เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 158 พระเจ้าจะอวยพรแก่คุณเสมอ
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 158 พระเจ้าจะอวยพรแก่คุณเสมอ
เฝ่ยมาและเฝ่ยชิงรั่วขับรถไปยังบ้านหลังเล็กอีกหลัง “ชิงหย่า พวกเรามาแล้ว”
ใบหน้าของเฝ่ยชิงรั่วซีดผิดปกติ ก่อนจะรีบวิ่งไปหาผู้หญิงคนนั้น
เมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้อง ร่างกายของเธอก็สั่นเทาด้วยความกลัว “แม่คะ หนูกลัว”
เสียงฟ้าร้องดังมาจากด้านนอก ซึ่งมาพร้อมกับแรงกดดันมหาศาล
ราวกับว่าหากมันผ่าลงมา ก็สามารถคร่าชีวิตเธอได้ง่ายดาย ไม่ต่างจากใช้เท้าบดขยี้แมลงตัวจ้อย!
ช่างน่ากลัวเหลือเกิน
ชิงรั่วไม่คิดเลยว่า เธอจะมีวันที่หวาดกลัวฟ้าร้องได้มากเพียงนี้
เหวินชิงหย่ากอดลูกน้อยไว้ในอ้อมแขน และสัมผัสหัวใจของเฝ่ยชิงรั่วราวกับกำลังปลอบประโลมหัวใจที่หวาดกลัว น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลและอ่อนโยน “ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ดีขึ้น”
ไออุ่นแผ่ออกมาจากบริเวณที่สัมผัส สีหน้าของเฝ่ยชิงรั่วดูดีขึ้นไม่น้อย และร่างกายของเธอก็ไม่สั่นอีกต่อไป
เหวินชิงหย่าถอดสร้อยคอเงินออกจากคอ มอบให้เฝ่ยชิงรั่ว “เอาสร้อยเส้นนี้ไปสิ พระผู้เป็นเจ้าจะอวยพรแก่ลูกเสมอ ไม่ต้องกลัวอะไรอีก แค่ฟ้าร้องจะทำอะไรได้?”
น้ำเสียงของหล่อนแฝงไว้ด้วยความถือดี มีประกายความเย็นชาแล่นผ่านดวงตา
เฝ่ยชิงรั่วมองสร้อยคออย่างสงสัย ตัวจี้เป็นรูปสลักของพระเจ้าที่มีสีหน้าไร้อารมณ์
เค้าหน้าของเทนในจี้นี้พร่าเลือน มีเพียงตาคู่นั้นที่เฉลียวฉลาด แฝงไว้ซึ่งเมตตา ราวกับว่าท่านสามารถมองทะลุถึงหัวใจผู้คน ยกมือขึ้นเพื่อมอบพรศักดิ์สิทธิ์ให้
ความชื่นชมและความอุ่นใจพลันผุดขึ้นในใจหญิงสาวตั้งแต่แรกเห็น
เฝ่ยชิงรั่วประสานมือเข้าด้วยกัน โค้งคำนับอย่างศรัทธา
เหวินชิงหย่าพูดด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “ลูกสาวที่รักของฉัน ลูกเก่งมาก”
เบื้องหลังผู้หญิงทั้งสอง แววตาของเฝ่ยมาหม่นแสง เขายืนนิ่งเฉยราวกับท่อนไม้
ภายในบ้านพักตากอากาศบนภูเขา เฝ่ยไป๋ลู่มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความมึนงง
จู่ ๆ ท้องฟ้าสีครามก็ถูกเมฆดำทะมึนปกคลุม ราวกับมีสัตว์รูปร่างเพรียวบางแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางมวลเมฆ ลำตัวยาวกว่าสิบฟุต หันหน้าไปทางทิศเหนือ หางยาวของมันสะบัดขึ้นลงเสียงดัง ทันใดนั้นทั้งลมและฟ้าร้องก็ซัดสาด และฝนก็เทลงมาอย่างหนัก
หากเกิดนิมิตขึ้น ย่อมมีหายนะมาเยือน
สีหน้าของเฝ่ยไป๋ลู่เคร่งเครียดขึ้น เธอก้มหน้า ควักโทรศัพท์มาเปิดแผนที่ และมองไปทางตอนเหนือของเมืองเจียง
งูตัวน้อยพันอยู่บนข้อมือ พลันเลื้อยขึ้นมาบนหัวไหล่บาง ขณะเฝ้ามองท้องฟ้าพร้อมกับเธอ
รูม่านตาแนวตั้งขนาดใหญ่ที่เดิมทีไม่ค่อยชัด และดูโง่เขลา พลันลุ่มลึกขึ้นจนยากจะคาดเดา
หลังจากอ่านแผนที่แล้ว เฝ่ยไป๋ลู่หยิบเข็มทิศขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋า หลังจากอ่านรูปทรงหกเหลี่ยมบนนั้น หญิงสาวก็ปวดหัวจี๊ด “มีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น…”
เวินสือเหนียนเข็นรถมาหาเฝ่ยไป๋ลู่ “เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
“เกิดภัยพิบัติใหญ่ขึ้นทางเหนือ” เฝ่ยไป๋ลู่เก็บเข็มทิศไป ภัยพิบัติเป็นเหตุให้ทรัพย์สินเสียหาย และผู้คนล้มตาย เธอจึงรู้สึกหนักอึ้ง “คุณมีเงิน ความมั่งคั่งจึงเป็นของตายสำหรับคุณ ถ้าคุณมีหัวใจ คุณย่อมช่วยบรรเทาทุกข์ของผู้ประสบภัยได้มากกว่าเงินทอง แต่ใขณะเดียวกันผู้ยากไร้ตาดำ ๆ เหล่านั้น…”เฝ่ยไป๋ลู่หยุดชั่วคราว
เวินสือเหนียนตั้งใจฟัง
เฝ่ยไป๋ลู่มองชายหนุ่มด้วยสายตาที่ซับซ้อน “พลังความตายบนร่างคุณแย่ลงอีกแล้ว คุณต้องสร้างบุญบารมีเพื่อต่อชีวิต”
ภายใต้ดวงตาหยินหยาง หญิงสาวมองเห็นพลังความตายบนร่างกายของเวินสือเหนียนที่หนาพอ ๆ กับก้อนกลมที่เคลื่อนตัวในอากาศ จี้ช่วยดูดซับพลังความตายได้เพียงเล็กน้อย
เธอไม่เคยเห็นโชคชะตาของมนุษย์ที่แปลกประหลาดขนาดนี้มาก่อน
ทั้งที่ชีวิตมีค่า แต่อายุขัยกลับสั้นลงหนึ่งปี
และถึงเขาจะไม่ได้ฆ่าใคร ความตายก็ยังคงติดตามเจ้าตัวดั่งเงา
ทั้งยังอาการแย่ลงไม่น้อย
“คุณต้องรีบค้นหาว่าใครเป็นผู้เปลี่ยนดวงชะตาของคุณ ไม่อย่างนั้นคนคนนั้นจะยังควบคุมพลังความตายบนตัวคุณได้” เฝ่ยไป๋ลู่เอ่ย
เห็นได้ชัดว่าเวินสือเหนียนในตอนนี้กำลังรับเคราะห์แทนใครบางคน ซึ่งก่อกรรมที่ไม่น่าให้อภัยจนนำไปสู่ความตาย!
พวกเขาต้องติดตามเบาะแส และตามหาคนที่อยู่เบื้องหลัง!
“โอเค ผมเข้าใจแล้ว” เวินสือเหนียนขยับลูกประคำอยู่ครู่หนึ่ง “ผมจะให้คนจัดการเรื่องบริจาคทีหลัง”
เฝ่ยไป๋ลู่พยักหน้า และถามว่า “คุณพบผู้ต้องสงสัยไหม”
ท่าทางของเวินสือเหนียนดูเย็นชา แต่ยังตอบว่า “ตระกูลเวินในปักกิ่ง”
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งภายในตระกูลเวิน เฝ่ยไป๋ลู่รู้ดี จึงไม่ได้ถามอะไรมาก เพียงพูดว่า “ถ้าต้องการความช่วยเหลือ คุณก็เรียกฉันแล้วกัน”
“ขอบคุณมาก” เวินสือเหนียนตอบ เขาเงยหน้าขึ้น มองเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยดวงตาสีเข้ม “วันนี้คุณจะค้างที่นี่ไหม ผมบอกเจี่ยนต๋าเช่าให้ทำความสะอาดห้องแล้ว ห้องอยู่บนชั้นสองทางซ้ายมือ”
และใช่ ห้องนั้นอยู่ติดกับห้องพักของเขาเอง
เฝ่ยไป๋ลู่ลังเลเล็กน้อย เธอเบนสายตามองฝนที่ยังตกหนักข้างนอก ก่อนพยักหน้ารับคำ “ขอบคุณ”
ริมฝีปากบางของชายหนุ่มเหยียดยิ้ม เขาสยบสัตว์ร้ายในหัวใจ สั่งให้มันจำศีลอยู่ในนั้น
“ยินดีครับ ในเมื่อเราเป็นทั้งหุ้นส่วนและสหายกันนี่นะ”
เฝ่ยไป๋ลู่เผยยิ้มบาง คืนจี้หยกให้เวินสือเหนียน ก่อนเหลือบมองลูกประคำบนข้อมือของเขา
“คุณนับถือศาสนาพุทธเหรอคะ?”
นิ้วของเวินสือเหนียนเรียวยาว ผิวพรรณขาวซีดทำให้เห็นเส้นเลือดที่หลังมือค่อนข้างชัด ลูกประคำบนข้อมือของเขามีสีแดงเข้ม ยิ่งทำให้เขาดูเหมือนผู้บำเพ็ญตนมากขึ้น
ตั้งแต่พบกันครั้งแรก ชายหนุ่มก็ไม่เคยถอดเส้นประคำนี้เลย
อีกทั้งลูกประคำเส้นนี้ยังถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์สำหรับขัดเกลาดวงวิญญาณที่หายาก โดยมากกลุ่มพระภิกษุจะถือเป็นเครื่องประดับกาย ทว่ากลับตกมาอยู่ในมือของเวินสือเหนียนอย่างน่าประหลาด
หรือจริง ๆ เป็นเวินสือเหนียนเป็นชาวพุทธ?
เฝ่ยไป๋ลู่มองชายตรงหน้าซึ่งให้ความรู้สึกห่างเหิน เธอนึกภาพเขาสวมชุดสงฆ์ นั่งขัดสมาธิหน้าพระพุทธรูป และท่องพระสูตรไม่ออกเลยจริง ๆ
เวินสือเหนียนยกมือขึ้น น้ำเสียงของเขาไม่ไหวติง แต่ไม่ได้ตอบว่าศรัทธาในพุทธศาสนาหรือไม่ “ผมพกลูกประคำเส้นนี้มาตั้งแต่เกิด และเป็นเพราะลูกประคำพวกนี้ ผมถึงยังมีชีวิตอยู่” ไม่เช่นนั้นเขาคงจะถูกหมอกสีดำกลืนหาย และวิญญาณก็คงจะจากไปนานแล้ว
เพียงคิดถึงหมอกสีดำที่ปรากฏขึ้นตอนเขาหลับ เวินสือเหนียนก็เกลียดพวกมันจับใจ
เฝ่ยไป๋ลู่เริ่มสนใจ หากมีลูกประคำ ก็ต้องควบคู่กับคัมภีร์พระพุทธศาสนา “แล้วคุณรู้วิธีท่องพระคัมภีร์ไหม มีใครสอนคุณหรือเปล่า?”
“เกิดมาก็ทำได้เลย” เวินสือเหนียนให้คำตอบที่ไม่คาดคิดกับเฝ่ยไป๋ลู่
‘ทั้งพกลูกประคำและท่องคาถาพระพุทธได้แต่กำเนิดเลยหรือนี่’ เฝ่ยไป๋ลู่รู้สึกประหลาดใจ และอดพูดติดตลกไม่ได้ว่า
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็อาจจะเป็นชาวพุทธมาตั้งแต่ชาติก่อนก็ได้นะ”
สิ้นเสียงเฝ่ยไป๋ลู่ เสียงฟ้าร้องก็ถาโถมลงมา กระแทกหน้าต่างจนสั่นสะเทือน
ราวกับเสียงคำรามของฟ้าร้องได้ปลุกความทรงจำเลวร้ายขึ้นมา ทันใดนั้นก็มีภาพหนึ่งแวบเข้ามาในหัวเวินสือเหนียน
ในภาพนั้น ร่างเขาเต็มไปด้วยเลือดจนมองสีเดิมของเสื้อผ้าไม่ออก ขณะที่ของเหลวหนืดข้นไหลลงมาตามเรียวนิ้ว
ใต้ฝ่าเท้ามีศพกองพะเนินเรียงรายไกลสุดลูกหูลูกตา
…แด่พระพุทธองค์เอ๋ย
นี่มันพระพุทธเจ้าผู้เกรี้ยวกราดหรือ?
ทันใดนั้น ดวงตาของเวินสือเหนียนเข้มขึ้นราวกับเหวไร้ก้นบึ้ง
เขาหันมองเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยสายตาจริงจัง “บางทีคุณอาจคำนวณผิด ผมอาจเคยฆ่าคนนับไม่ถ้วนในชาติก่อน จนส่งผลกรรมมาถึงชาตินี้”
เฝ่ยไป๋ลู่สบตาสีเข้มของเขา เธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกจับตามอง
เธอตกตะลึงไปครู่ เหยียดริมฝีปากขึ้นอีกครั้ง และพูดว่า “ถ้าเป็นไปตามที่คุณพูด คุณคงได้ไปลงนรก แดนผีผู้หิวโหย หรือขุมนรกเดรัจฉาน แทนที่จะกลับมาสู่โลกมนุษย์แล้ว อย่าคิดมากเลย พักผ่อนให้เต็มที่เถอะ”
เฝ่ยไป๋ลู่ผ่อนคลายร่างกาย กระทั่งเธอกลับไปที่ห้องพัก รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าพลันจางหายไป
เธอลูบงูตัวน้อย แล้วถอนหายใจ “บางครั้งฉันก็รู้สึกว่ากำลังถูกเวินสือเหนียนคุกคามจริง ๆ”
ตอนนี้เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ได้สังเกตเลยว่า เวินสือเหนียนอยู่ตรงหน้าประตูห้องของเธอ เขาหยุดครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับเข้าไปในห้องตัวเอง
บรรยากาศภายในบ้านพักพลันอึดอัดและมาคุยิ่ง