เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 164 ไม่ต้องเป็นห่วง
หลังจากเวินสือเหนียนพูดประโยคนั้นจบ เฝ่ยไป๋ลู่รู้สึกราวกับว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการเลย
เวินสือเหนียนสบตากับเธอ เอ่ยด้วยน้ำเสียงไร้คลื่นอารมณ์ “ไปเถอะ พวกเขารออยู่”
เฝ่ยไป๋ลู่ยิ่งมั่นใจขึ้นว่าความรู้สึกเมื่อครู่ของเธอไม่ผิดเพี้ยน เขาไม่ต้องการอยู่ช่วยเธอจัดการเรื่องของควงเหวินฟู่
หากพูดให้ชัดเจนกว่านั้นก็คือ เมืองต้าหลินอันตรายเกินไป เขาจึงไม่อยากให้เธอไปคนเดียว
ชายหนุ่มเป็นห่วงเธอมากอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับซ่อนมันไว้ในคำพูด เฝ่ยไป๋ลู่รู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมา “ฉันจะกลับมาอย่างปลอดภัย ไม่ต้องเป็นห่วง”
ตอนเจี่ยนต๋าเช่าเดินเข้ามา ทั้งห้องโถงก็เหลือเวินสือเหนียนอยู่คนเดียวแล้ว
“คุณชายสามเวิน”
เวินสือเหนียนหลับตาลงสักพัก ก่อนจะลืมตาขึ้น ดวงตาสีดำเข้มราวกับไร้ก้นบึ้ง “ได้ข่าวของคนที่ร่วมมือกับควงเหวินฟู่หรือยัง?”
เขาจำเป็นต้องหาอะไรสักอย่างทำ เพื่อดับความร้อนรุ่มในใจ
……
รถจี๊ปขับมาได้ครึ่งทางก็เจอน้ำท่วมขวางอยู่ข้างหน้า เฝ่ยไป๋ลู่กับพวกเขาจึงจอดรถ ขึ้นเรือยาง และไปถึงเมืองต้าหลินตอนใกล้บ่าย
ยิ่งเข้าใกล้เมืองต้าหลิน ฝนยิ่งตกหนัก ทั่วทั้งเมืองต้าหลินมีฝนตกจนมองอะไรไม่เห็น ร่มก็แทบจะใช้งานไม่ได้
เฝ่ยไป๋ลู่สวมเสื้อกันฝน แต่ยังรู้สึกได้ถึงเม็ดฝนขนาดเท่าเม็ดถั่วที่ตกลงมาอย่างรุนแรงและแรงลมหนาวเยือกที่พัดมา ราวกับถูกแส้ฟาดอยู่บนตัว
สภาพอากาศสุดขั้วเช่นนี้ ช่างหายากจริง ๆ
เธอเดินตามหลังหานคังผิงเข้าไปยังที่ตั้งค่าย กองทัพได้ยืมบ้านของชาวบ้านบนพื้นที่สูง ในอาคารทั้งอบอุ่นและหลบฝนได้ เทียบกับภายนอกแล้วแทบจะเหมือนเป็นคนละโลก
เหล่าปรมาจารย์รวมตัวปรึกษากันอยู่ในห้องหนึ่ง บรรยากาศเคร่งขรึมและตึงเครียด จนไม่มีใครพูดอะไร
กระทั่งเฝ่ยไป๋ลู่ผลักประตูเข้ามา เสมือนก้อนกรวดที่ทำลายความเงียบในห้อง คนในห้องมองเธอเป็นตาเดียว เมื่อเห็นว่าเป็นหญิงสาวอายุน้อยหน้าตาดีคนหนึ่งก็รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง
เฝ่ยไป๋ลู่มองสำรวจรอบหนึ่ง เหล่าปรมาจารย์ที่ถูกส่งมาคราวนี้ล้วนเป็นผู้มีฝีมือเก่งกาจที่สุดของตระกูลและสำนักต่าง ๆ สีหน้าของพวกเขาบางคนก็ดูหนักใจ บางคนเฉย ๆ บางคนดูครุ่นคิด แต่ไม่มีใครแสดงสีหน้าที่สบายใจเลย
เธอซ่อนแววตามองสำรวจเอาไว้อย่างแนบเนียนพร้อมนั่งลงข้างหานเชียนด้วยสีหน้าเรียบเฉยและทักทาย “คุณปู่” จากนั้นก็หันไปหากานซิน
ส่วนคนที่ตามหลังเธอมาก้าวหนึ่งอย่างหานคังผิงได้แต่กัดฟัน และต้องไปหามุมอื่นนั่งแทน
ในกลุ่มผู้อาวุโสที่อายุเกินครึ่งร้อยมีสาวน้อยคนหนึ่งปะปนอยู่ ดูยังไงก็แปลกประหลาด
“เด็กคนนี้เป็นลูกหลานบ้านใคร ที่นี่มันอันตราย ให้มาแบบนี้มันใช่เรื่องเรอะ!” คนคนหนึ่งขมวดคิ้ว เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ “ยังไม่รีบพาเธอกลับไปอีก!”
เฝิงเม่าเตี่ยนเหลือบมองกานซิน แล้วยิ้มเย็น “เกรงว่าใครบางคนคงจะไม่เห็นด้วยนะ เพราะนี่คือ ‘ผู้ช่วยชีวิต’ ที่พวกเขาเชิญมา!” สองคำหลังเน้นเสียงชัดเจน
“ผู้ช่วยชีวิต? เด็กสาวคนนี้ตัวเล็กกว่าลูกศิษย์อายุน้อยที่สุดของฉันเสียอีก เธอจะช่วยอะไรได้ แค่ไม่ทำให้พวกเราเดือดร้อนก็ดีแล้ว!”
“ใช่ ในเมื่อพวกเรายังทำอะไรไม่ได้ เด็กคนนี้จะมีหนทางช่วยอะไรอีก กลับไปเถอะ อย่าเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่เลย”
เฝ่ยไป๋ลู่มองเห็นว่าเจตนาในคำพูดของคนส่วนใหญ่ที่นี่เป็นไปในทางที่ดี มีเพียงผู้นำตระกูลเฝิงที่เคยเจอกันในงานแข่งขันปรมาจารย์เต๋าเท่านั้น ที่ปฏิบัติกับเธอไม่ดีเท่าไหร่
หานเชียนพูดกับเฝ่ยไป๋ลู่เบา ๆ “ผู้อาวุโสเฝิงโกรธเธอเพราะพ่อบุญธรรมของเธอน่ะ เมื่อก่อนลูกสาวของผู้อาวุโสเฝิงชื่นชอบพ่อบุญธรรมของเธอมาก แต่พ่อบุญธรรมไม่ได้ชอบหล่อน ทำให้ลูกสาวผู้อาวุโสเฝิงเสียใจมาก จนออกบวชชี”
“โอ้ แปลว่านั่นคือสาเหตุที่เขาจ้องมองฉันอย่างไม่เป็นมิตรสินะคะ” เฝ่ยไป๋ลู่ไม่คิดมาก่อนว่าพ่อบุญธรรมของเธอจะมีเรื่องราวในอดีตแบบนี้
หานเชียนยื่นชาอุ่น ๆ มาให้ เฝ่ยไป๋ลู่รับมาด้วยสองมือ แล้วกล่าวขอบคุณ
เธอเพิ่งจะก้มลงจิบหนึ่งอึก ก็ได้ยินหานเชียนคร่ำครวญถอนหายใจ “ทุกคนคงรู้เรื่องที่เกิดขึ้นตอนแข่งขันปรมาจารย์เต๋าแล้ว ตอนนี้ตราประทับศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลหาน เฝ่ยไป๋ลู่ก็ได้คืนให้แก่ตระกูลหานแล้ว แต่ตราอาวุธเซียนชิ้นนี้จดจำเจ้าของของมันไว้ คนอื่นจะใช้ได้แค่หนึ่งในสิบส่วนของพลัง ฉันเรียกเธอมา ก็เพื่ออยากดูว่าตรานี้จะใช้ได้ผลไหม”
เขาโกหกหน้าตาย น้ำเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ “ทุกคนคงรู้ดีว่า เมืองต้าหลินอันตรายขนาดไหน แล้วไป๋ลู่จะไม่รู้ได้ยังไง เธออาจดูอ่อนแอ แต่พอรู้เรื่องเมืองต้าหลินก็รีบมาโดยไม่ลังเล ไม่ได้มาเพราะอยากเที่ยวเล่น แต่มาเพื่อประเทศชาติและประชาชนทุกคน!”
เธอดูมีจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลย? เฝ่ยไป๋ลู่เกือบสำลักน้ำลายและไอออกมาอยู่หลายครั้ง ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยภายใต้สายตาของหานเชียนที่ขยิบตาส่งมาให้
ยามนี้บรรยากาศเคร่งเครียดเมื่อครู่ผ่อนคลายลงพอสมควร และด้วยคำพูดของหานเชียน คนอื่น ๆ จึงมองเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยแววตาสงสาร เมตตาจนเฝ่ยไป๋ลู่ขนลุกไปหมด
“วางใจเถอะ ถ้าพวกเรายังอยู่ จะไม่ปล่อยให้เธอตายหรอก”
จากวาจาอันกล้าหาญ ทันใดนั้นบรรยากาศก็กลับมาหนักอึ้งอีกครั้ง
“ผู้อาวุโสจ้าว คุณบาดเจ็บหนักขนาดนี้ได้ยังไง” เสียงโกลาหลดงขึ้นที่ประตู ทุกคนได้ยินก็รีบพากันเดินออกไป
ปรากฏว่าผู้อาวุโสจ้าวที่ออกไปสืบข่าวกลับมาแล้ว
แต่ตอนนี้เขากลับล้มอยู่บนพื้น สีหน้าซีดเซียว ชุดเต้าผาวถูกไฟไหม้จนดำปี๋ ชั่วขณะนั้นไม่มีใครกล้าขยับตัวเขา
เมื่อเห็นว่าเขาหายใจรวยริน หมอผีก็รีบเข้ามารักษา เฝ่ยไป๋ลู่รีบยื่นมือไปห้ามไว้ “อย่าเพิ่งแตะต้องเขา”
“ที่นี่มีผู้ใหญ่เก่ง ๆ อยู่มาก ยังมีที่ให้เธอพูดอีกเหรอ” เฝิงเม่าเตี่ยนดูถูกเฝ่ยไป๋ลู่แล้วยิ้มเยาะเย้ย “เธอขวางเราไว้ ไม่ให้พวกเราเข้าใกล้ผู้อาวุโสจ้าว เธอคิดจะให้เขาตายต่อหน้าต่อตาหรือไง”
“คุณจะร้อนใจอะไรนักหนา ฟังฉันพูดให้จบก่อนสิ” เฝ่ยไป๋ลู่รู้ดีว่าตัวเองต้องอธิบาย ไม่เช่นนั้นกลุ่มคนพวกนี้จะไม่ยอมให้เธออยู่ที่นี่ “ฉันไม่ได้ขวางทุกคนไว้เพื่อยืนมองเฉย ๆ หรอก แต่ว่าผู้อาวุโสจ้าวกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต ลงมือกะทันหันตอนนี้จะทำให้พวกคุณได้รับบาดเจ็บได้ ลองดูให้ดีเถอะ…”
ในการฝึกตน เมื่อใดก็ตามที่ฝีมือทะลุผ่านขีดจำกัดของแต่ละระดับได้ จะต้องเผชิญการทดสอบจากทัณฑ์อัสนีและการชำระล้างร่างกาย สายฟ้าเจ้ากรรมนี่ เฝ่ยไป๋ลู่เจอมาจนชินแล้ว เธอจึงคุ้นเคยกับร่างของผู้อาวุโสจ้าวที่ดำเป็นถ่านแบบนี้ดี
เธอหมอบลงข้างผู้อาวุโสจ้าว ชี้ไปที่นิ้วของเขา เมื่อมองผ่าน ๆ จะเห็นสายฟ้าแลบแปลบปลาบ “ผู้อาวุโสถูกฟ้าผ่า ตอนนี้ในร่างกายมีสายฟ้าเข้าแทรก คุณจวงระวังไว้จะดีกว่า”
คุณจวงคือหมอผีคนนั้น เขาชำนาญทั้งด้านไสยศาสตร์และการรักษา สิ่งที่กลัวที่สุดก็คือสายฟ้าอันรุนแรง หากเผลอไปแตะต้องสายฟ้าเข้า คงได้รับบาดเจ็บจริง ๆ แน่ “เป็นเช่นนั้นเอง ขอบคุณสำหรับคำเตือน สหายเสี่ยวเฝ่ย”
สีหน้าเฝิงเม่าเตี่ยนไม่สู้ดีนัก เขาจึงจงใจทำให้อีกฝ่ายลำบาก “ในเมื่อเธอรู้สถานการณ์ของผู้อาวุโสจ้าว เธอมีวิธีช่วยเขาหรือเปล่าล่ะ”
“แน่นอน ฉันมีวิธีค่ะ” เฝ่ยไป๋ลู่ลุกขึ้นยืน ส่งยิ้มบางให้เขา “ฉันเห็นว่าถึงผู้อาวุโสเฝิงอายุมากแล้ว ขาข้างหนึ่งก็เหยียบโลงไปแล้ว แต่ร่างกายยังแข็งแรงอยู่ ลองให้ผู้อาวุโสเฝิงช่วยผู้อาวุโสจ้าว ถ่ายพลังสายฟ้านี้มายังร่างตัวเองดูดีไหม”
อายุมาก? เหยียบโลงไปแล้ว? เฝิงเม่าเตี่ยนโกรธจนเคราแพะที่คางกระดิก “เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม พูดจาไม่ให้เกียรติผู้ใหญ่!”
“ประเทศของเรายังสอนให้รักเด็กนะ แต่ฉันว่าคุณไม่ได้รักและเอ็นดูเด็กอย่างฉันเท่าไหร่เลยค่ะ” เฝ่ยไป๋ลู่แสร้งทำสีหน้าไร้เดียงสา
เฝิงเม่าเตี่ยนโกรธจัด เฝ่ยไป๋ลู่ก็น่าหมั่นไส้เหมือนพ่อบุญธรรมกับพวกนิกายเก้าสวรรค์ของเธอนั่นแหละ
เฝ่ยไป๋ลู่ไม่สนว่าสถานะของเขาจะเป็นอย่างไร ความเคารพนั้นเป็นสิ่งที่ต้องตอบแทนกัน เธอพลันเปลี่ยนจากที่เคยพูดจาดี ๆ กลายเป็นเย็นชา “ผู้อาวุโสเฝิง คุณกับฉันไม่ได้เป็นอะไรกัน ฉันไม่จำเป็นต้องให้คุณมาสอนมารยาทหรอก”
เธอเพิ่งมาถึงก็โดนเขาชักสีหน้าใส่แล้ว
ถ้าไม่ให้เขาเห็นฝีมือที่แท้จริงของเธอเสียก่อน ก็คงยังคิดว่าเธอเป็นคนอ่อนแออยู่ไม่เลิกแน่