เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 109 คำสาปของเทพเจ้า (3)
บทที่ 109 คำสาปของเทพเจ้า (3)
เหมียวจื่ออั๋งแอบดึงเสื้อเฝ่ยไป๋ลู่ แล้วกระซิบถาม “หัวหน้า นี่เป็นคนหรือผี?”
เฝ่ยไป๋ลู่มองเข้าไปในดวงตาที่ยาวและเรียวของหญิงผมยาวแล้วยิ้มบาง ๆ “เป็นคน”
หญิงผมยาวรวบผมไว้ข้างขมับ มีผมสีขาวสองสามเส้นซ่อนอยู่ในนั้น เธอเปิดทางให้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ว่า “พวกคุณเข้าไปเถอะ”
นี่หมายความว่าให้พวกเขาเข้าไปในห้องโถงบรรพบุรุษเหรอ!
เหมียวจื่ออั๋งหรี่ตา เข้าหรือไม่เข้าดีล่ะ? หากมีแผนร้ายรอพวกเขาอยู่ในห้องโถงบรรพบุรุษล่ะ?
เขามองไปทางเฝ่ยไป๋ลู่โดยไม่รู้ตัว
เฝ่ยไป๋ลู่พยักหน้า หมายความว่าเข้าไปได้ เหมียวจื่ออั๋งถอนใจโล่งอก
ท่าทางของเหมียวจื่ออั๋งชัดเจนเกินไป จนหญิงผมยาวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ ดวงตาจ้องตรงไปที่เหมียวจื่ออั๋ง “ถ้าฉันคิดจะทำอะไร คุณคงไม่มีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้หรอก”
เธอเหลือบมองชุดไว้ทุกข์บนตัวเหมียวจื่ออั๋งด้วยสีหน้ามั่นใจ “ฉันเป็นคนใส่ชุดให้คุณเอง”
เหมียวจื่ออั๋งยิ้มอย่างอับอาย
เขาแค่ตกใจกลัวก็เลยระมัดระวังตัวมากเกินไปเท่านั้นเอง ทำไมต้องดุร้ายขนาดนี้ด้วย?
เฝ่ยไป๋ลู่เงยหน้าขึ้น มองผู้หญิงตรงหน้าแล้วถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “คุณช่วยบอกพวกเราเรื่องคำสาปของเทพเจ้าได้หรือเปล่าคะ?”
หญิงผมยาวกำลังจะเดินจากไปแล้ว เมื่อได้ยินคำพูดของเฝ่ยไป๋ลู่ ทันใดนั้นเท้าก็หยุดชะงัก
เธอหันหน้ามา ดวงตาสีเข้มจ้องเฝ่ยไป๋ลู่ “คนที่บุกรุกเข้ามาในหมู่บ้านจะถูกเทพเจ้าสาปทุกคน”
เธอรู้ข้อมูลนี้จากปากของซูม่านม่านแล้ว เฝ่ยไป๋ลู่จึงถามต่อไปว่า “แล้วคุณรู้หรือเปล่าว่าเพราะอะไรคนที่บุกรุกเข้ามาในหมู่บ้านถึงถูกเทพเจ้าสาป?”
หญิงผมยาวจับจ้องเฝ่ยไป๋ลู่ แล้วก็เห็นดวงตาที่ซื่อสัตย์และกล้าหาญราวกับสามารถมองเห็นก้นบึ้งในใจของเธอได้
หญิงคนนั้นมองเฝ่ยไป๋ลู่อีกสองสามครั้งด้วยความสนใจ ปากของเธอโค้งขึ้น แล้วพูดอย่างมีเมตตาว่า “เพราะว่าคนนอกเหล่านั้นได้ทำเรื่องที่ผิด นี่คือการลงโทษของเทพเจ้าต่อพวกคนนอก! พวกคุณมีแต่จะต้องยอมรับการลงโทษเท่านั้น ถึงจะระงับความโกรธเกรี้ยวของเทพเจ้าได้”
“เป็นคนนอกที่ทำเรื่องผิดจริง ๆ เหรอ?” เฝ่ยไป๋ลู่มองไปทางหญิงผมยาวแล้วเม้มริมฝีปาก “หรือจะบอกว่าเทพเจ้าลงโทษเฉพาะคนนอกเท่านั้น?”
“คุณกำลังพูดเหลวไหลอะไร!” ทันใดนั้นสายตาของหญิงผมยาวก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาและเกลียดชัง ท่าทางดังกล่าวก็น่ากลัวมากเช่นกัน “ไอ้พวกคนนอกสารเลว…”
เชี่ยเอ๊ย! คนร้ายโมโหแล้ว!
เหมียวจื่ออั๋งขี้ขลาดมาก เขาซ่อนตัวอยู่ด้านหลังเฝ่ยไป๋ลู่ แล้วเดินเงียบ ๆ ไปทางห้องโถงบรรพบุรุษ
ถ้าเกิดสถานการณ์ผิดปกติ เขาจะดึงเฝ่ยไป๋ลู่ไปที่ห้องโถงบรรพบุรุษทันที!
“ฉันไม่รู้ว่าคนนอกทำเรื่องอะไร แต่คนเหล่านั้นกำลังจะตาย…” เมื่อเผชิญหน้ากับดวงตาสีแดงของหญิงผมยาว เฝ่ยไป๋ลู่ก็ถอนหายใจ ในที่สุดก็ละทิ้งการสนทนาอันโหดร้ายนี้ไป
“พี่จือซิน มากินข้าวได้แล้วค่ะ!” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นอย่างร่าเริง
ใบหน้าที่มีสีหน้าโกรธแค้นของหญิงผมยาวจางหายไปราวกับกระแสน้ำ แทนที่ด้วยความอบอุ่นเช่นตอนที่พบกันครั้งแรกแทน
เฝ่ยไป๋ลู่หันกลับมาแล้วเห็นซูม่านม่านวิ่งมาแต่ไกล พร้อมมองเธอด้วยใบหน้าประหลาดใจ “คุณยังมีชีวิตอยู่!”
“เพราะคำพูดที่ปรารถนาดีของคุณ เมื่อคืนถึงได้ปลอดภัยและเข้าหมู่บ้านมาแต่เช้า” เฝ่ยไป๋ลู่ยิ้มอย่างเป็นมิตร
หญิงผมยาวประหลาดใจเล็กน้อย “ม่านม่าน เธอรู้จักคนนอกคนนี้ด้วยเหรอ?”
“เจอกันเมื่อวานนี้ค่ะ” เมื่อเห็นสายตาที่ไม่เห็นด้วยของพี่จือซิน ซูม่านม่านจึงแตะจมูกตัวเองโดยไม่รู้ตัว เมื่อพี่จือซินตำหนิที่เธอติดต่อคนนอก
เธอลอบส่งยิ้มแจ่มใสให้เฝ่ยไป๋ลู่ จากนั้นก็จับแขนซูจือซิน ดึงตัวเธอเดินไปพร้อมน้ำเสียงออดอ้อน “ไปเถอะ ๆ พวกเรารีบกลับไปกินข้าวเช้ากันนะคะ”
ก่อนที่ซูจือซินจะจากไป เธอเตือนเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยสายตา
อยู่ให้ห่างจากซูม่านม่านนะ ไอ้พวกคนนอกสารเลว!
เฝ่ยไป๋ลู่มองตามหลังจนทั้งคู่เดินจากไป เช่นนี้แล้วถึงได้เข้าไปในห้องโถงบรรพบุรุษกับเหมียวจื่ออั๋ง
เหมียวจื่ออั๋งถาม “หัวหน้า คนที่นี่เกลียดคนแปลกหน้ามากเลยเหรอ? เอาแต่พูดว่าพวกคนนอกสารเลว หรือว่าจะมีคนทำเรื่องอะไรที่ฝ่าฝืนกฎสวรรค์ของหมู่บ้านจริง ๆ?”
เฝ่ยไป๋ลู่สังเกตดูห้องโถงบรรพบุรุษอย่างละเอียดแล้วตอบปัดว่า “ใครจะไปรู้ล่ะ?”
……
“ฉันจะต้องออกไปจากสถานที่เฮงซวยนี่! ถ้าอยู่ต่อไปฉันต้องเป็นบ้าแน่!” จู่ ๆ ชายที่มีรอยสักบนแขนก็ระเบิดอารมณ์ แล้วทิ้งชามข้าวในมือลงบนพื้น
น้ำแกงเลอะพื้น ชามแตกเป็นเสี่ยง ๆ
คนทั้งสี่นั่งอยู่ที่โต๊ะเดียวกันกำลังดื่มโจ๊กด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกเสมือนหุ่นเชิด ท่าทางมึนชา ไม่มีใครสนใจการระเบิดอารมณ์ของชายที่มีรอยสัก
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของชายที่มีรอยสักสั่นระริก เขาหยิบเศษชามแตกที่ใหญ่ที่สุดบนพื้นขึ้นมาแล้วจับไว้แน่น
ขอบเศษชามที่คมกริบจมลึกในเนื้ออย่างไม่รู้ตัว
เขาทนไม่ไหวแล้ว!
เขาจะฆ่าทุกคนที่อยู่หมู่บ้านผีสิงนี่ให้เกลี้ยง!
ดวงตาของชายที่มีรอยสักเป็นสีแดงทั้งสองข้าง เขาพุ่งออกนอกประตูไป ถ้าเขาเจอใครก็จะฆ่า! ฆ่า ๆๆ!!!
ทุกสิ่งตรงหน้าเหมียวจื่ออั๋งที่ตามเสียงออกมามืดลงทันที เมื่อเห็นชายคนหนึ่งวิ่งมาหาเขาเหมือนคนบ้า
เขาร้องตะโกนว่า “เชี่ยเอ๊ย!” แล้วหลบอย่างรวดเร็ว
“บ้าอะไรวะเนี่ย?” เหมียวจื่ออั๋งเตะก้นชายที่มีรอยสัก แม้เขาจะเทียบเฝ่ยไป๋ลู่ไม่ได้ และไม่สามารถขจัดภูตผีปีศาจได้ แต่ไม่ว่ายังไงคนที่เข้าสู่เส้นทางเต๋าได้ย่อมต้องแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาอยู่บ้าง
เขากำราบชายที่มีรอยสักลงได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
“ทำให้ฉันกลัวเหรอ? คิดจะทำร้ายฉันเหรอ? วันนี้ฉันจะให้นายได้เห็นความเก่งกาจของฉัน!” เหมียวจื่ออั๋งยกเข็มทิศขึ้นมาแล้วทุบลงบนหัวของชายที่มีรอยสักอย่างแรง “ถูกผีสิงใช่ไหม? ฉันจะช่วยนายกำจัดวิญญาณชั่วร้ายเอง!”
เสียงทุบตีที่ประตูทำให้คนซึ่งเหมือนซอมบี้ทั้งสี่คนตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นวางชามลงพร้อมกันแล้วเดินมาที่ประตู
ตอนที่เห็นเฝ่ยไป๋ลู่และเหมียวจื่ออั๋ง ความหวังครั้งใหม่ในดวงตาของพวกเขาก็มอดดับลง
“มารนหาที่ตายอีกสองสามคนแล้ว”
“นึกว่าตำรวจกำลังมา คิดไม่ถึงว่า…”
“คิดอะไรน่ะ? พวกเราไม่มีทางถูกค้นพบหรอก”
พวกเขาถูกขังอยู่ที่นี่มานานแล้ว ไม่มีทางแจ้งตำรวจได้ กระทั่งไม่รู้สึกถึงกาลเวลาที่ผันผ่านอีกต่อไป และทำได้เพียงตายอยู่ที่นี่เงียบ ๆ เท่านั้น
“ที่แท้ยังมีคนอยู่ที่นี่เหรอเนี่ย” เหมียวจื่ออั๋งมองคนทั้งสี่อย่างอยากรู้อยากเห็น
แล้วก็เห็นพวกเขาสวมชุดไว้ทุกข์สีเข้ม จนมองไม่ออกว่าสีเดิมของชุดคือสีอะไร ไม่มีสีเลือดบนหน้าแม้แต่น้อย รูปร่างแห้งเหี่ยวซีดเซียว
ร่างกายผอมแห้ง ไม่มีแม้แต่พลังวิญญาณ พวกเขาดูไม่เหมือนคนเลย
เหมือนกับ..ศพที่นอนในโลงศพ
ซากศพที่เดินได้! เหมียวจื่ออั๋งตกใจกับการคาดเดานี้ของตัวเอง
เฝ่ยไป๋ลู่หรี่ตาลง กวาดสายตามองพวกเขาจนทั่ว
“รอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น” เธอไม่ได้เข้ามาพูดคุย แต่พาเหมียวจื่ออั๋งไปทำความสะอาด และจัดสถานที่พักผ่อนที่สะอาดในห้องโถงบรรพบุรุษ
ตกกลางคืน คืนแรกในหมู่บ้านมาถึงอย่างรวดเร็ว
“อย่านอนหลับลึกเกินไป” เฝ่ยไป๋ลู่เตือนเหมียวจื่ออั๋งก่อนนอน
เหมียวจื่ออั๋งพยักหน้าหนักแน่น
สามนาทีต่อมา เสียงกรนเบา ๆ ดังขึ้น
เฝ่ยไป๋ลู่ “…”
ดึกดื่นเที่ยงคืน เหมียวจื่ออั๋งครึ่งหลับครึ่งตื่น ทันใดนั้นรู้สึกหนาวขึ้นมาเล็กน้อย โดยเฉพาะตรงซอกคอ
เขาเอื้อมมือแตะคอโดยไม่รู้ตัว แล้วสัมผัสเข้าที่หน้าคน