เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 166 ขยายค่ายกลสองเท่า
“เป็นไปไม่ได้! สิ่งที่เราทำถูกปกปิดจากความจริง พระเจ้าจะลงโทษเราได้ยังไง!”
สื่อปินไป๋ส่งเสียงไม่พอใจ ทันใดนั้นร่างของเขาก็ดำเป็นตอตะโกจากการโจมตีของฟ้าผ่า และเมื่อเขาขยับร่างกาย สายฟ้าก็ทะยานสู่ท้องฟ้า ราวกับว่ามันกำลังตอบสนองคำพูดของเฝ่ยไป๋ลู่จริง ๆ สิ่งที่พวกเขาทำนั้นไม่สามารถยอมรับได้ และพวกเขาจะต้องถูกสวรรค์ลงโทษ
สือปินไป๋ไม่กล้าขยับตัว เพราะกลัวว่าตัวเองจะตายจากฟ้าผ่า
ดวงตาของเฝ่ยไป๋ลู่ฉายประกายแสงสีเข้ม
หญิงสาวผ่านการเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์มานับครั้งไม่ถ้วน ย่อมรู้ว่าครั้งนี้จะไม่มีวันถูกโจมตีอีก
ทัณฑ์อัสนีในโลกนี้ไม่ได้อ่อนด้อย แต่ก็ไม่ถึงกับคร่าชีวิตคนได้เช่นกัน เว้นแต่จะรีดเค้นพลังสูงสุดออกมา
แต่หากเป็นทัณฑ์อัสนีในโลกเซียนละก็ สื่อปินไป๋ก็คงตายไปแล้ว คงไม่มีโอกาสได้พล่ามวาจาไร้สาระแบบนี้หรอก
เพราะความแข็งแกร่งของอัสนีสวรรค์คือตัวแทนความแข็งแกร่งของพลังเต๋าแห่งวิถีสวรรค์ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นอัสนีสวรรค์ที่อ่อนแอขนาดนี้ เฝ่ยไป๋ลู่แหงนหน้ามองท้องฟ้า งูตัวน้อยบนข้อมือบางดิ้นเร่า ทำให้หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิด
“สววรค์ช่วยเราแล้ว รีบจับและพาเขาไปสอบสวนเร็วเข้า!” ใครคนหนึ่งพลันตะโกนขึ้น และคนอื่น ๆ ก็ก้าวมาคุมตัวสือปินไป๋อย่างกระตือรือร้น ราวกับว่าพวกเขาเพิ่งตื่นจากความฝัน
สื่อปินไป๋ไม่อาจหลบหนีได้ เขาถูกสวมกุญแจมือที่ออกแบบมาพิเศษ
และเพื่อสอบปากคำ เฝ่ยไป๋ลู่จึงเอายันต์วาจาสัตย์ออกมา
ความจริงเธอจะวาดยันต์นี้อีกกี่รอบก็ได้ แต่ผู้ฝึกตนคนอื่นไม่รู้เกี่ยวกับสิ่งนี้ และคิดว่ามันเป็นไพ่ตายใบเดียวที่เหลืออยู่ของเฝ่ยไป๋ลู่ พวกเขาจึงได้นำสมบัติของตนเองมามอบให้ไป๋ลู่
“นี่คือเข็มทิศที่ฉันทำเอง…”
“โคมเขียวสัญจรอาจดูไร้ประโยชน์ แต่มันจะช่วยเธอค้นหาคน และสิ่งของได้”
“ฉันมีของไม่มาก แต่จะให้เครื่องบดยาแก่เธอไว้ใช้นะ…”
เฝ่ยไป๋ลู่ไม่อาจปฏิเสธสินน้ำใจได้ หญิงสาวจึงจำต้องยอมรับทั้งหมด
“ดวงตาค่ายกลทั้งเจ็ดตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก…” สื่อปินไป๋ผู้ถูกประทับด้วยยันต์วาจาสัตย์ใกล้จะร้องไห้อยู่รอมร่อ เขาควบคุมปากตัวเองไม่ได้เลย และทำได้เพียงเผยความลับเกี่ยวกับค่ายกลสังเวยชีพ
ทุกคนต่างตกตะลึงเมื่อได้ประจักษ์ถึงประโยชน์ของยันต์วาจาสัตย์ แต่พวกเขาก็รู้สึกโชคดีที่ตนไม่โดนยันต์นี้เล่นงาน ไม่อย่างนั้นความลับใด ๆ ก็คงถูกเปิดเผยเสียหมด และโชคดีอีกอย่างคือมันมีอยู่แผ่นเดียว ไม่เช่นนั้นผู้คนคงนำไปใช้ในทางเสื่อมเสียแน่
ช่วงขณะนี้เอง ใครคนหนึ่งกำลังแอบมองเฝ่ยไป๋ลู่
เฝ่ยไป๋ลู่นั่งสงบนิ่งกับที่ และไม่ได้เป็นจุดสนใจอีกต่อไป
หลังจากระบุตำแหน่งที่แม่นยำของดวงตาค่ายกลทั้งเจ็ดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือให้เหล่าผู้อาวุโสไปทำลายมันเสีย ส่วนเฝ่ยไป๋ลู่ก็นั่งรออยู่ในค่าย
ทว่าเธอก็ไม่ได้พักนานนัก เพราะเหล่าทหารได้พาหานคังผิงผู้มีรอยฟกช้ำเต็มตัวกลับมา
ทันทีที่เขาเห็นเฝ่ยไป๋ลู่ หานคังผิงก็คว้าตัวเธอมาอย่างกังวล ดวงตาของเขาแดงก่ำ
“เราเจอการซุ่มโจมตีบนถนน พวกนั้นมีกันหลายคน ฉันหนีรอดมาอย่างหวุดหวิด ช่วยพ่อของฉัน ช่วยพ่อของฉันที!”
พวกเขาระมัดระวังมาตลอดทาง แต่นึกไม่ถึงว่าคนชั่วพวกนั้นจะรู้ว่าพวกเขากำลังมา และส่งคนไปรอตั้งแต่เนิ่น ๆ ทำให้พวกเขาไม่ทันตั้งตัว
เมื่อเฝ่ยไป๋ลู่ได้ยินข่าว ใจของเธอก็วูบหล่น ลางสังหรณ์ร้ายพลันปรากฏ
หรือสื่อปินไป๋จะเป็นเพียงนกต่อที่พวกมันจงใจส่งมา?
แม้ตอนแรกพวกเขาดูจะได้เปรียบและทำลายค่ายกลได้ แต่ความจริงฝ่ายตรงข้ามก็ได้วางแผนซ้อนไว้ รอพวกเขามาติดกับ?
‘ปรมาจารย์ที่ถูกส่งรับมือภัยพิบัติในเมืองต้าหลินมีจำนวนไม่มากนัก แต่พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นเสาหลักของเมืองเจียง หากพวกเขาทั้งหมดอยู่ที่นี่…’ เฝ่ยไป๋ลู่คิดได้ดังนี้ก็รีบสวมเสื้อกันฝน วิ่งออกจากประตูไป ในมือของเธอมีโคมเขียวสัญจรที่ผู้อาวุโสคนอื่นมอบให้
เมื่อไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แสงไฟก็ดับลง…
มีคนอยู่แถวนี้!
ข้างหน้าเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กซึ่งอยู่ภายใต้เขตการปกครองของเมืองต้าหลิน เนื่องจากฝนตกหนักทุกคนที่นี่จึงย้ายออกไป ประตูและหน้าต่างถูกปิด และกำแพงที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงก็พังทลาย อากาศเย็นชื้น ทำให้ทั้งหมู่บ้านหดหู่อย่างน่าประหลาดใจ
เฝ่ยไป๋ลู่เก็บโคมไฟสีเขียว แล้วเดินเข้าไป
ทันใดพลังหยินที่ลอยอยู่พุ่งสูงขึ้น ทว่ามันคล้ายสัมผัสได้ถึงสิ่งกีดขวางที่มองไม่เห็นได้ จึงเข้าใกล้ไม่ได้อีก แล้วมันก็ถูกดูดเข้าสู่ยันต์ในมือของเฝ่ยไป๋ลู่
“นี่ ตาแก่ อย่าตายนะ!” เสียงแผ่วเบาแว่วมาจากฟาร์มที่อยู่ไม่ไกล
เมื่อได้ยินเสียงดังกล่าว เฝ่ยไป๋ลู่ก็รีบเดินไปที่ลานเล็ก ๆ นั้น ทันทีที่เธอเปิดประตู แสงสว่างก็ลอดมาหาเธอ
เคร้ง!
เข็มทิศหล่นลงพื้น และรอยแตกบนตัวเข็มทิศก็กว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนเกือบจะแยกออกจากกัน
“ของของฉัน” เหมียวจื่ออั๋งยื่นมือออกไปหยิบอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ทันใดนั้นลมก็กระโชกพัด
และลำคอของเขาก็ราวกับถูกบีบอย่างแรง จนหายใจไม่ออก
เขาเบิกตากว้าง รอดูว่าเป็นฝีมือใคร และตะโกนออกมา
“เป็นคุณได้ยังไง?” เฝ่ยไป๋ลู่ปล่อยมือจากลำคออีกฝ่าย คาดไม่ถึงว่าจะได้พบคนรู้จักที่นี่
อากาศกลับเข้าสู่ปอดอีกครั้ง เหมียวจื่ออั๋งกอดต้นขาของเฝ่ยไป๋ลู่ และร้องไห้อย่างขมขื่น “หัวหน้า ฉันคิดว่าชีวิตของฉันจะตายอยู่ที่นี่ซะแล้ว โชคดีที่เป็นคุณ!”
เฝ่ยไป๋ลู่ขยับขาของเธอ “ลุกขึ้นมาคุยกันก่อน ทำไมคุณถึงมาที่นี่?”
“อา…ถูกจับได้แล้วสินะ” เหมียวจื่ออั๋งพลันรู้สึกอายขึ้นมา “เมืองต้าหลินเป็นบ้านเกิดของฉัน หลังจากการแข่งขันจบลง ฉันก็กลับมาบูชาบรรพบุรุษที่บ้านเกิด แต่ไม่คิดว่าฉันจะบังเอิญค้นพบการสมรู้ร่วมคิดของคนชั่วกลุ่มนั้น…”
“การสังเวยที่แท้จริงไม่ใช่ประชากรหกแสนคนในเมืองต้าหลิน แต่เป็นพวกเรา เหล่าปรมาจารย์ที่เข้ามา!” เมื่อคิดถึงสิ่งที่เขาได้ยิน ริมฝีปากของเขาก็สั่นเทา “หัวหน้า เราต้องรีบออกไปจากที่นี่!”
ค่ายกลสังเวยชีพแห่งหนึ่งตั้งอยู่ใกล้กับหลุมศพบรรพบุรุษของเขา เหมียวจื่ออั๋งรู้สึกว่าตนช่างโชคร้ายเหลือเกินที่ต้องมาเจอเหตุการณ์นี้
เขาต้องการจากไปเงียบ ๆ แต่ไม่คิดว่าคนพวกนั้นหูไว และหาการเคลื่อนไหวของเขาเจอ
เขาไม่เชี่ยวชาญวิชาคุณไสย ดังนั้นเขาจึงถูกจับได้ และถูกขังไว้ที่นี่
แล้วเมื่อไม่นานนี้หานเชียนก็ถูกโยนเข้ามา และชายชราอาจใช้ชีวิตของตนเป็นเครื่องสังเวย
ดวงตาของเฝ่ยไป๋ลู่เผยแววเย็นชา
หากปรมาจารย์จากเมืองเจียงไม่มา ประชากรหกแสนคนในเมืองต้าหลินจะต้องตาย
แม้ค่ายกลจะพังทลายลง พวกเขาก็คงไม่รอด
ช่างโหดเหี้ยมอะไรขนาดนี้!
“พวกนั้นต้องการทำอะไร?” ตอนนี้เฝ่ยไป๋ลู่ก็ได้กลายเป็นเชลยสังเวยไปแล้ว
พูดตรง ๆ ทันทีที่เขาเห็นเฝ่ยไป๋ลู่ก็ราวกับเห็นแสงแห่งความหวัง แต่ดวงตาของเหมียวจื่ออั๋งในตอนนี้กลับหดหู่ “หัวหน้า คุณคิดว่าเราจะรอดไหม?”
“คงงั้น” เฝ่ยไป๋ลู่หยิบเข็มทิศขึ้นมาจากบนพื้น แล้วส่งคืนให้เหมียวจื่ออั๋ง
คงงั้น…งั้นเหรอ?
กระทั่งหัวหน้าเองก็ยังไร้ความหวังเลยเหรอเนี่ย?
แสงในดวงตาของเหมียวจื่ออั๋งพลันดับลง
เขาหยิบเข็มทิศขึ้นมาพลางเช็ดน้ำตา ชีวิตของเขาก็เหมือนกับเข็มทิศนี่ ที่…กำลังจะพังลง