เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 110 หุ่นเชิด (1)
Content warning : มีเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน
บทที่ 110 หุ่นเชิด (1)
เหงื่อเย็นออกท่วมตัวเหมียวจื่ออั๋ง เขาถึงกับหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง
เขาไม่กล้าหันกลับไปมอง จึงทำได้เพียงส่งเสียงขอความช่วยเหลือจากเฝ่ยไป๋ลู่เท่านั้น “หะ หัวหน้า…”
เฝ่ยไป๋ลู่เคลื่อนไหวรวดเร็ว เตะชายที่อยู่ด้านหลังเหมียวจื่ออั๋งกระเด็นทันที
เสียง ‘ปึง!’ ดังขึ้น แล้วชายที่มีรอยสักเมื่อตอนกลางวันคนนั้นก็ล้มกลิ้งอยู่บนพื้น
“ฉันนึกว่าเป็นผี ทำเอาตกใจแทบตาย!” เหมียวจื่ออั๋งตบหน้าอกพลางมองชายที่มีรอยสัก ยังคงรู้สึกกลัวอยู่ในใจ เขาอยากจะเข้าไปต่อยสักสองสามครั้ง
เฝ่ยไป๋ลู่ยื่นมือไปขวางเขาเอาไว้ แล้วจ้องมองชายที่อยู่บนพื้นอย่างระมัดระวัง “อย่าทำอะไรบุ่มบ่าม เขาไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้ว”
ทันทีที่พูดจบ ผู้ชายที่นอนอยู่บนพื้นก็ขยับแขน กระดูกพลันส่งเสียงแตกดัง ‘แกร็ก’ แล้วเขาก็ปีนลุกขึ้นมา
เขาก้มศีรษะลง แล้วจู่ ๆ ก็หันกลับมาร้อยแปดสิบองศา ดวงตากลมโตที่โกรธแค้นมองตรงมายังเฝ่ยไป๋ลู่
รูปลักษณ์ที่คุ้นเคยนี้ทำให้เฝ่ยไป๋ลู่ใจเต้นรัว “หุ่นเชิดกายเนื้อ!”
“ดวงตาดุร้าย เหมือนตายตาไม่หลับ…” เหมียวจื่ออั๋งมองหุ่นเชิดกายเนื้อแล้วมองกานว่างที่อยู่ไม่ไกล เขาพลันรู้สึกชาหนึบที่หนังศีรษะ แล้วเสียงพูดก็ขาดหาย “นี่ก็ตั้งนานแล้วแต่พี่ชายจากสำนักเก้าสวรรค์คนนี้ยังไม่ตื่น คงไม่ได้โดนทำเป็นหุ่นเชิดไปอีกคนหรอกนะ?”
เฝ่ยไป๋ลู่ตระหนักในข้อนี้เช่นกัน “ก็เป็นไปได้”
ตอนนี้ชายที่มีรอยสักมีด้ายสีเงินติดอยู่ที่แขนขา มีคนกำลังควบคุมคนคนนี้ผ่านเส้นด้ายราวกับควบคุมหุ่นเชิด
เฝ่ยไป๋ลู่ประสานปลายนิ้วเข้าหากัน แล้วซัดยันต์สีเหลืองออกมา พลันยันต์ก็ตกลงบนตัวชายที่มีรอยสัก ทำให้เกิดเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดัง ‘เปรี๊ยะ’
อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นคนคงจะรู้สึกเจ็บปวด รู้สึกกลัวและถอยกลับ
ทว่าหุ่นเชิดจะเชื่อฟังเจ้านายที่ควบคุมอยู่เบื้องหลังเท่านั้น
ครั้นถูกฟ้าผ่า ผู้ชายที่มีรอยสักก็เป็นอัมพาตและชักกระตุกไปชั่วขณะ ไม่ทันไรก็เดินมาหาทั้งสองคนทีละก้าว พร้อมกับอ้าปากเผยฟันอันแหลมคมซึ่งเต็มไปด้วยพลังชั่วร้าย และสีหน้าดุร้ายอย่างยิ่ง
ทุกฝีก้าวของเขาจะถูกยันต์ห้าอสนีบาตผ่าใส่จนเนื้อไหม้เกรียมร่วงลงบนพื้นดัง ‘แปะ ๆ’ มีกลิ่นไหม้และกลิ่นเหม็นหืนของเนื้อกระจายออกมา
เหมียวจื่ออั๋งเอามือปิดจมูก ‘โอ้แม่เจ้า ท่าทางที่ไม่ต้องการมีชีวิตแบบนี้มัน…’
อ้อ ไม่สิ เดิมทีเขาก็ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว…
ตอนนี้แม้แต่มนุษย์ก็เรียกไม่ได้
หุ่นเชิดกายเนื้อที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นจะไม่มีความสามารถมากนัก ไม่ต้องรอให้มันเข้าใกล้ เฝ่ยไป๋ลู่ก็ร่ายอาคม แล้วเผามันด้วยไฟจนเหี้ยน
ทันใดคนสี่คนที่นอนอยู่บนพื้นก็มีการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง เดิมทีคนสี่คนนอนอยู่บนพื้นในห้องเดียวกันมีสภาพเสมือนซากศพ แต่พอได้ยินเสียงกรีดร้องอันน่าหดหู่ใจของหุ่นเชิด พวกเขาก็ปีนลุกขึ้นมา ดวงตาทุกคู่ล้วนจับจ้องไปยังเฝ่ยไป๋ลู่
เฝ่ยไป๋ลู่ย่อตัวลงแล้วหยิบด้ายสีเงินสี่เส้นที่ทนไฟออกมาจากกองขี้เถ้า รากแข็งแรง มีความยืดหยุ่นและคม ทำจากวัสดุพิเศษ
“ฉันจะออกไปข้างนอก นายอยู่ทำความสะอาดที่นี่นะ” หญิงสาวถือด้ายสีเงินไว้ในมือและพูดกับเหมียวจื่ออั๋ง ก่อนจะเดินไปทางประตูห้องโถงบรรพบุรุษ
เหมียวจื่ออั๋งพยักหน้า ทว่าเมื่อหันกลับมา เขาก็พบกับดวงตาสี่คู่ที่ดูจะเรืองแสงสีเขียว
……
จันทร์กระจ่างดาวจาง
กลางดึก หมู่บ้านเสี่ยวเหวินเงียบสงบมาก กระทั่งว่าเข็มหล่นก็คงได้ยิน ไม่มีสุนัขเห่า ไม่มีเสียงแมลงร้อง และไม่มีเสียงมนุษย์
เฝ่ยไป๋ลู่เดินอย่างสบาย ๆ ไปตามเส้นทาง
เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง เธอก็หยุดเดิน “ออกมาเถอะค่ะ คุณซูจือซิน”
ร่างสูงเดินออกมาจากตรอกมืด
ผมของเธอสีดำสนิทยาวเรียบถึงเอว บนตัวสวมชุดสีขาวรูปแบบไม่โดดเด่น แต่มีความหรูหรา สามารถมองเห็นรูปร่างที่สง่างามใต้เสื้อผ้าได้
สีหน้าของซูจือซินเย็นชา ผิวขาวซีดไม่ได้ทำให้เธอดูอ่อนแอ ตรงกันข้าม หางตาและคิ้วที่แสดงความเย็นชาได้ขับไล่ผู้คนให้อยู่ห่างออกไปนับพันลี้ เหมือนดาบที่ยากต่อการเข้าใกล้
“จุดประสงค์ที่คุณเข้ามาในหมู่บ้านคืออะไร?” เธอถามเสียงเย็นชา
ดวงตาเฝ่ยไป๋ลู่เป็นทรงโค้ง อารมณ์ของเธออ่อนโยนราวกับสายน้ำที่สงบและมั่นคง “พูดแล้วคุณอาจไม่เชื่อ ทันทีที่ฉันลืมตา ก็มาอยู่ที่นี่แล้ว แม้แต่ที่นี่คือที่ไหนก็ยังไม่รู้ แล้วจะมีจุดประสงค์อะไรได้ล่ะคะ?”
“พูดจาไร้สาระ!” ซูจือซินไม่เชื่อและมองไปทางเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง “ฉันแนะนำให้คุณทำตัวดี ๆ อยู่ที่ห้องโถงบรรพบุรุษ ไม่เข้ามาแทรกแซงเรื่องของหมู่บ้านเราจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นถ้าเทพเจ้าภูเขาโกรธขึ้นมา คุณก็อย่าได้คิดจะไปจากที่นี่!”
เฝ่ยไป๋ลู่กล่าว “พูดเหมือนกับว่า ถ้าฉันไม่ทำอะไรเลยจะไปจากที่นี่ได้อย่างนั้นแหละ”
“แน่นอน คำสาปของเทพเจ้าภูเขาจะสิ้นสุดในหกวัน ถ้าตอนนั้นคุณยังมีชีวิตอยู่ ย่อมออกไปได้” ซูจือซินกล่าว
เฝ่ยไป๋ลู่ส่ายหัว “รอดออกไปแบบมีชีวิต หรือเป็นศพออกไป?”
ซูจือซินจ้องเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยสายตาที่เฉียบคม
เฝ่ยไป๋ลู่สบตากับสายตาของซูจือซิน ดวงตาสว่างสดใสตื่นตัวอย่างมาก “คุณเองก็บอกอย่างชัดเจนไม่ได้ใช่ไหม?”
“เพราะว่าคุณไม่เคยออกไปจากหมู่บ้าน และคนที่ออกจากหมู่บ้านก็ไม่เคยกลับมาเช่นกัน”
“คนเหล่านั้นที่จากหมู่บ้านไปไม่ยอมกลับมาที่หมู่บ้านเสี่ยวเหวิน หรือว่าตายอยู่ข้างนอกทั้งหมด? คุณรู้คำตอบดีกว่าฉันที่เป็นคนนอก”
สีหน้าซูซือจินตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ
ลมลึกลับส่งเสียงคร่ำครวญ โคมไฟไม้ไผ่ตรงชายคาประตูส่งเสียงปึงปัง เหมือนกับมีมือนับไม่ถ้วนเคาะและตีอย่างร้อนใจ จนเสียงทับซ้อนกัน
เฝ่ยไป๋ลู่ไม่สนใจซูจือซินที่ตัวแข็งทื่อไปแล้ว เธอดึงมืออีกฝ่ายมา วางด้ายเงินสี่เส้นลงบนฝ่ามือของซือจิน “นี่คือของจากหมู่บ้านเสี่ยวเหวิน ก็ควรคืนให้เจ้าของเดิม”
เฝ่ยไป๋ลู่ก้าวถอยหลัง มองซูจือซินอย่างจริงจัง “ฉันตกอยู่ในสถานการณ์นี้โดยไม่ได้ตั้งใจ และไม่อาจยืนมองอยู่เฉย ๆ ได้ ฉันจะพาคนในห้องโถงบรรพบุรุษทั้งสี่คนออกไปด้วย ขอให้คุณอย่าได้ทำร้ายชีวิตผู้อื่นอีกเลย”
“อีกอย่าง ฉันไม่เชื่อว่าในโลกยุคปัจจุบันจะมีเทพเจ้าอะไรที่คร่าชีวิตมนุษย์อย่างป่าเถื่อนและปฏิบัติต่อมนุษย์เหมือนต้นไม้ใบหญ้า แม้ว่าจะมี นั่นก็เป็นเทพเจ้าชั่วร้ายเช่นกัน ทำงานให้เทพเจ้าชั่วร้ายไม่ทางจบลงด้วยดี”
เส้นทางของสวรรค์และโลกมีห้าสิบเส้นทาง เส้นทางของสวรรค์มีสี่สิบเก้าเส้นทาง แต่มนุษย์มีเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น
เผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเดียวที่กล้าพูดว่าลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน
ถ้าจะให้คำสาปแช่งของเทพเจ้ามีผลก็ต้องอยู่ในมือของมนุษย์ด้วยไม่ใช่หรือไง?
สายตาของเฝ่ยไป๋ลู่กวาดมองฝ่ามือซึ่งเต็มไปด้วยหนังด้านของซูซือจิน
บรรยากาศเริ่มหนาวยะเยือก
“คุณมีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนฉัน? คุณก็เป็นแค่คนนอกคนหนึ่ง แค่ตบก้นแล้วเดินออกไปได้เลย ไม่เคยคิดถึงคนของหมู่บ้านเสี่ยวเหวิน…” เสียงของซูซือจินสั่นเทา เธอหัวเราะเยาะตัวเอง “ช่างเถอะ พูดกับเธอแล้วจะมีประโยชน์อะไร”
เฝ่ยไป๋ลู่เงียบ พูดกับตัวเองในใจ ‘ถ้าคุณไม่พูด แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าฉันไร้ประโยชน์?’
แต่เมื่อเห็นท่าทางของซูจือซินที่ไม่อยากพูดอะไร สุดท้ายเธอก็ไม่พูดอะไรอีก
ประกายวาววับในดวงตาของซูจือซินเหมือนภาพลวงตา เมื่อมองไปที่เฝ่ยไป๋ลู่อีกครั้ง เธอกำเส้นด้ายเงินในมือแน่น สีหน้าพลันเคร่งขรึม “ตำแหน่งต่างกัน พูดไปก็ไร้ประโยชน์ ครั้งหน้าถ้าฉันพบว่าเธอไม่อยู่ในห้องโถงบรรพบุรุษดี ๆ ละก็ อย่าโทษว่าฉันใจร้ายก็แล้วกัน นอกจากนี้อยู่ให้ห่างจากซูม่านม่านด้วย!”
เฝ่ยไป๋ลู่ยิ้มเบา ๆ “ตกลง”
ไม่ว่าซูจือซินพูดอะไรก็ไม่สามารถกระตุ้นอารมณ์ของเฝ่ยไป๋ลู่ได้ เสมือนต่อยลงบนสำลี ซูจือซินไม่เคยเจอคนแบบนี้มาก่อน
ขณะมองแผ่นหลังเฝ่ยไป๋ลู่กลับไปยังทางที่เธอมา ซูจือซินก็จิกฝ่ามือ แค่นเสียงเย็น “คุณคิดว่าคนพวกนั้นในห้องโถงบรรพบุรุษเป็นคนดีแค่ไหนกัน? พวกเขาฆ่าคนไปมากมาย”
“ขอบคุณค่ะที่เตือน ฉันจะระวังตัว” เฝ่ยไป๋ลู่อึ้งไปสองสามวินาทีแล้วยิ้มให้เธอ
หลังจากเฝ่ยไป๋ลู่เดินไปแล้ว ซูจือซินที่ยืนอยู่ที่เดิมก็มีสีหน้าไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย
น้ำเสียงของเธอตอนนี้กระท่อนกระแท่นเล็กน้อย “ทึกทักไปเองฝ่ายเดียว ฉันแค่อยากบอกคุณว่าทุกคนไม่ใช่คนดี ฉันไม่ได้เตือนอะไรคุณเลย”
ทันทีที่เธอปรากฏตัวขึ้นที่ห้องโถงบรรพบุรุษ เหมียวจื่ออั๋งซึ่งเฝ้าอยู่ที่ปากประตูก็เข้ามาต้อนรับทันที
ใบหน้าของเขาตื่นเต้น น้ำเสียงขอความดีความชอบ “หัวหน้า ฉันถามข้อมูลมาได้เยอะเลย”
คนทั้งสี่มองเฝ่ยไป่ลู่โดยพร้อมเพรียงกัน ดวงตาเป็นประกายราวกับกำลังมองสัตว์ประหลาด