เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 108 คำสาปของเทพเจ้า (2)
บทที่ 108 คำสาปของเทพเจ้า (2)
เมฆขาวราวกับท้องปลาปรากฏขึ้นทางทิศตะวันออก
“ลุกขึ้น” เฝ่ยไป๋ลู่ผลักเหมียวจื่ออั๋งที่นอนกรนพิงกานว่างออก “ฟ้าสว่างแล้ว ได้เวลาออกเดินทาง”
เหมียวจื่ออั๋งดีดตัวขึ้นทันทีแล้วลืมตาที่ง่วงงุน “หืม? ไปได้แล้วเหรอ?”
เมื่อวานนี้พวกเขาคุยกันอยู่สักพัก ในที่สุดก็ตัดสินใจทำตามคำแนะนำของซูม่านม่าน อยู่ที่นี่หนึ่งคืน รอจนรุ่งเช้าของวันใหม่ ทำสิ่งที่เรียกว่า ‘กำจัดความมืด’ ให้เสร็จสิ้นก่อนแล้วค่อยเดินทาง
“ทำไมฉันไม่รู้สึกอะไรเลย? พวกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำจัดความมืดสำเร็จหรือเปล่า”
เฝ่ยไป๋ลู่ “ถ้าไม่ตาย ก็แปลว่านายกำจัดความมืดสำเร็จแล้ว”
ส่วนคนที่โชคร้ายเหล่านั้น ล้วนกลายเป็นเนื้อในท้องของแมลงซากศพ
เหมียวจื่ออั๋งคิดถึงสิ่งที่เผชิญมาเมื่อคืนนี้แล้วเช็ดหน้า เขาไม่อยากจดจำมันเลยจริง ๆ
ชายหนุ่มแบกกานว่างที่ยังไม่ได้สติไว้บนหลังแล้วก้าวเท้าตามเฝ่ยไป๋ลู่ไปโดยไม่โอดครวญ
“ทำไมพี่ชายคนนี้ยังไม่ตื่นอีกล่ะ? เขาโชคดีจริง ๆ ที่เมื่อคืนไม่ต้องเจอเรื่องอะไรทั้งนั้น” เหมียวจื่ออั๋งที่สูญเสียเรี่ยวแรงเพราะแบกชายร่างใหญ่ไว้บนหลัง พอเดินไปได้สักพัก ก็เหนื่อยจนหายใจหอบ
“เขาถูกกัดที่แขน” เสียงของเฝ่ยไป๋ลู่ดังขึ้น
เหมียวจื่ออั๋งส่งเสียงร้องอ๊า แล้วคว้ามือของกานว่าง พบรอยฟันชัดเจนสองรอยบนแขนซ้ายของเขาจริง ๆ
ระยะห่างของรอยฟัน ดูเหมือนถูกคนใช้เขี้ยวเสือกัดเขา ทว่าโชคดีที่ไม่มีอาการบาดเจ็บตรงผิวหนัง
“นี่มันแปลกเกินไปแล้ว! ทำไมพวกเราแต่ละคนถึงเจอเรื่องที่ไม่เหมือนกันล่ะ? และฉันก็ดันบังเอิญไปเจอกับลิ้นมนุษย์ที่น่าคลื่นไส้ที่สุด!”
แบบนี้…เขาจะโชคร้ายเกินไปหรือเปล่า!
เมื่อคิดถึงลิ้นมนุษย์ชิ้นนั้น ท้องของเหมียวจื่ออั๋งก็ปั่นป่วน ใบหน้าเป็นสีเขียว
“บางที อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” เฝ่ยไป๋ลู่พูดเบา ๆ
“หัวหน้า คุณค้นพบอะไรแล้วใช่ไหม?” ยอดเยี่ยมจริง ๆ เขายังมองไม่ออกเลย เหมียวจื่ออั๋งมองเฝ่ยไป๋ลู่อย่างกระตือรือร้น “อย่าอุบเอาไว้ รีบบอกฉันเร็ว พวกเราเป็นเพื่อนร่วมทีมกัน ต้องแบ่งปันข้อมูลกันสิ!”
“สิ่งนั้นต้องมีจุดประสงค์อยู่แล้ว สำหรับฉันกับกานว่าง การผนึกนิ้วร่ายมนต์จำเป็นต้องใช้มือถึงจะสำเร็จ แขนหักก็เหมือนสูญเสียไปครึ่งหนึ่ง และนายก็ไม่เก่งการใช้คุณไสย แต่กลับรู้ข้อมูลมากมาย ปากมากอีกด้วย จุดแข็งอยู่ที่ลิ้นสินะ” แต่แน่นอนว่า ทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งคือที่เดียวกัน
พอโดนด่าแล้ว เหมียวจื่ออั๋งก็ไม่กล้าพูดอะไรสักคำ
“แต่นี่ก็เป็นแค่การคาดเดาของฉันเท่านั้น”
เธอต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อรับรองความถูกต้อง ขั้นแรกต้องหาคนนอกที่ ‘กำจัดความมืด’ ได้สำเร็จให้เจอแล้วถามให้แน่ชัด”
สำหรับภารกิจนี้ล่ะ…
เฝ่ยไป๋ลู่มองเหมียวจื่ออั๋งด้วยสีหน้าที่ดีซึ่งหาได้ยาก “หลังจากเข้าไปในหมู่บ้าน เรื่องสอบถามข้อมูลยกให้นายแล้วกัน”
“ฉัน ฉันทำไม่ได้หรอกมั้ง?” เหมียวจื่ออั๋งตกใจมาก เขาไม่กล้าเดินเตร่ที่หมู่บ้านผีสิงนี่หรอกนะ แล้วเขาก็เอ่ยอย่างสั่นเทาว่า “จริง ๆ แล้ว ฉันกลัวเรื่องการเข้าสังคมมาก ทำงานนี้ไม่ได้หรอก ไม่อย่างนั้นให้ฉันช่วยคุณขนย้ายข้าวของ ยกน้ำชาให้ดีไหม?”
เฝ่ยไป๋ลู่ตบบ่าเขา “เราทุกคนคือเพื่อนร่วมทีมกัน ฉันเชื่อในศักยภาพของนาย นายต้องทำได้ดีแน่”
พูดขนาดนี้แล้ว ถ้าเขาไม่แสดงความสามารถอีก บางทีเฝ่ยไป๋ลู่อาจจะไม่พาเขาไปด้วย
“…ฮึ่ย” เหมียวจื่ออั๋งที่ได้รับมอบหมายให้ทำภารกิจอันยากลำบากนี้ส่งเสียงฮึดฮัด
เหมียวจื่ออั๋งไม่รู้ว่าเดินมานานเท่าไหร่แล้ว ตอนที่เขาเกือบจะหมดแรงแล้วนั้นเอง เขาก็เห็นเค้าโครงของบ้านบางหลังอยู่ไกล ๆ
“มีบ้าน! นั่นต้องเป็นหมู่บ้านเสี่ยวเหวินแน่ ๆ ในที่สุดเราก็ออกมาจากสถานที่เลวร้ายได้แล้ว!” เหมียวจื่ออั๋งโห่ร้องอย่างตื่นเต้น หลังจากขจัดความเหนื่อยล้าแล้ว เขาวิ่งไปทางหมู่บ้านอย่างกระปรี้กระเปร่า
เมื่อเดินเข้าไปใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดก็เห็นภาพทั้งหมดของหมู่บ้านเสี่ยวเหวิน
บ้านดินเหนียวทุกหลังทำจากดินเหลืองและหลังคามุงจาก ให้ความรู้สึกแห่งกาลเวลาและความรู้สึกหนักหน่วงของประวัติศาสตร์ ราวกับว่าจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดได้เข้าสู่ยุคศตวรรษที่ห้าสิบและหกสิบ
เมื่อเข้าไปในหมู่บ้าน ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยใด ๆ เลย แม้แต่สายไฟเองก็น้อยมาก
เหมียวจื่ออั๋งพึมพำ “ไม่แปลกใจเลยที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต ฉันสงสัยว่าไม่มีสถานีฐานสัญญาณอยู่ใกล้ ๆ เลย คนที่นี่ไม่มีใครเคยเล่นอินเทอร์เน็ต ชีวิตยากลำบากเกินไปแล้ว”
“ไม่ใช่ปลา ไหนเลยจะรู้ความสุขของปลา*[1]” เฝ่ยไป๋ลู่รู้สึกว่าหมู่บ้านเสี่ยวเหวินมีบรรยากาศที่มีความสุขและเป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้ามองแค่ฮวงจุ้ยของหมู่บ้าน นี่ไม่ใช่ ‘หมู่บ้านผีสิง’ เลยสักนิด
“หัวหน้า คุณคิดว่ามีคนในหมู่บ้านนี้เท่าไหร่? พวกเราเดินอยู่นานแล้ว ไม่เห็นใครเลย” ความตื่นเต้นที่เห็นหมู่บ้านในตอนแรกจางหายไป เหมียวจื่ออั๋งมองซ้ายมองขวาเงียบ ๆ ในขณะที่ใจก็เต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ
พวกเขากำลังเดินบนถนน บ้านทั้งสองข้างเหมือนสัตว์ร้าย ลมกระโชกแรงพัดผ่านมา ทำเอาตัวเขาสั่นสะท้าน
เฝ่ยไป๋ลู่พลันเอ่ยขึ้น “อืม เพราะว่าคนเสียชีวิตในหมู่บ้านเป็นจำนวนมาก”
“อะไรนะ?!” เหมียวจื่ออั๋งเดินเซ เกือบจะโยนกานว่างที่อยู่บนหลังทิ้งไป
เฝ่ยไป๋ลู่มองไปที่บ้านผนังดินเหนียวซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตลอดสองข้างทาง ดวงตาสดใสสวยงามเผยแววซับซ้อน
เธอชี้ไปที่โคมไฟที่มีตัวอักษรสีน้ำเงินบนพื้นหลังสีขาวที่แขวนอยู่บนชายคาประตูบ้าน “นี่คือโคมไฟไม้ไผ่หรือที่เรียกกันว่าโคมไฟห้าชั่วอายุคน เป็นการประกาศว่ามีงานศพ”
ในสมัยโบราณ เมื่อคนในครอบครัวจัดงานศพจะแขวนโคมไฟไม้ไผ่ที่ปากประตู โดยเขียนนามสกุลของผู้ตายไว้ด้านบน ด้านข้างเขียนว่า ‘บิดารุ่นที่ห้า’ ‘มารดารุ่นที่สี่’ ขึ้นอยู่กับว่ามีกี่ชั่วอายุคนที่อาศัยอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน
หากคนตายอายุเก้าสิบถึงเก้าสิบเก้าปีเรียกว่าอายุยืนยาว หกสิบปีขึ้นไปเรียกว่าอายุยืน ไม่ถึงหกสิบปีเรียกว่าอายุมาก ต่ำกว่าสามสิบเรียกอายุน้อย
หากเป็นคนอายุยืนยาว หรือผู้อาวุโส จะใช้โคมไฟสีชมพูหรือสีแดงสดและเขียนด้วยตัวอักษรสีทอง
อย่างไรก็ตามโคมไฟไม้ไผ่ที่แขวนอยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวเหวิน ทุกหนทุกแห่งล้วนคือตัวอักษรสีน้ำเงินบนพื้นสีขาว
สิ่งนี้หมายความว่าผู้ตายมีอายุไม่เกินหกสิบปี
“มีชีวิตอยู่ไม่ถึงหกสิบ ตายในช่วงวัยฉกรรจ์ ประชากรย่อมน้อยลงเรื่อย ๆ” ทันทีที่เฝ่ยไป๋ลู่พูดจบ กระแสลมพัดโคมไฟไม้ไผ่แตกส่งเสียงดังเปรี๊ยะ ราวกับมีคนทุบตี ทำให้เกิดเสียงน่าขนลุก
เหมียวจื่ออั๋งอาการเชื่องช้า ดวงตาเหม่อลอย เหมือนกับเห็นผ้าขาวแขวนอยู่บนกรอบประตูดำมืด
กลุ่มคนสวมชุดไว้ทุกข์ยกโลงศพเดินช้า ๆ ไปตามถนน บางคนร้องไห้คร่ำครวญ บางคนตีฆ้อง บางคนโปรยเหรียญ
กระดาษเงินกระดาษทองที่ปลิวว่อนทั่วท้องฟ้าทำให้ดวงตาของเขาพร่ามัว
ความโศกเศร้าอันรุนแรงพุ่งขึ้นในหัวใจของเหมียวจื่ออั๋ง เขาอดไม่ได้ที่จะเดินตามหลังขบวนแห่ศพ
เฝ่ยไป๋ลู่เดินไปไม่กี่ก้าว พอหันหลังกลับมาก็พบว่าเหมียวจื่ออั๋งยืนอึ้งอยู่ที่เดิม สายตาของเขาไร้โฟกัส ดวงตาสีแดงก่ำ ใบหน้าทั้งโศกเศร้าและไม่พอใจ
เธอลดเสียงลงแล้วพูดอย่างเฉียบขาด “ตามฉันมา!”
เสียงใสนั้นมีพลังทะลุทะลวงที่มองไม่เห็น ดวงตาของเหมียวจื่ออั๋งจึงปรากฏการต่อสู้ขัดขืน
เขากะพริบตาแล้วมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง ขบวนแห่โลงศพอยู่ที่ไหน ทันใดนั้นก็เกิดเหงื่อเย็นพลันท่วมตัว
เขาเพิ่งโดนของ!
“อย่าคิดเพ้อเจ้อ แค่ตามฉันมา” เฝ่ยไป๋ลู่เดินต่อไปข้างหน้า
เหมียวจื่ออั๋งตามติดเฝ่ยไป๋ลู่ เขาใช้มือที่ว่างข้างหนึ่งควักเข็มทิศเครื่องเล็กออกมาจากกระเป๋า
ครั้นเห็นเข็มบอกทิศทางบนเข็มทิศเสียจนไม่สามารถแยกแยะทิศทางได้แล้ว เขาจึงทำได้เพียงยอมแพ้พร้อมกับถามเฝ่ยไป๋ลู่ว่า “หัวหน้า นี่พวกเราจะไปไหนกัน?”
“หาคน” เฝ่ยไป๋ลู่กล่าวอย่างรวบรัด
ดูเหมือนว่าหญิงสาวจะคุ้นเคยกับหมู่บ้านเสี่ยวเหวินไม่น้อย เธอเลี้ยวไปตามทางเดินเล็ก ๆ แล้วเดินไปอีกไม่กี่ก้าวก็มาถึงด้านหน้าห้องโถงบรรพบุรุษ
ประตูห้องโถงบรรพบุรุษปิดสนิท เหมียวจื่ออั๋งอ่านข้อความบนแผ่นจารึก “ห้องโถงบรรพบุรุษตระกูลซู…”
เสียง ‘เอี๊ยด’ ดังขึ้น เมื่อประตูห้องโถงบรรพบุรุษเปิดออกจากด้านใน
หญิงผมยาวคนหนึ่งเดินออกมา
“มาอีกสองคน…” หญิงผมยาวคนนั้นหรี่ตา ครั้นพอเห็นอาการที่ผิดปกติของกานว่าง ก็ไม่ได้แปลกใจเลย “อ้อ ไม่ใช่สิ สามคน”
เธอมองเฝ่ยไป๋ลู่และคนอื่น ๆ ทั้งสามคนตั้งแต่หัวจรดเท้า
สายตานั้นไม่เหมือนกับกำลังมองเพื่อนร่วมชาติ แต่กำลังมอง…
เหมียวจื่ออั๋งไม่เข้าใจว่าเธอมองว่าพวกเขาเป็นยังไง แต่สายตานั้นไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย
[1] ไม่ใช่ปลา ไหนเลยจะรู้ความสุขของปลา แปลได้ว่า อย่าเอามุมมองของตัวเองมาตัดสินคนอื่น