เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 106 พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 106 พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
Content warning : มีการบรรยายถึงศพและการใช้คำพูดที่รุนแรง
บทที่ 106 พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
ทำไมเจ้าหนูนี่ถึงเปราะบางนักนะ ถึงกับเป็นลมไปเลย?
ช่างเถอะ ไม่ปลุกเขาจะดีกว่า บางทีการเป็นลมอาจเป็นการป้องกันตัวที่ดีที่สุดของเขา
พอเห็นเหมียวจื่ออั๋งตกใจกลัวจนสามดวงจิตเจ็ดวิญญาณแทบจะหลุดลอยไปแบบนี้แล้ว เฝ่ยไป๋ลู่จึงรู้สึกเห็นใจเขาอยู่ครู่หนึ่ง
ครั้นกลับมามองกระดูกอีกครั้งก็เห็นว่า ยังมีเส้นเลือดสีแดงสดห้อยติดกับกระดูกสีขาว เลือดที่อยู่บนนั้นมีสีแดงสดมาก ลักษณะเหมือนเพิ่งเสียชีวิตไม่นาน
เฝ่ยไป๋ลู่หยิบกระดูกสีขาวมาเทียบกับแขนของตัวเอง
ความยาวเกือบเท่ากัน มีความเป็นไปได้มากที่เจ้าของกระดูกจะเป็นผู้หญิง
“แปลก” เธอพินิจจุดที่พบกระดูกอย่างละเอียด แต่ไม่พบร่องรอยอื่น ๆ
ผืนดินแบนราบมืดมิดและอ่อนนุ่ม ไม่เหมือนว่ามีศพฝังอยู่สักนิด
“ทำไมถึงมีแค่กระดูกมือของผู้หญิงที่อยู่ที่นี่? เป็นของคนเดียวกันกับลิ้นนั่นงั้นเหรอ?”
เฝ่ยไป๋ลู่ก้มตัววางกระดูกกลับที่เดิม
ทว่าเมื่อชักมือกลับ ชั้นดินก็นูนขึ้นทันที
‘ฟึ่บ!’ มือข้างหนึ่งยื่นออกมา เล็บแหลมคมจิกมือของเฝ่ยไป๋ลู่
มันตรึงเฝ่ยไป๋ลู่ไว้แน่น เล็บที่ราวกับใบมีดคม ๆ จิกเข้าเนื้อ
มันทรงพลังอย่างมาก หากเป็นคนธรรมดา บางทีกระดูกอาจถูกเลาะออกได้ในชั่วพริบตา
แต่คนที่มันได้เจอคือเฝ่ยไป๋ลู่ ไม่ว่ามีดจะคมแค่ไหนก็ไม่สามารถบาดผิวเธอได้
เมื่อเห็นว่ามือข้างนั้นเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นอีกอย่างไม่ยอมแพ้ เฝ่ยไป๋ลู่ก็หรี่ตาลงเล็กน้อย จิตสังหารฉายแวบขึ้นมาในดวงตาพร้อมแสงเย็นส่องประกายวาบ
เสียง ‘ผัวะ’ ดังขึ้น มือประหลาดข้างนั้นถูกตัดออก เลือดพวยพุ่งออกมาจากบาดแผล!
เลือดหยดติ๋งกับพื้นสีเข้ม ซึมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ทำให้สิ่งที่อยู่ใต้พื้นดินหายวับไปในพริบตา
เฝ่ยไป๋ลู่พ่นลมหายใจอย่างเย็นชา อากาศที่ปลายนิ้วควบแน่นกันจนสั่นเล็กน้อย
ไม่นาน มือที่ถูกตัดก็คลายการเกาะกุมและหล่นลงบนพื้นอย่างไร้พลัง
มันกระตุกเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง ปลายเล็บแหลมเต็มไปด้วยพลังหยินและแค้นเคือง ไม่ทันไรมันก็กางกรงเล็บมาทางเฝ่ยไป๋ลู่อีกครั้ง
เฝ่ยไป๋ลู่กำลังจะพิจารณาดูสิ่งชั่วร้ายนี้อย่างละเอียด แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดังหึ่ง ๆ เข้ามาใกล้และดังขึ้นเรื่อย ๆ เสียงดังหึ่งสนั่นกึกก้องไปทั่วพื้นที่รกร้างนี้ ราวกับอากาศสั่นสะเทือนด้วยความถี่เดียวกัน
“เฮือก…” เหมียวจื่ออั๋งที่กลัวจนเป็นลมพลันตื่นขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด
ตอนนี้ใบหน้าของเขาซีดเผือด มีสัญญาณราง ๆ ว่ามีเลือดออกจากทวารทั้งเจ็ด
ทันใดเฝ่ยไป๋ลู่ใช้ยันต์สีขาวที่มีตัวอักษรจักรพรรดิประทับลงบนตัวเขา ผนึกการระเบิดของคลื่นเสียง
เหมียวจื่ออั๋งวิ่งหัวซุกหัวซุนมาอยู่ข้างเฝ่ยไป๋ลู่ เขาทรุดตัวลงแล้วตะโกนลั่น “หัวหน้า นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ทำไมทุกครั้งที่หลับตาแล้วลืมตาขึ้นมาจะต้องเจอกับอันตรายไม่ซ้ำกันเลยแบบนี้ด้วย!
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” เฝ่ยไป๋ลู่ส่ายหัว
ช่วงขณะนี้ ท่ามกลางเสียงหึ่ง ๆ ก็มีเสียงลมหวีดหวิวเบา ๆ ที่น่ากลัวผสมอยู่ด้วย
และที่มาของเสียง…
เฝ่ยไป๋ลู่จ้องไปยังดินสีดำที่อยู่ใต้เท้า สายตาระแวดระวังมาก
มีบางอย่างอยู่ในดิน ทั้งยังมีจำนวนมากด้วย!
ทว่าในที่รกร้างว่างเปล่าแห่งนี้ดันไม่มีต้นไม้สักต้น แม้แต่ทางเลือกให้บินหนีก็ไม่มี!
แสงจันทร์มืดลงเรื่อย ๆ ยันต์ที่เฝ่ยไป๋ลู่ใช้ส่องสว่าง กระนั้นก็ดูเหมือนจะไม่สามารถทะลุผ่านหมอกสีดำที่ลอยละล่องอยู่ได้ และบนพื้นดินก็เต็มไปด้วยความมืด
ทันใดนั้นเอง หญิงสาวก็เห็นแมลงขนาดเท่าหัวแม่มือจำนวนนับไม่ถ้วนโผล่ออกมาจากพื้นดิน พวกมันกำลังคลานอยู่บนพื้นอย่างหนาแน่น แล้วรุกเข้าหาเฝ่ยไป๋ลู่กับเหมียวจื่ออั๋งอย่างรวดเร็ว
‘ให้ตายเถอะ!’ เหมียวจื่ออั๋งตื่นตกใจ ตายแล้ว ตายแน่แล้ว แมลงมากมายขนาดนี้กินพวกเขาทั้งเป็นได้เลย!
แมลงหลั่งไหลออกมาอย่างต่อเนื่องราวกับไม่มีที่สิ้นสุด แมลงสีดำที่มีอยู่ทั่วทุกที่ทำให้แยกแยะได้ยากว่าพื้นนั้นเป็นดินหรือแมลง
เสียงกระพือปีก เสียงคลาน และเสียงกัดฟัน ทุกเสียงดังแข่งกันเข้ามาในหูไม่หยุด ทำให้คนที่ได้ยินขนหัวลุกซู่
เมื่อเห็นแมลงเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ ใบหน้าของเหมียวจื่ออั๋งทั้งหวาดกลัวและดุร้าย อย่าเข้ามานะ! ถึงต้องตาย ก็ไม่ยอมถูกแมลงกัดตายหรอก!
ทันใดมือของเขาก็ขยับโดยไม่รู้ตัว
ตอนนั้นเอง เสียงที่เย็นยะเยือกของหญิงสาวก็ดังขึ้นในสมองของเขา “อย่าขยับ นายฆ่าแมลงเยอะขนาดนี้ไม่ไหวหรอก!”
เสียงของเฝ่ยไป๋ลู่เต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม ทำให้เหมียวจื่ออั๋งเชื่อฟังโดยไม่รู้ตัว และร่างของเขาก็แข็งทื่อเหมือนปลาเค็ม
ไม่ขยับ หรือว่าจะให้รอความตายงั้นเหรอ?
ถึงจะฆ่าแมลงได้ไม่หมด แต่ก็ฆ่ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยังไงก็ดีกว่าตายเพราะขาดอากาศหายใจไม่ใช่เหรอ?!
จะไม่ทำอะไรเลย ก็ขี้ขลาดเกินไปแล้ว
เขาขี้ขลาดมายี่สิบกว่าปีแล้ว ไม่อยากขี้ขลาดจนตายหรอกนะ!
ในใจเหมียวจื่ออั๋งอยากจะร้องไห้
“นายคิดว่ามีกี่คนแล้วที่คิดเหมือนนาย? น่ากลัวว่าคนเหล่านั้นจะตายอยู่ที่นี่ กลายเป็นอาหารให้พวกมันกินอย่างมีความสุข”
เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ละสายตาจากแมลง เสียงที่สะท้อนในใจของเหมียวจื่ออั๋งทุ้มลง “ฟังสิ บางทีแมลงพวกนี้อาจจะรู้ตำแหน่งจากการฟังเสียง ไม่อยากตายก็อย่าขยับ ตอนที่พวกมันคลานผ่านนาย อย่าลืมกลั้นหายใจ”
“ยังมีอีกข้อ นี่ไม่ใช่แมลงธรรมดา มันคือแมลงซากศพ”
“พยายามทำจิตใจให้ว่างเปล่า อย่าเปิดเผยความคิดชั่วร้ายของนายต่อแมลงซากศพ ไม่อย่างนั้นเพื่อกำจัดอันตราย ไม่ว่านายจะเคลื่อนไหวหรือไม่ก็ตาม พวกมันทั้งหมดจะคอยจับตาดูนาย ส่วนจุดจบที่เกิดขึ้นย่อมเป็น…การที่มันลอกผิวหนังนายออกเพื่อดื่มเลือด ดูดสมองจนแห้ง กัดกินนายจนกลายเป็นเปลือกว่างเปล่า”
‘ช่วยด้วย!’
ทำไมถึงรู้สึกว่าคำพูดของเฝ่ยไป๋ลู่น่ากลัวว่าแมลงอีก?
เหมียวจื่ออั๋งรู้สึกหนาววาบที่สันหลัง
ครั้นเขาคิดถึงการกระทำของตัวเองเมื่อครู่ ที่เหมือนเป็นการเดินเข้าสู่ทุ่นระเบิดไปทีละก้าว พร้อมส่งตัวเองไปตาย พลันน้ำตาก็แทบจะไหลออกมา
แมลงชนิดนี้ร้ายกาจเกินไปแล้ว!
ปฏิกิริยาตอบสนองจากจิตใต้สำนึกของคนทั่วไปควรเป็นวิ่งหนี หรือต่อต้าน ใครจะคิดว่าความพยายามที่จะเอาชีวิตรอดจะพาตัวเองไปสู่ทางตัน!
หากเฝ่ยไป๋ลู่ไม่เตือนเขา เขาอาจกลายเป็นอาหารของแมลงซากศพไปแล้ว!
แมลงซากศพขนาดเท่าหัวแม่มือ ส่งเสียงหึ่ง ๆ แล้วปีนขึ้นมาบนหลังเท้าของคนทั้งคู่
เหมียวจื่ออั๋งขนลุกทั้งตัว รู้สึกเหมือนหนึ่งวินาทียาวนานนับปี
อีกทั้งเขากลัวว่าจู่ ๆ แมลงซากศพจะรู้สึกว่าเนื้อเขาหอมหวาน แล้วจะกัดเขา
“…” เฝ่ยไป๋ลู่ที่กำลังอ่านใจอยู่เงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยว่า “วางใจเถอะ ในเมื่อได้ชื่อว่าแมลงซากศพ ก็ต้องกินซากศพเป็นอาหาร ไม่แน่ว่าขนาดคนกันเองยังดูถูกเลือดและเนื้อของนายด้วยซ้ำ”
เหมียวจื่ออั๋งได้แต่มองหัวหน้า …บางเรื่องรู้อยู่ในใจแต่ก็ไม่ควรพูด ไว้หน้าเขาบ้างไม่ได้หรือไง?
ผ่านไปครู่หนึ่ง แมลงซากศพก็กรูกันข้ามเฝ่ยไป๋ลู่และเหมียวจื่ออั๋ง รีบมุ่งไปทางฝ่ามือที่หัก
แมลงซากศพไปรุมอยู่บนฝ่ามือที่หักมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเส้นโค้งขนาดใหญ่ มองจากระยะไกลเหมือนก้อนหินสีดำไม่มีผิด
ครั้นเห็นแบบนี้หลังของเหมียวจื่ออั๋งก็เปียกไปหมด
แค่บิดตัวน้ำก็ไหลออกมาแล้ว
ตอนนี้เขาได้ยินเสียงเคี้ยวดัง ‘กร๊วบ ๆ’ ของแมลงซากศพอย่างชัดเจน
ทันใดนั้นในท้องของเหมียวจื่ออั๋งก็เกิดความรู้สึกคลื่นไส้พวยพุ่งออกมา
เขาพยายามระงับความอยากอาเจียนสุดชีวิต ส่วนท้องกระตุกเกร็งราวกับมีบางอย่างในร่างกายกำลังปั่นป่วน ทำให้อึดอัดถึงขีดสุด
ดวงตาของเฝ่ยไป๋ลู่ย้ายจากแมลงซากศพมาที่เหมียวจื่ออั๋ง
เขาเริ่มตัวสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เหมือนมีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในลำคอ มันปูดขึ้นเรื่อย ๆ จนแก้มเปลี่ยนรูปทรง
ดวงตาของเฝ่ยไป๋ลู่เข้มขึ้น เหมียวจื่ออั๋งทนไม่ไหวแล้ว
วินาทีต่อมา เหมียวจื่ออั๋งพลันบีบคอแล้วอาเจียนไม่หยุด
เฝ่ยไป๋ลู่คิด ‘แย่แล้ว!’
ครั้นพอได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว เหล่าแมลงซากศพที่ยังไม่ได้กินฝ่ามือที่ถูกตัด ก็พลันหันหัวมาโดยพร้อมเพรียง ทันใดก็คลานกรูกันมาทางเหมียวจื่ออั๋ง
ปากแหลมคมมีน้ำลายไหลไม่หยุด
ในที่สุดเหมียวจื่ออั๋งก็หยุดอาเจียน แล้วตัวทรุดล้มคว่ำลงบนพื้น
บัดนี้เคียวแห่งความตายวางพาดอยู่คอของเขา และเพียงหนึ่งเดียวที่ช่วยชีวิตเขาได้…
เหมียวจื่ออั๋งวิ่งหัวซุกหัวซุนไปกอดต้นขาเฝ่ยไป๋ลู่พร้อมกับร้องไห้โฮ
“หัวหน้า ช่วยด้วย!”
เฝ่ยไป๋ลู่มองเหล่าแมลงซากศพที่หันหัวมาจ้องเธอ เฝ่ยไป๋ลู่ตบหน้าผากอย่างไร้ทางเลือก
เรื่องมาถึงขนาดนี้ มีแต่ต้องสู้เท่านั้น!
ขณะที่มองแมลงซากศพที่ละโมบและน้ำลายไหลเหล่านั้น เธอก็ส่งเสียง “ชิ” ออกมา แมลงซากศพตัวน้อยอยากกินเนื้อเธองั้นเหรอ?
คู่ควรแล้วหรือ?
เฝ่ยไป๋ลู่มองแมลงซากศพที่พยายามปีนขึ้นมาบนเท้าอย่างเยือกเย็น ก่อนจะใช้ยันต์อย่างรวดเร็ว
“อสนีบาตนภา อสนีบาตปฐพี อสนีบาตวารี อสนีบาตมังกร อสนีบาตเทพเจ้า อสนีบาตรวมตัว ห้าอัสนีถือกำเนิด ว่องไวดุจเทวประกาศิต!”*[1]
อุณหภูมิในพื้นที่รกร้างพลันลดลงกะทันหัน เมฆดำรวมตัวกัน พระจันทร์ถูกกลืนหายไปจนหมด
ทันใดสายฟ้าก็ฟาดลงมา
ตามด้วยเสียงกึกก้องดังสนั่นทยอยลงมาไม่ขาดสาย
คลื่นเสียงหึ่ง ๆ ถูกบดขยี้ในชั่วพริบตา
ทั่วทั้งพื้นที่รกร้าง พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
[1] บทสวดห้าอสนีบาต (五雷) ของลัทธิเต๋า