั้นเหรอ?”
เหมียวจื่ออั๋งห่อเหี่ยวลงในพริบตา
เอาเถอะ มันก็ไร้ประโยชน์จริง ๆ นั่นแหละ
เมื่อคิดได้อย่างนี้ เขาก็เปลี่ยนหัวข้อกะทันหัน “เธอได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อะไรมาบ้าง?”
ทันใดเฝ่ยไป๋ลู่ถ่ายทอดคำเตือนของซูม่านม่านอย่างไม่คิดที่จะปิดบัง ใบหน้าของเหมียวจื่ออั๋งซีดลงเมื่อนึกถึงตอนที่เขาฟื้นขึ้นมาแล้วต้องการจะถอดชุดออก
โชคยังดีที่ไม่ได้ทำอะไรบุ่มบ่าม
เขามองเฝ่ยไป่ลู่ตาปริบ ๆ “หัวหน้า ตอนนี้พวกเราควรจะทำยังไงกันดี?”
“อยู่ที่นี่ก่อนหนึ่งคืนแล้วพรุ่งนี้ค่อยหาทางเข้าหมู่บ้าน” เฝ่ยไป๋ลู่ตอบพลางย่อตัวลงตรวจอาการของกานว่าง
“ในเมื่อไม่มีลมย่อมไร้คลื่น*[2] ไม่ว่ายังไงก็จะต้องมีสาเหตุว่าทำไมหมู่บ้านนี้ถึงถูกเรียกว่าหมู่บ้านผีสิงแน่” เหมียวจื่ออั๋งเงยหน้าขึ้นแล้วพูด “พิลึกพิลั่นเกินไปแล้ว พรุ่งนี้พวกเราหาทางออกไปจากที่นี่ไม่ดีเหรอ? อย่าเข้าไปในหมู่บ้านเลย”
เฝ่ยไป๋ลู่พลันจมอยู่ในห้วงความคิด
เหมียวจื่ออั๋งพูดถูก จะต้องมีสาเหตุบางอย่างทำให้หมู่บ้านเสี่ยวเหวินถูกคนขนานนามว่า ‘หมู่บ้านผีสิง’
ส่วนคนนอกที่ซูม่านม่านบอกว่ามาสำรวจและจับผี เดาว่าน่าจะเป็นนักสำรวจที่มีจิตวิญญาณรักการผจญภัย แบ็กแพ็กเกอร์ชื่อดังทางอินเทอร์เน็ตที่อยากรู้อยากเห็นและปรมาจารย์ฮวงจุ้ย
การที่คนนอกรู้จักหมู่บ้านนี้ นี่แสดงว่าหมู่บ้านเสี่ยวเหวินไม่ใช่หมู่บ้านโดดเดี่ยว
ไม่แน่อาจค้นหาข้อมูลหมู่บ้านเสี่ยวเหวินได้บนอินเทอร์เน็ต เฝ่ยไป๋ลู่พลันหยิบโทรศัพท์ออกมา กวาดตามองไปที่บรรทัดบนสุด แล้วสายตาก็หยุดลงที่กากบาทสีแดง
ไม่มีสัญญาณ…
เธอเลิกคิ้วขึ้นทันที “ออกไปไม่ได้แล้ว”
ไม่เพียงไร้สัญญาณโทรศัพท์ แต่เครื่องมือช่วยเหลือที่การแข่งขันลัทธิปรมาจารย์เต๋าจัดสรรให้ยังเกิดความผิดปกติอย่างชัดเจน ทั้งยังใช้งานไม่ได้ด้วย
‘หรือมีการแทรกแซงจากคนนอก?’
เฝ่ยไป๋ลู่สีหน้าเคร่งเครียด ‘เป็นคนของกลุ่มนั้นงั้นเหรอ?’
“นี่มันสถานที่เส็งเคร็งแบบไหนกันเนี่ย? ถ้าฉันขอยอมแพ้แล้วถอนตัวจะได้หรือเปล่า?” เหมียวจื่ออั๋งอยากร้องไห้แต่ก็ไม่มีน้ำตาให้ไหล การแข่งขันปรมาจารย์ลัทธิเต๋าครั้งนี้อันตรายกว่าที่เขาจินตนาการไว้
ตอนนี้ความหวังในใจจึงดับมอดอย่างสมบูรณ์
“อย่าเสียแรงเปล่าเลย ในเมื่อออกไปไม่ได้ อย่างนั้นก็เดินหน้าต่อ” เฝ่ยไป๋ลู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ขอเพียงพวกเรารู้ความลับของหมู่บ้านนี้ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะออกไปไม่ได้”
“ซูม่านม่านพูดเกี่ยวกับ ‘คำสาปแช่งของเทพเจ้า’ ชัดเจนมากว่านี่คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ภารกิจลุล่วงได้ พวกเราต้องไปหาเธอที่หมู่บ้านแล้วถามให้แน่ชัด”
หมู่บ้านที่ผิดปกติขนาดนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าอีก
เขาแค่จะเข้ามาฉวยโอกาสในช่วงชุลมุน เพื่อเอารางวัลเข้าร่วมแข่งขัน
ไม่ได้อยากเอาชีวิตน้อย ๆ มาเสี่ยงเสียหน่อย!
เหมียวจื่ออั๋งทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แล้วปฏิเสธข้อเสนอของเฝ่ยไป๋ลู่โดยไม่รู้ตัว
เฝ่ยไป๋ลู่เจาะลึกจิตใจของเขา พูดเสียงทุ้มต่ำ “นั่งงอมืองอเท้าก็คือรอความตาย ถ้านายอยากตาย ฉันก็จะไม่ห้าม”
เหมียวจื่ออั๋งสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วแยกตัวออกไป
เฝ่ยไป๋ลู่จึงย้ายกานว่างไปยังตำแหน่งที่ปลอดภัย
เธอเอื้อมมือไปปิดตาเขา แต่กลับพบว่าไม่ว่าทำอย่างไรก็ปิดไม่ได้
เธอไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน
ก่อนที่เธอจะตื่นขึ้นมา ก็มีท่าทาง ‘ตายตาไม่หลับ’ แบบเดียวกับกานว่างใช่ไหม?
เฝ่ยไป๋ลู่คิดหาสาเหตุไม่ออก
ครั้นแสงอาทิตย์สุดท้ายลาลับไป ทั่วทั้งพื้นที่รกร้างก็ถูกปกคลุมด้วยเงามืด
โครกคราก!
เหมียวจื่ออั๋งกุมท้องที่ส่งเสียงร้องเอาไว้ เขามองเฝ่ยไป๋ลู่ที่กำลังนั่งขัดสมาธิและหลับตาฝึกฝนวิชา ทั้งยังมองแล้วมองอีกไปที่กานว่างที่ไม่มีสติและดวงตาเปิดขึ้นอย่างน่ากลัว จากนั้นเขาก็ปิดปากที่อยากจะพูดด้วยความอึดอัดและคับข้องใจ
ช่างเถอะ
นอนดีกว่า
พอนอนหลับท้องก็จะไม่หิวแล้ว
เหมียวจื่ออั๋งขดตัวเป็นลูกบอล แอบนอนข้างกานว่างอย่างมีแผนเจ้าเล่ห์
เขาแอบหัวเราะฮิฮะในใจ ขอเพียงมีกานว่างอยู่ด้วย ถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ไม่มีทางที่เฝ่ยไป๋ลู่จะไม่สนใจเขา
พื้นที่รกร้างในช่วงพลบค่ำเงียบงันอย่างมาก เคลื่อนไหวแค่นิดเดียวก็ส่งเสียงดังชัดมาก แสงจันทร์ส่องสลัว ความมืดมิดมีอยู่ทั่วทุกที่ราวกับมีบางอย่างที่ไร้ชื่อกำลังพลุ่งพล่าน พร้อมเคลื่อนไหว
จมูกของเหมียวจื่ออั๋งที่กำลังหลับสนิทกระตุกสองสามครั้ง
กลิ่นหอมยั่วยวนวนเวียนอยู่ที่ปลายจมูก แทรกเข้าสู่ทุกรูขุมขน ทำให้เขาน้ำลายสอ
หอม หอมเกินไปแล้ว!
อยากกินจังเลย!
ครั้งเขาลืมตาขึ้น ก็เห็นน่องไก่อวบอ้วนและชุ่มฉ่ำอยู่ตรงหน้าเขา
เหมียวจื่ออั๋งอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย เขาอ้าปากกัดด้วยความตะกละตะกลามอย่างขาดสติทันที
นุ่มมาก ทันทีที่กัดลงไป ในปากก็เต็มไปด้วยน้ำที่ถูกปรุงรสมาอย่างดี
เนื้อนุ่มและเรียบเนียนเป็นพิเศษ ในเวลาเดียวกันเนื้อสัมผัสยังยืดหยุ่นเล็กน้อย
มันอร่อยมากจนแทบรอไม่ไหวที่จะกินลงไปให้หมด
“แจ๊บ ๆ…” เหมียวจื่ออั๋งเคี้ยวตุ้ย ๆ จนปากส่งเสียงดังแจ๊บ ๆ
เขากินเต็มที่ และกำลังรู้สึกล่องลอยอย่างมีความสุข
ทันใดนั้นเหมียวจื่ออั๋งก็รู้สึกเหมือนตัวเองถูกคนเตะ สั่นสะเทือนไปทั้งตัว เขาถูกบังคับให้ออกจากฝันอันสวยงามด้วยเสียงดัง ‘หวือ’
และทันทีที่ลืมตา ชายหนุ่มก็เห็นใบหน้าที่เย็นชาของเฝ่ยไป๋ลู่
“คายมันออกมา” เสียงของเธอเย็นชาและรุนแรง แตกต่างจากตอนสงบนิ่งตามปกติโดยสิ้นเชิง
ดวงตาของเหมียวจื่ออั๋งสับสน ไม่รู้ว่าให้คายอะไรออกมา ทว่าร่างกายถูกบังคับด้วยแรงกดดันของเฝ่ยไป๋ลู่ สมองจึงนำหน้าไปหนึ่งก้าว
“แหวะ…” เขาก้มตัวลงอาเจียน
“ดูให้ดี ๆ ว่านายกินอะไร!” เฝ่ยไป๋ลู่เผายันต์ให้ส่องแสงสว่าง
อาศัยแสงไฟ เหมียวจื่ออั๋งก้มหน้ามองอาเจียนของตัวเอง แล้วม่านตาของเขาก็หดตัวในฉับพลัน
เลือดบนหน้าจางหายไปในทันที บัดนี้หน้าของเขาซีดขาวราวกับกระดาษ
น่องไก่ชิ้นใหญ่ที่เขากินในฝัน กลายเป็นลิ้นของมนุษย์ที่สดใหม่และ…อวบอ้วน
น้ำปรุงรสที่เต็มเปี่ยมในปากกลับกลายเป็นเลือด เนื้อสัมผัสยืดหยุ่นคือกล้ามเนื้อ ไขมันและน้ำมันเข้มข้นเพราะเนื้อลิ้นที่อวบอ้วน
ลิ้นมนุษย์ที่ถูกเคี้ยวหลายครั้ง แต่กลับไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนลงเลยแม้แต่น้อย ยังคงสดใหม่ราวกับเพิ่งออกมาจากเตา เลือดไหลออกมาจากรอยแยกสีแดงสด แล้วลิ้นที่ถูกคายออกมาบนพื้นก็กำลังดิ้นและกระตุกเบา ๆ
เหมือนปลาที่ถูกตัดหัว แต่ตัวยังเคลื่อนไหวได้
“อุแหวะ…” เหมียวจื่ออั๋งโก่งคออ้วกสุดชีวิต สองมือล้วงเข้าไปในคอ อยากจะอาเจียนออกมาให้หมดไส้หมดพุง
เฝ่ยไป๋ลู่เองก็รู้สึกปั่นป่วนในท้อง เธอยกตัวเหมียวจื่ออั๋งขึ้น พาเดินออกไป ไม่ให้เขาเห็นลิ้นมนุษย์ชิ้นนั้นอีก
ถ้าเหมียวจื่ออั๋งไม่ส่งเสียงเคี้ยวดังออกมา เธอคงไม่สังเกตเห็นความผิดปกติ แล้วก็ไม่สังเกตเห็นสิ่งแปลก ๆ ตรงนั้นด้วย
ลิ้นมนุษย์ชิ้นนี้มาจากไหน?
แล้วเป็นลิ้นของใคร?
เฝ่ยไป๋ลู่กำลังคิดจะหันไปมองดูลิ้นมนุษย์ชิ้นนั้น ทว่าทันทีที่หันไป เหมียวจื่ออั๋งก็กรีดร้องดังลั่นอีกรอบ
“กระดูก…กระดูกมนุษย์…”
ใบหน้าเหมียวจื่ออั๋งขาวซีด พร้อมกับชี้ไปที่บางอย่างข้างเท้า ตัวเขาสั่นเทาไปหมด
เขาขยับเท้าแค่ก้าวเดียวก็โชคร้ายเหยียบเข้ากับกระดูกมนุษย์ จนเกือบล้มลง
เฝ่ยไป๋ลู่ตกตะลึง เธอเพิ่งจะวางเหมียวจื่ออั๋งลงตรงนี้ เดิมทีเธอไม่เห็นว่ามีกระดูกอยู่บนพื้นเลย
…ทำไมแค่ชั่วพริบตาถึงโผล่มาได้ล่ะ?
เหมียวจื่ออั๋งตกใจกลัวมาก ตัวสั่นราวกับตะแกรง
เขาไม่กล้ามองกระดูกบนพื้นเลย
“หัวหน้า นี่มันถูกสร้างขึ้นมาใช่ไหม? รีบบอกฉันเร็ว ว่านี่มันคือการกลั่นแกล้งกัน…”
เฝ่ยไป๋ลู่ก้าวไปข้างหน้าแล้วหยิบกระดูกมนุษย์มาไว้ในมือ เมื่อดูกระดูกสีขาวอย่างละเอียด ก็เห็นว่ายังมีร่องรอยของเนื้อและเลือดติดอยู่
ใบหน้าของเฝ่ยไป๋ลู่เคร่งเครียดขึ้น “มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้น เป็นกระดูกมนุษย์จริง ๆ”
“อ๊า!” เพียงสิ้นคำ ตาของเหมียวจื่ออั๋งก็กลอกไปมา ตัวอ่อน ล้มพับ เป็นลมหมดสติไป
[1] ไป๋เซียวเชิง เป็นคำที่มาจากวรรณกรรมเรื่อง 西游记 หรือ ไซอิ๋ว หมายถึงนักปราชญ์ผู้รอบรู้หรือ “บุคคลที่รู้ทุกสิ่ง” ใช้เพื่อบรรยายคนที่มีความรู้และความสามารถ
[2] ไม่มีลมย่อมไร้คลื่น หมายถึง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีสาเหตุ