เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 122 ความจริง (1)
Content warning : การคุกคามทางวาจา
บทที่ 122 ความจริง (1)
[เริ่มแล้ว! ส่วนที่ชอบที่สุดมาแล้ว!]
สายตาของทุกคนมุ่งไปที่ตัวเฝ่ยไป๋ลู่โดยไม่ได้นัดหมาย
เฝ่ยไป๋ลู่ค่อย ๆ ยกมือขึ้น ทำให้ความสนใจของทุกคนมุ่งไปในทิศทางเดียว
และทิศทางนั้นก็มีคนอยู่สามคน คือ เถ้าแก่ผู่ ภรรยา และครูสอนฟิตเนสชาย
คนหนึ่งเป็นอดีตครูสอนฟิตเนสหน้าตาดุร้าย คนหนึ่งเป็นเถ้าแก่วัยกลางคนตัวอ้วนหนา และอีกคนคือสาวสวย ภรรยาของชายวัยกลางคน…
“คุณคือฆาตกรใช่ไหม?” ผู้หญิงคนหนึ่งในครอบครัวสี่คนกระโดดออกมาแล้วชี้ไปที่ครูสอนฟิตเนสชาย “ฉันจำได้ว่า ตอนเช็กอินเข้าพักโรงแรม คุณลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มาก บางทีในกระเป๋าเดินทางอาจจะมีศพผู้หญิงก็ได้ คุณมาที่นี่ซึ่งมีคนน้อยก็เพื่อทิ้งศพ!”
[ฉันจำได้ว่ามีคนแก่พูดไว้ว่า หากเจอกระเป๋าเดินทางถูกทิ้งไว้บนภูเขาที่ห่างไกลหรือสถานที่รกร้าง อย่าเข้าใกล้มัน ความอยากรู้อยากเห็นฆ่าคนได้ ไม่แน่ด้านในอาจใส่คนเอาไว้]
[โอ้ พระเจ้าช่วย ฉันกลัวจนเหงื่อท่วมแล้วเนี่ย ก่อนหน้านี้ฉันไปปีนภูเขาหมิงซาน มองเห็นกระเป๋าเดินทางถูกทิ้งไว้ใต้หน้าผาเยอะมาก คิดแล้วสยอง…]
[น่ากลัว อยากร้องไห้อะ ฉันใช้มือบังหน้าจอไว้ครึ่งหนึ่งแล้ว กล้าฟังแต่เสียงและอ่านความคิดเห็นเท่านั้น ปรมาจารย์ความคิดเห็นทั้งหลายอย่าทำให้ฉันกลัวสิ!]
ทันทีที่ผู้หญิงคนนั้นพูดจบ สมาชิกในครอบครัวของเธอต่างตอบรับว่า “ใช่เลย! ฉันเห็นเหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้นกระเป๋าเดินทางยังส่งกลิ่นแปลก ๆ อีกด้วย เป็นกลิ่นเหม็น!”
สายตาของทุกคนเปลี่ยนไปทันที
ครูสอนฟิตเนสชายต่อยกำแพงอย่างฉุนเฉียว “พวกคุณมองแบบนี้ทำไม? พวกคุณหาฆ่าตัวจริงไม่เจอก็เลยจะสวมหมวกฆาตกรให้ผมใช่ไหม? ในกระเป๋าเดินทางของผมคือทรายแมวที่ผมไม่มีเวลาทิ้ง ไม่ใช่กลิ่นศพ! อย่าคิดว่าผมตัวคนเดียวแล้วจะรังแกกันได้ง่าย ๆ”
อย่างไรก็ตาม ถึงเขาจะอธิบายสักเท่าไหร่ ผู้หญิงคนนี้ก็สามารถหาเหตุผลอื่นทำให้คนสงสัยเขาได้อยู่ดี!
มือสะอาดไม่จำเป็นต้องล้าง ก็แค่เรื่องตลกเท่านั้น
สีหน้าของเขาเคร่งเครียด เขาหยิบมีดเล่มเล็กในกระเป๋าออกมา ดวงตาสีแดงมีความดุร้ายไหลซึมทีละน้อย “ผมบอกแล้วว่าผมไม่ได้ฆ่าคน ใครกล้าใส่ร้ายผมอีก ผมจะฆ่ามัน ผมจะได้กลายเป็นฆาตกรแบบที่ถูกกล่าวหาไง!”
ยามค่ำคืนเหมือนกับสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ หนาหนักและทึบทึม บริเวณโดยรอบปกคลุมด้วยบรรยากาศมืดมน พลังหยินแทรกซึมไปทั่วทุกที่ดูเหมือนจะดึงดูดครูสอนฟิตเนสชาย ราวกับกระแสน้ำที่หลั่งไหลเข้าหาเขาไม่ขาดสาย
ยิ่งพลังหยินสะสมมากขึ้นเท่าไหร่ ดวงตาของเขาก็เป็นประกายน้อยลง เหมือนกับจะสิ้นสติสัมปชัญญะ
ครอบครัวสี่คนหน้าซีด มองไปทางกานว่าง เจียงชิง และคนอื่น ๆ ด้วยตัวสั่นเทา พวกเขามองออกว่ามีเพียงคนหนุ่มสาวที่ซื่อสัตย์เหล่านี้ที่จะช่วยพวกเขาได้
“ฆ่าคนแล้ว เขายังคิดจะฆ่าพวกเรา!”
“เร็วเข้า พวกคุณไปเอามีดจากมือเขาเร็ว!”
เจียงชิงพูดไม่ออก พร้อมคิดว่าถ้าคุณไม่ยั่วยุคนอื่น แล้วเขาจะฆ่าคุณหรือเปล่าล่ะ? เขาไม่ได้โง่นะ และไม่อยากสร้างปัญหาด้วย ครั้นเห็นครอบครัวสี่คนยังบ่นพึมพำ เขาก็ตวาด “หุบปาก! พูดให้มันน้อยลงหน่อย!”
เหมียวจื่ออั๋งประหลาดใจอย่างมาก “ทั้งที่ทำความดีได้ ทำไมนายไม่รีบทำล่ะ?”
เจียงชิงถลึงตาใส่อีกฝ่าย เขาเพิ่งถูกพี่รองอบรมมา ถ้าศิษย์พี่รองไม่พูด แล้วเขาจะพูดได้ยังไงล่ะ? เขายิ่งไม่ใช่คนที่มีความจำระยะยาวที่ดีเสียด้วย
“เอาละ ทุกคนโปรดใจเย็นลงหน่อย มาคุยกันดี ๆ เถอะ” กานว่างเดินเข้าไปแล้วคว้ามีดออกจากมือของครูสอนฟิตเนสชายอย่างง่ายดาย พลางทำลายพลังหยินบนตัวชายคนนั้นเงียบ ๆ
พลังหยินชั่วร้ายได้หายไปแล้ว แต่ความโกรธที่ถูกปลุกเร้าและจิตสังหารของชายหนุ่มไม่ได้หายไป ดวงตาของเขาจับจ้องที่ตัวคนเขม็ง ทำให้เจ้าตัวรู้สึกหนาวเย็นและเสียใจ
[ถ้าเกิดอารมณ์ระเบิดขึ้นมา เขาอาจฆ่าคนได้จริง ๆ!]
[คนแบบนี้เหมือนกับระเบิดเวลา พวกเขามีทั้งคนแก่และเด็ก เมื่อเทียบกับชายหนุ่มที่แข็งแกร่งแล้ว พวกเขาไม่มีพลังสู้กลับได้เลย!]
ท่ามกลางความเงียบงัน เฝ่ยไป๋ลู่เดินไปหาครูสอนฟิตเนสชายทีละก้าวและกล่าวขึ้นอีกครั้ง
“เขาไม่ได้ฆ่าคน” เสียงของเธอทรงพลังและน่าเชื่อถือ จึงช่วยสลายบรรยากาศที่กระสับกระส่ายได้
ร่างกายที่แข็งทื่อและตึงเครียดของครูสอนฟิตเนสชายผ่อนคลายลงด้วยคำพูดของเฝ่ยไป๋ลู่
เขามองหญิงสาวด้วยดวงตารื้นน้ำ สีหน้าดำมืดน่ากลัวหายไป ราวกับว่าความสิ้นหวังและทำอะไรไม่ถูกที่คนกลุ่มหนึ่งเอาแต่สงสัยอย่างไม่ลดละได้รับการปลอบประโลมด้วยประโยคสั้น ๆ ของเฝ่ยไป๋ลู่
หัวใจของกานว่างจมดิ่งลงด้วยกลัวว่าชายคนนั้นจะโกรธจนทำร้ายผู้อื่น
เขามองไปทางเฝ่ยไป๋ลู่ ในดวงตามีความชื่นชมอย่างมาก
พลังของคำพูดนั้นทรงพลังอย่างมาก ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นพูดก็ไม่มีใครเอาชนะใจผู้คนได้ด้วยคำเพียงไม่กี่คำอย่างเฝ่ยไป๋ลู่
[ฉันเชื่อไป๋ลู่! เขาไม่ใช่ฆาตกรแน่นอน!]
[แต่ชายคนนี้หงุดหงิดและฉุนเฉียวง่ายและยังพูดว่าอยากฆ่าคนด้วย ถือเป็นคนที่อันตรายมากเลยนะ ข้อสงสัยเรื่องกระเป๋าเดินทางยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างชัดเจน ความน่าสงสัยของเขาจึงสูงมาก]
[คำพูดของเฝ่ยไป๋ลู่ไม่มีหลักฐานสนับสนุน คนอื่น ๆ คงไม่เชื่อ]
แน่นอนว่าทุกคนรวมถึงเจียงชิงและหานเสียวเสี่ยวมองไปที่เฝ่ยไป๋ลู่อย่างสงสัย
“ถ้าเธอมีหลักฐานอะไรก็รีบพูดเถอะ เกิดคาดคะเนผิดไป เราจะหาฆาตกรตัวจริงได้ล่าช้ากว่าเดิม” หานเสียวเสี่ยวไม่เชื่อว่าเฝ่ยไป๋ลู่จะสามารถมองเห็นบางอย่างจริง ๆ
เฝ่ยไป๋ลู่สีหน้าอ่อนโยน สายตาของเธอจ้องมองไปที่เถ้าแก่ผู่และภรรยาที่มีสถานะต่ำต้อยมาก “หลักฐานเหรอ? ขึ้นอยู่กับว่าเถ้าแก่ผู่เต็มใจจะพูดหรือไม่”
“คุณหมายความว่าอะไร? สงสัยว่าพวกเราฆ่าคนอย่างนั้นเหรอ?”
สีหน้าไป๋หลิ่วมีความกังวลเมื่อสบตาไป๋ลู่ ความกังวลนี้ไม่ใช่ความรู้สึกผิด แต่เป็นเพราะตื่นตระหนกกับคำถาม “ขอร้องละ จู่ ๆ ศพนี้ก็โผล่มาอยู่ที่ห้องของพวกเรา พวกเราเป็นเหยื่อ เข้าใจไหม?”
“มือของฉันมีแผล ถ้าออกแรงมันจะฉีกและมีเลือดออก ยิ่งไปกว่านั้นรอยบีบที่คอของศพก็ไม่ตรงกับฉันเลย เรื่องพวกนี้ฉันเคยพิสูจน์กับคุณแล้ว ฉันไม่ได้ฆ่าคน”
เถ้าแก่ผู่ส่ายหัว ราวกับมองทะลุไปถึงจิตใจของเฝ่ยไป๋ลู่ “คุณเข้าข้างเทรนเนอร์ฟิตเนสคนนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า พวกคุณรู้จักกันเป็นการส่วนตัวสินะ? ถึงแม้จะไม่รู้จัก ไม่แน่อาจมีความสัมพันธ์ที่ดีในอนาคต เพราะถึงแม้หน้าตาของผู้ชายคนนี้ไม่เหมือนคนดี แต่มีรูปร่างที่ดี ฉันเข้าใจคุณ”
เขากะพริบตาใส่เฝ่ยไป๋ลู่ด้วยท่าทางคลุมเครือ พร้อมกับโอบกอดภรรยาคนสวยที่อยู่ข้าง ๆ
[ถ้าไม่ใช่เพราะมีถ่ายทอดสด ฉันเกือบจะเชื่อไปแล้ว]
[น่าขยะแขยง การโจมตีผู้หญิงที่รุนแรงที่สุดก็คือใช้เรื่องรักใคร่เน่าเหม็น ดูเหมือนว่าขอแค่มีผู้ชายและผู้หญิง สมองของคนบางคนที่ใหญ่เท่าเมล็ดแตงโมจะคิดได้แค่เรื่องประเภทนั้น]
[พวกเรานี่มันไม่ปกติแล้ว เถ้าแก่ผู่พยายามเปลี่ยนเรื่อง! เขาจงใจเปลี่ยนความสนใจจากการตามหาฆาตกรมาคาดเดาความสัมพันธ์ของไป๋ลู่กับเทรนเนอร์ฟิตเนสอย่างมุ่งร้าย! ถ้าไป๋ลู่ติดกับดักพิสูจน์ตัวเอง เธอจะตกหลุมพราง!]
หลังจากเถ้าแก่ผู่พูดออกมา อารมณ์บนหน้าเฝ่ยไป๋ลู่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดความไม่พอใจกับคนที่อยู่รอบข้างเธอ
กานว่างขมวดคิ้ว มองไปทางเถ้าแก่ผู่ เขาที่อดทนและสุขุมอยู่เสมอ ตอนนี้ในดวงตามีประกายความโกรธที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
ถึงเจียงชิงและหานเสียวเสี่ยวจะไม่ถูกกับเฝ่ยไป๋ลู่ แต่พวกเขาก็รู้ว่าเธอไม่ใช่คนแบบที่เถ้าแก่ผู่พูด
ส่วนเหมียวจื่ออั๋งนั้น เธอกล่าวดูถูกเถ้าแก่ผู่อย่างตรงไปตรงมายิ่งกว่า “ที่บาดแผลบนมือคุณรักษายาก อาจเป็นเพราะกรรมชั่วบางอย่างที่คุณทำ! ถ้าคุณยังพูดจาเหลวไหลอีก ครั้งต่อไประวังปากด้วย!”
ไม่รู้ว่าเพราะกลัวคำพูดเหมียวจื่ออั๋งหรือเปล่า สีหน้าของเถ้าแก่ผู่จึงซีดลงเล็กน้อย
“ถ้าคุณไม่ยอมพูด ถ้าอย่างนั้นให้ฉันพูดแล้วกัน ถ้าพูดผิดตรงไหน เถ้าแก่ผู่อย่าลืมแก้ไขให้ฉันด้วยนะคะ” เฝ่ยไป๋ลู่ยิ้มแต่ไม่ยิ้ม มองเถ้าแก่ผู่ที่มีความไม่สบายใจและกำลังรู้สึกหนักอุ้งในหัวใจ