เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 167 ปล่อยเขาไป แล้วฉันจะยอมให้คุณจัดการ
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 167 ปล่อยเขาไป แล้วฉันจะยอมให้คุณจัดการ
เฝ่ยไป๋ลู่เดินเข้าไปหาผู้อาวุโสหานเชียน เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ยังมีลมหายใจอยู่ แม้ร่างกายจะนอนแน่นิ่ง
“ฉันเอายาลูกกลอนที่คุณมอบให้ป้อนเขาไปเม็ดหนึ่ง” เหมียวจื่ออั๋งหยุดร้องไห้ แล้วเดินเข้ามาใกล้ ๆ ราวกับจะอวดความดีความชอบของตัวเอง “นั่นเป็นเม็ดสุดท้ายแล้ว ฉันยังเสียดายที่ไม่ได้กินเองอยู่เลย…”
‘ช่างกล่าววาจาได้แยลยลเหลือเกิน’ เฝ่ยไป๋ลู่เหลือบมองอีกฝ่าย และเห็นความคิดของเขาในทันใด เธอหัวเราะเยาะ “เอาเถอะ พอออกไปแล้ว ฉันจะเอาเม็ดใหม่ให้คุณ”
“ฉันรู้อยู่แล้วว่าคนเก่งอย่างหัวหน้าใจดีที่สุด” สีหน้าของเหมียวจื่ออั๋งกลับมาสดใสอีกครั้ง ราวกับกินยาบำรุงกำลังเข้าไป
ตอนแรกเฝ่ยไป๋ลู่ให้ยาเขาไปสามเม็ด เขากินไปหนึ่งเม็ด ขายให้คนใหญ่คนโตไปหนึ่งเม็ด
อีกหนึ่งเม็ดที่เหลืออยู่นี้ ถ้าไม่รู้ว่าหานเชียนเป็นปู่รองของเฝ่ยไป๋ลู่ เขาก็คงเสียดายของที่ให้ไปแน่
“ไป!” เฝ่ยไป๋ลู่ตัดสิ่งที่ใช้กักขังคนไว้ในห้อง เหมียวจื่ออั๋งรีบแบกหานเชียนขึ้น หมายจะออกจากที่นี่
แต่ทันทีที่ทั้งคู่ก้าวพ้นลานบ้าน เสียงลมกระโชกแรงก็ดังมาจากด้านหลัง
เหมียวจื่ออั๋งหันกลับไปมอง พลันก็เห็นโซ่สีดำสองเส้นซึ่งมีวิญญาณร้ายสิงสถิตอยู่พุ่งเข้ามาหาราวกับงูคลั่ง
ลางสังหรณ์มรณะเกาะกุมหัวใจ
เฝ่ยไป๋ลู่หรี่ตาลง ยกมือส่งยันต์สีเหลืองออกไปสองใบ เข้าขัดขวางเอาไว้ได้ทันก่อนที่โซ่จะโจมตี
แต่โซ่อีกสองเส้นก็ปรากฏขึ้นจากพื้นดิน พุ่งเข้ารัดรอบเอวเฝ่ยไป๋ลู่ทั้งซ้ายขวา จนขยับไปไหนไม่ได้
ร่างชายชุดดำคนหนึ่งเดินออกมาจากลานบ้านช้า ๆ
“เจอกันอีกแล้ว” พอฉีหงเห็นเฝ่ยไป๋ลู่ดิ้นรนอย่างหมดหนทาง เขาก็ยิ้มมุมปากอย่างพอใจ “ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนเจ้าเล่ห์และขี้ระแวง ฉันเลยจงใจปล่อยเหยื่อล่อไว้ที่นี่เพื่อให้เธอมาช่วย และรอให้เธอเตรียมตัวเสร็จก่อนค่อยลงมือ เพราะอยากเห็นตอนที่เธอโดนฉันหลอก”
เฝ่ยไป๋ลู่หยุดดิ้นรนแล้วมองเขาอย่างเย็นชา
“ทำไมเธอไม่โกรธล่ะ เธอควรโกรธสิ แล้วก็โมโหสุด ๆ เลยด้วย ตาของเธอถึงจะสวยขึ้น” ฉีหงเอื้อมมือออกจากชุดคลุมดำมาลูบไล้บริเวณดวงตาของเฝ่ยไป๋ลู่
มือขาวเรียวยาวคู่นั้นสวยไร้ที่ติ แต่แฝงไปด้วยวิญญาณชั่วร้ายราวกับมีดที่คมกริบ
เฝ่ยไป๋ลู่หันหน้าหนีสัมผัสอันน่ารังเกียจของอีกฝ่าย
ฉีหงชะงัก มือค้างอยู่กลางอากาศ
“เจ้าหนุ่ม แกคิดจะทำอะไร” ในสายตาของเหมียวจื่ออั๋ง ฉีหงกำลังดูหมิ่นเฝ่ยไป๋ลู่ ทำให้เขาโกรธขึ้นมา ชายหนุ่มปล่อยหานเชียนลงแล้วตรงเข้าไป คิดจะต่อย
เมื่อเห็นสีหน้ารังเกียจของเฝ่ยไป๋ลู่ แววตาของฉีหงก็แฝงไปด้วยความมืดมิด เขาชักมือกลับ ทันใดห่วงโซ่ทั้งหลายก็ตรึงเเขนเหมียวจื่ออั๋งไว้เสมือนตะปูเหล็ก
“อ๊าก!” หน้าของเหมียวจื่ออั๋งซีดเผือดด้วยความเจ็บปวด
เรื่องการแสดงความกล้าหาญไม่เหมาะกับเขา เหมียวจื่ออั๋งเสียดายจนไส้แทบขาด น้ำตาไหลพราก “หัวหน้า ช่วยผมด้วย!”
เฝ่ยไป๋ลู่สำลัก “…”
เธอเงยหน้ามองฉีหง และพูดอย่างเสียไม่ได้ว่า “ปล่อยเขาไป แล้วฉันจะยอมให้คุณจัดการ”
“เหอะ!” พอนึกถึงตอนอยู่ที่ภูเขาซานไท่ ตอนนั้นเขาถูกเฝ่ยไป๋ลู่กับสัตว์เลี้ยงของเธอเล่นงาน พลันฉีหงก็หัวเราะเสียงเย็น “เธอกำลังร่วมมือกับหมอนี่เพื่อหลอกฉันอีกใช่ไหม เธอคิดว่าฉันจะหลงกลหรือไง?!”
เฝ่ยไป๋ลู่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คราวนี้เราไม่ได้หลอกคุณหรอก”
ฉีหงกลับไม่เชื่อ “ถ้าไม่ได้แสดง ทำไมลูกศิษย์ถึงได้อ่อนหัดขนาดนี้”
ภาพที่ตะโกนเรียกให้หัวหน้าช่วย ก็ดูไม่จืดจริง ๆ นั่นละ
เหมียวจื่ออั๋งรู้สึกราวกับว่ามีดาบเล่มหนึ่งแทงที่หน้าอก “ฮือ”
ขี้ขลาดแล้วยังไง เกาะขาคนอื่นแล้วยังไง
แกไม่มีขาคนอื่นให้เกาะ ยังจะไม่ให้ฉันเกาะอีกเหรอ
“ก็ได้ ฉันยอมรับว่ากำลังเล่นละคร” มุมปากของเฝ่ยไป๋ลู่ยกขึ้นเล็กน้อย คำพูดที่ว่าตัวร้ายมักตายเพราะพูดมากนั้นมีเหตุผล ไม่อย่างนั้นเธอจะกล้าลดการ์ดลงระหว่างเผชิญหน้าศัตรูได้อย่างไร “งั้นมาเริ่มกันอีกรอบแล้วกัน”
พูดจบเธอก็ตะโกนออกมา “ตราประทับหยิน ไป!”
สายตาฉีหงเฉียบคม เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างระมัดระวัง
ทว่าหลังของเขาก็กระแทกเข้ากับตราประทับหยินซึ่งโผล่ออกมา
พลันก็เกิดเสียงดังอื้ออึง ราวกับดวงวิญญาณของเขาถูกกระแทกจนหลุดออกจากร่าง ใบหน้าซีดเซียวทันที
“ต้นกำเนิดแห่งสวรรค์และโลก หมื่นวิญญาณเป็นรากฐาน บำเพ็ญเพียรหมื่นกัป พิสูจน์พลังอำนาจแห่งเทพเจ้า” สีหน้าของเฝ่ยไป๋ลู่สงบนิ่ง หลังจากร่ายอาคมเสร็จ ร่างกายของเธอก็เปล่งแสงสีทองออกมาอย่างเลือนราง ห่วงโซ่ที่พันธนาการร่างกายไว้ก็เสมือนถูกเกราะที่มองไม่เห็นผลักออก
แกรก! แกรก!
ห่วงโซ่สีดำที่แข็งแกร่งไร้เทียมทานปรากฏรอยร้าว
เฝ่ยไป๋ลู่เหยียบเท้าลงพื้นอีกครั้ง เศษโซ่ตรวนที่พันธนาการร่างกายเธอพลันแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ
เศษโซ่พุ่งเข้ามาเฉือนผ่านชุดเต้าผาวจนแหว่งวิ่น ความเจ็บปวดเล็กน้อยแล่นผ่านใบหน้าของฉีหง
ร่างกายของเขาสั่นระริก ความโกรธที่ถูกหลอกซ้ำซากและความอับอายจากการถูกยั่วยุถาโถมเข้ามาในหัวใจพร้อมกัน
ฉีหงจ้องมองเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยสายตาอาฆาต “เธอกล้าทำร้ายฉัน…”
เฝ่ยไป๋ลู่ใช้นิ้วทั้งสองข้างตัดโซ่ตรวนที่รัดเหมียวจื่ออั๋งจนขาดสะบั้น
หากต่อสู้กับฉีหงแบบเอาจริงเอาจัง เธอ เหมียวจื่ออั๋งและหานเชียน คงจะสู้ไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังต้องตามหาผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ เฝ่ยไป๋ลู่จึงไม่สามารถสู้พัวพันกับฉีหงได้นานนัก
หลังประเมินสถานการณ์ในใจเสร็จ ทันใดรอบตัวเธอก็ปกคลุมด้วยพลังปราณ และเธอก็มุ่งตรงไปหาฉีหงด้วยความเร็วสูง
“เข้ามาเลย!” ฉีหงหัวเราะด้วยความโกรธจัดพร้อมตวัดโซ่ขึ้น แต่ทันใดนั้นหมอกควันสีดำหนาก็พุ่งเข้าใส่เขา บดบังแสงแดดจนมืดมิด
ทันทีที่เขาสลายพลังปราณได้ ร่างของเฝ่ยไป๋ลู่ก็หายไปจากที่เดิมพร้อมกับเหมียวจื่ออั๋งและคนอื่น ๆ
เหมียวจื่ออั๋งที่หนีรอดมาได้กุมหน้าอก แววตาจ้องตราประทับหยินบนมือของเฝ่ยไป๋ลู่เขม็ง “หัวหน้า อาวุธนี่ยอดเยี่ยมมากจริง ๆ ที่ดูดกลืนพลังหยินมากขนาดนี้”
หากไร้การเสริมของพลังหยินประหลาดนี่ พวกเขาคงยังติดอยู่ในบ้านหลังนั้น
เฝ่ยไป๋ลู่คิดในใจว่า เมื่อครู่เขายังด่ามันว่าเป็นของเล่นพัง ๆ อยู่เลย เธอเก็บตราประทับหยิน แล้วชี้ทางให้กับเหมียวจื่ออั๋ง “ตอนนี้พาผู้อาวุโสหานออกไปจากที่นี่เถอะ และกลับไปที่ค่ายเถอะ”
เหมียวจื่ออั๋งตอบโดยไม่ต้องคิด “หัวหน้า ผมจะตามคุณไป!”
ถ้าเขาไปคนเดียว ไม่รู้จะตายตอนไหน
ถ้าได้ตามหัวหน้าไป อย่างน้อยก็ยังมีเวลาหายใจ หรือถ้าตายก็อาจตายอย่างสงบ
“ถึงจะไปด้วยกัน ฉันก็ปกป้องนายตลอดเวลาไม่ได้นะ” เฝ่ยไป๋ลู่ตีหน้าขรึม กล่าวเถรตรง
เหมียวจื่ออั๋งนึกถึงเรื่องที่เฝ่ยไป๋ลู่จะทำต่อไป หากเขาตามไปด้วยก็คงจะกลายเป็นภาระ จึงก้มหน้าด้วยความละอาย “เข้าใจแล้ว”
เฝ่ยไป๋ลู่หยิบยันต์ป้องกันภัยส่งให้เขา แล้วรีบหันหลังเดินจากไปทันที
การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยอันตราย เปรียบเหมือนลมฝนที่โหมกระหน่ำข้างนอก
เหมียวจื่ออั๋งที่เคยยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา ก้มหน้ากำยันต์ป้องกันภัยไว้แน่นเหมือนจะรู้สึกถึงความร้อนรนภายใน
นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเกลียดที่ตนไร้ความสามารถขนาดนี้
……
“คุณชายสาม คนคนนั้นหมดสติไปแล้ว” เจี่ยนต๋าเช่าไม่กล้ามองเวินสือเหนียน เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มแผ่นหลัง
เวินสือเหนียนในตอนนี้แฝงไปด้วยพลังอำนาจ ไร้ความสงบเยือกเย็นเหมือนตอนอยู่ต่อหน้าเฝ่ยไป๋ลู่ เขาตอนนี้ราวกับเป็นราชาแห่งยมโลกซึ่งไร้ความรู้สึก
เขาค่อย ๆ ยกมือขึ้น ลูกประคำบนข้อมือสะท้อนแสงวาวเย็นยะเยือก
เจี่ยนต๋าเช่าเข้าใจความหมาย จึงสั่งให้คนพาตัวควงเหวินฟู่ออกไปทันที
น้ำตาแห่งความตื้นตันไหลมาจากหางตาของควงเหวินฟู่ เขายอมติดคุกดีกว่าจะได้เจอผู้ชายคนนี้อีก!
เวินสือเหนียนเคาะนิ้วชี้บนโต๊ะอย่างไม่รู้ตัว ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่
เจี่ยนต๋าเช่าแทบกลั้นหายใจ ก่อนถามด้วยความเคารพ “คุณชายสาม มีอะไรจะสั่งอีกไหมครับ?”
“เตรียมรถ” เวินสือเหนียนตัดสินใจทำตามความปรารถนาของตัวเอง ดวงตาสีดำฉายแววมืดมน “ไปเมืองต้าหลิน”