เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 165 ค่ายกลสังเวยชีพ
“‘อ้างตนเป็นผู้อาวุโสข่มท่าน’*[1] คำนี้ใช้ได้จริง ๆ ว่าไหมตาเฒ่า?” กานซินยิ้มอย่างเลือดเย็น
หานเชียนยกกำปั้นขึ้นปิดรอยยิ้มที่ริมฝีปาก
ว่ากันว่าหลังยุค 2000 จะมีการจัดระเบียบองค์กรใหม่ทั้งหมด แต่ไม่นึกเลยว่าโลกแห่งผู้ตนก็ได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน
เฝิงเม่าเตี่ยนมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเฉียบคม
คุณจวงรีบลุกขึ้น กล่าวอย่างสุภาพและยกย่องเฝ่ยไป๋ลู่ว่า “สหายเฝ่ยยังเด็ก แต่เธอรอบรู้ และช่างสังเกตทุก ๆ รายละเอียด คุณเรียนรู้มาจากใครเหรอ?”
“อาจารย์ของฉันค่ะ เขาเสียไปแล้ว และเขาไม่ให้ฉันบอกชื่อของเขาแก่โลกภายนอก” เฝ่ยไป๋ลู่ให้เหตุผลส่ง ๆ ไป และเมื่อคนอื่นได้ยินแบบนี้ พวกเขาจึงถามลงลึกไม่ได้อีก
เมื่อเห็นว่าทุกคนกังวลเกี่ยวกับผู้อาวุโสจ้าว เฝ่ยไป๋ลู่จึงพูดอีกครั้งว่า “อีกเดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้วค่ะ”
การขัดเกลาร่างกายด้วยทัณฑ์อัสนีจากสวรรค์ก็เป็นโอกาสหายาก ผู้อาวุโสจ้าวถือว่าโชคดีนัก
หลังจากสายฟ้าในร่างกายของผู้อาวุโสจ้าวถูกขจัดจนหมด เขาก็ลืมตา พลันก็รู้สึกว่าร่างกายของตัวเองมีแรงมากขึ้นกว่าเดิม และอาการบาดเจ็บที่รักษายากก็ดีขึ้นเช่นกัน
แต่เขาไม่มีเวลามานึกถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกายมากนัก สายตากวาดมองปรมาจารย์เฒ่าทั้งหลาย แล้วรีบเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองทันที
“ระหว่างทางกลับ ผมบังเอิญเห็นกลุ่มคนชั่วขับเคลื่อนค่ายกลอยู่ทางต้นน้ำท่วม” สีหน้าผู้อาวุโสจ้าวขรึมขึ้น และเสียงของเขาก็สั่นเทา “ค่ายกลนั่นคือ…ค่ายกลสังเวยชีพ”
หัวใจของเฝ่ยไป๋ลู่แทบร่วงถึงตาตุ่ม เมื่อเธอได้ยินเช่นนั้น
ค่ายกลสังเวยชีพคือค่ายกลที่ชั่วร้ายสุดโต่งและไร้ศีลธรรมอย่างยิ่ง หากขับเคลื่อนค่ายกลนี้ได้สำเร็จ ประชากรทั้งหมดของเมืองต้าหลินจะกลายเป็นผู้สังเวยชีวิต
ราวกับพวกมันไม่เห็นชีวิตของผู้คนกว่าหกแสนคนอยู่ในสายตา!
ผู้อาวุโสจ้าวกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น “ค่ายกลนี้น่าจะวางไว้นานมากแล้ว เพราะเพิ่งมีฝนตกหนัก และน้ำท่วมในช่วงนี้ ซึ่งน่าจะมาจากค่ายกลส่วนหนึ่งถูกทำลาย ไม่อย่างนั้นสิ่งที่ตามมาจะเลวร้ายกว่านี้”
ผู้อาวุโสจ้าวทนเห็นคนเหล่านั้นก่อกรรมทำชั่วไม่ได้ จึงอาศัยจังหวะลอบทำลายค่ายกล แต่โชคไม่ดี ที่กลุ่มคนเหล่านั้นจับเขาได้เสียก่อน
“ผมคิดว่าตัวเองคงจะตายด้วยน้ำมือพวกมันไปแล้ว แต่ไม่นึกเลยว่าสายฟ้าจะฟาดลงมาทางกลุ่มคนชั่วนั่น ส่วนผมก็กระเด็นออกมาเช่นกัน เลยรักษาชีวิตตัวเองไว้ได้”
“เราต้องทำลายค่ายกลนั่น เพื่อป้องกันผลกระทบของมัน!” หลังจากผู้อาวุโสจ้าวพูดจบ ทุกคนก็ตกอยู่ในความเงียบ ทั้งพื้นที่เงียบมากหากเข็มตกก็คงได้ยินเสียง
ยามนี้บนลำคอของประชากรในเมืองต้าหลิน ก็เหมือนกับมีเคียวมรณะล่องหนพาดอยู่
แต่การทำลายค่ายกลขนาดใหญ่อย่างค่ายกลสังเวยชีพจะง่ายเพียงนั้นได้อย่างไร?
หากต้องค้นหาดวงตาค่ายกลเจ็ดแห่งพร้อมกัน แล้วทำลายทีละแห่ง หรือไม่เช่นนั้นพวกเขาก็ต้องแลกชีวิตตนกับคนทั้งหกแสนคน
การทำตามแผนเดิมย่อมเป็นไปได้ยากอยู่แล้ว ในเมื่อพวกเขาอยู่ในแสง ส่วนพวกชั่วนั่นหลบอยู่ในความมืด อย่าว่าแต่ค้นหาลำบากเลย แต่พวกเขาไม่ได้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลขนาดนั้น อีกทั้งยังมีดวงตาค่ายกลซึ่งส่งผลกระทบต่อร่างกาย หากขยับผิดแม้เพียงก้าวเดียว ย่อมนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่คาดไม่ถึง
ครั้นทุกคนตกอยู่ในความคิด ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น “ฉันมีวิธีค่ะ”
“ในเมื่อผู้อาวุโสจ้าวบอกว่าค่ายกลนี้ถูกวางไว้นานแล้ว ก็หมายความว่าคนกลุ่มนี้วางแผนในเมืองต้าหลินมาเป็นเวลานาน จะต้องมีคนอยู่เบื้องหลังแน่” เฝ่ยไป๋ลู่สบตาคนทั้งหมดแล้วกล่าวอย่างใจเย็น “ตอนนี้พวกเราต้องค้นหาผู้ฝึกตนที่รับผิดชอบในการลาดตระเวนสถานที่ และไปหานายกเทศมนตรีของเมืองต้าหลิน สอบถามข้อเท็จจริง แล้วความจริงจะกระจ่างขึ้น”
ต่อมาคนทั้งสองกลุ่มก็ลงมาจากภูเขาทันที
เพียงไม่นานเหล่าผู้ฝึกตนที่จากไปอย่างรวดเร็ว ก็นำข่าวร้ายกลับมา “ผู้ฝึกตนที่ลาดตระเวนในเมืองต้าหลินเสียชีวิตแล้ว!”
ทุกคนหันมองเฝ่ยไป๋ลู่ พวกเขามั่นใจว่าเธอพูดถูก มีคนอยู่เบื้องหลังจริง ๆ!
เฝ่ยไป๋ลู่ไม่แปลกใจกับข่าวนี้ คนพวกนั้นชอบเข่นฆ่าผู้คนอยู่แล้ว
หากมีประโยชน์จะช่วยชีวิต แต่ถ้าไร้ประโยชน์เมื่อไร ก็ไม่ลังเลที่จะกำจัดทิ้ง
ตอนนี้เธอหวังเพียงว่า คนเหล่านั้นจะยังไม่ลงมือกับนายกเทศมนตรีเมืองต้าหลิน
หลังจากนั้นไม่นาน คนในเครื่องแบบอีกกลุ่มหนึ่งก็กลับมาพร้อมใครอีกคนหนึ่ง นั่นคือนายกเทศมนตรีเมืองต้าหลิน สื่อปินไป๋
เขาปาดน้ำฝนออกจากใบหน้า “พวกคุณพาผมมาที่นี่ ต้องการจะถามอะไรครับ?”
เพียงปราดมองแวบแรก เฝ่ยไป่ลู่ก็สัมผัสถึงเจตนาร้ายในใจอีกฝ่ายได้แล้ว เธอถามอย่างเย็นชาว่า “ในฐานะผู้นำของเมืองต้าหลิน ทำไมคุณต้องติดตั้งค่ายกลมรณะไว้ในเมืองตัวเองด้วยล่ะคะ?”
สื่อปินไป๋หรี่ตาลง แล้วรีบปรับสีหน้าให้ปกติ “ผมไม่เข้าใจว่าคุณกำลังพูดถึงอะไร”
จากนั้นเขาก็มองไปที่คนในเครื่องแบบแล้วถามว่า “คนพวกนี้เป็นใคร ตำรวจไม่ได้เรียกผมมาที่นี่เพื่อถามเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองเหรอ?”
เฝ่ยไป๋ลู่คร้านเกินกว่าจะคุยกับเขา เธอคีบยันต์ไว้ระหว่างปลายนิ้วแล้วเอ่ยต่อ “นี่คือยันต์วาจาสัตย์ที่อาจารย์ของฉันทิ้งไว้ให้ หากคุณถือยันต์นี่ไว้ มันจะบังคับให้คุณพูดแต่ความจริง”
“และดูท่าคงต้องใช้มันกับคุณแล้ว” น้ำเสียงของเฝ่ยไป๋ลู่ดูไม่เต็มใจนัก ในขณะที่นายกเทศมนตรีมองลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มของเฝ่ยไป๋ลู่ และรู้สึกไม่สบายใจ
สื่อปินไป๋ไม่กล้าเชื่อว่ายันต์วาจาสัตย์ของเธอจะใช้ไม่ได้ ทันใดเขายกแขนขึ้น โยนลูกปัดสีดำสองสามเม็ดออกไป แล้วลูกปัดสีดำเหล่านั้นก็ระเบิดออก ควันหนาทึบและหมอกลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
สื่อปินไป๋พลันฉวยดอกาสรีบวิ่งหนีไป
“เจ้านั่นไม่ใช่คนธรรมดา เขาเป็นผู้ฝึกตน! รีบตามไป อย่าปล่อยให้เขาหนีไปได้!”
แต่ทันใดนั้น พวกเขาก็เห็นลำแสงทะยานลงมาจากฟ้า โจมตีสื่อปินไป๋กะทันหนั
เขาคำราม “บัดซบ กล้าดียังไงมาโจมตีฉัน!”
“ในเมื่อคุณถามจากใจจริง ฉันก็จะบอกเหตุผลให้” เฝ่ยไป๋ลู่เรียกยันต์อสนีบาตกลับ จากนั้นเธอก็หยิบโทรศัพท์ออกมาอย่างไม่รีบร้อน เปิดหน้าจอที่พับอยู่ แล้วเปิดวิดีโอ
ผู้ประกาศข่าวกำลังรายงานข่าวต่างประเทศ [..และหลายฝ่ายแสดงท่าทีต่อต้านการปล่อยสิ่งปฏิกูลจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่นลงสู่ทะเล ตามรายงานก่อนหน้านี้ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เริ่มปล่อยน้ำที่ปนเปื้อนนิวเคลียร์ลงทะเลเมื่อเวลา 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 24 กรกฎาคม…]
เขาหัวเราะ “แล้วยังไง? เธออยากพูดอะไร? อยากจะระเบิดประเทศญี่ปุ่นหรือไง?”
“ไม่ใช่ค่ะ เพราะถึงฉันไม่แทรกแซง ประเทศญี่ปุ่นก็ทำลายตัวเองอยู่ดี” ท่าทีของเฝ่ยไป๋ลู่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และเสียงของเธอก็ใจเย็นอย่างยิ่ง “หลังจากที่ญี่ปุ่นปล่อยสิ่งปฏิกูลลงน้ำทะเลในวันที่ 24 ก็จะเกิดแผ่นดินไหวห้าครั้งเป็นเวลาสามวันติดต่อกัน ฝนตกหนัก ฟ้าร้อง พายุตามมาทีหลัง และยังมีพายุไต้ฝุ่นอีกสองลูก ซึ่งพบไม่บ่อยนัก”
“คุณรู้ไหมว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ เพราะมันคือการลงโทษยังไงละคะ”
เฝ่ยไป๋ลู่เงยหน้าขึ้น และแหงนหน้ามองฟ้าร้องด้วยดวงตาหนักอึ้ง “พฤติกรรมของคุณน่ารังเกียจเกินกว่าจะให้อภัย ดังนั้นทัณฑ์อัสนีเหล่านี้จะลงโทษคุณเอง!”
ทันทีที่ว่าจบ สายฟ้าก็ฟาดลงมา ราวกับงูสีเงินตัวใหญ่ที่บิดตัวอยู่ในความมืด เกิดเป็นเสียงดังสนั่นจนหูแทบหนวก
แม้แต่ผู้อาวุโสคนอื่นยังรู้สึกหวาดกลัวจากก้นบึ้งของหัวใจ และผู้ที่มีความสามารถอ่อนกว่าก็ตกตะลึงจนดวงตาเบิกค้างและหูอื้อ
ริมฝีปากของสื่อปินไป๋มีเลือดหยดลงมา พลังปราณในร่างกายของเขาปั่นป่วน ขณะมองผู้หญิงตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว
เฝ่ยไป๋ลู่ยืนตัวตรง ผมหางม้าของเธอพลิ้วไสว ขณะลอยตัวขึ้นสูง
หญิงสาวหลุบตาลง สีหน้ายังคงสงบขณะเดียวกันก็ดูไร้เยื่อใย
[1] อ้างตนเป็นผู้อาวุโส คือ ทำตัวเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อน อาบน้ำร้อนมาก่อน