เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 17 อาจารย์หลิน
บทที่ 17 อาจารย์หลิน
ห้องโถงเต็มไปด้วยแขกเหรื่อที่มาร่วมงานเลี้ยง โดยมีครอบครัวเฝ่ยนั่งอยู่ด้านหน้า
เฝ่ยไป๋ลู่เป็นคนสุดท้ายที่มาถึง เธอทักทายทุกคนด้วยสายตา ทุกย่างก้าวของหญิงสาวเต็มไปด้วยความสงบ
หลังจากที่เธอนั่งลง ทุกสายตาก็มองไปยังครอบครัวเฝ่ยด้วยความสนใจ
ดวงตาของเฝ่ยชิงรั่วบวมแดงจากการร้องไห้ ใบหน้าก็ซีดเซียว คิ้วขมวดมุ่น แลดูหน้าสงสารเป็นอย่างยิ่ง
ขณะเดียวกัน คุณแม่เฝ่ยก็กำลังมองเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยสายตารังเกียจ ประหนึ่งว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่ใช่ลูกสาวแท้ ๆ ของเธอ
ส่วนเฝ่ยมา เหมือนเขาจะโดนบางอย่างโจมตีอย่างหนัก จึงดูค่อนข้างไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีดำแดงตลอดเวลา
เฝ่ยเฉิงไม่อยู่ที่นี่ เฝ่ยอวี้มองมาอย่างไม่พอใจ แต่ก็ไม่พูดอะไร
เฝ่ยไป๋ลู่จิบชาพลางซ่อนมุมปากที่กำลังยกยิ้ม
ก่อนจะไปเอาหยดเลือดหัวใจ เธอตั้งใจมอบความวุ่นวายครั้งใหญ่ให้กับบ้านตระกูลเฝ่ยอย่างดีทีเดียว
หลังจากเปลี่ยนรูปแบบตำแหน่งโชคและทำลายรูปปั้นทองคำแปลกประหลาดแล้ว โชคของตระกูลเฝ่ยก็ได้เปลี่ยนจากดีเป็นร้าย
ชะตาชีวิตของเฝ่ยมาที่ได้รับการสนับสนุนจากโชคล้วน ๆ นั้น กำลังจะพังทลายลง เวลาของเขาเหลือไม่มากแล้ว หลังจากนี้เขาจะทำหน้ายังไงกันนะ?
ทุกคนต่างก็คิดว่างานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อต้อนรับการกลับมาของลูกสาวที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น แต่กลายเป็นว่า เฝ่ยมากลับลุกขึ้นยืนต้อนรับชายในชุดคลุมเต๋า แถมยังเชิญให้เขานั่งตรงหัวโต๊ะ
“ทุกท่านและเพื่อน ๆ ที่รักยิ่ง ยังมีพิธีกรรมก่อนจะรับไป๋ลู่เข้ามาในตระกูล ฉันจึงได้เชิญอาจารย์หลินผู้มีชื่อเสียงมาทำนายดวงชะตาของลูกสาวคนนี้เป็นพิเศษ…”
คนที่นั่งกันอยู่ในงานพากันซุบซิบพูดคุยทันที “ที่แท้ก็คืออาจารย์หลินนี่เอง”
“ฉันได้ยินมาว่าอาจารย์หลินทำนายดวงได้แม่นมาก หลายคนเสนอเงินให้เขามากมายแต่เขาไม่ยอมดูให้ นี่แหละคือปรมาจารย์ที่มีความสามารถจริง ๆ!”
“ใช่ พ่อของฉันเคยขอร้องเขาเมื่อครั้งก่อน แต่ไม่คาดคิดเลยว่าตระกูลเฝ่ยจะสามารถเชิญเขามางานได้… ดูเหมือนว่าตระกูลเฝ่ยจะให้ความสำคัญกับลูกสาวคนนี้มากเลย…”
เฝ่ยไป๋ลู่ยิ้มไม่ถึงดวงตา
รีมฝีปากของอาจารย์คนนี้ซีดเซียว ดวงตาลึก พลังชีวิตก็ไม่ค่อยมี
ดูเหมือนว่านี่จะคนที่จัดวางตำแหน่งยันต์ภายในบ้านให้กับตระกูลเฝ่ย
หลังจากโดนพลังสะท้อนกลับ ยังสามารถเดินได้อย่างปกติดี น่าสนใจ…
อาจารย์หลินมาถึงตรงหน้าเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยท่าทางที่เคร่งขรึม
เขาถือชามทองคำอยู่ในมือ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจเข้าใจได้ “กรุณาใส่เลือดสองสามหยดลงในชามด้วย”
เขาแสร้งทำเป็นว่าเป็นคนมีศีลธรรม แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความละโมบพร้อมจะเขมือบกลืนทุกอย่างลงไป
ร่างกายของเขามีกลิ่นสาบเหมือนแมลง จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาต้องการเลือดของเธอ
ทันทีที่ยืนขึ้น เฝ่ยไป๋ลู่ได้เผยยิ้มน้อย ๆ เธอถือถ้วยชา แล้วเทชาลงไปในชามทองคำ “ถือชามมาให้ฉัน ฉันก็คิดว่าคุณมาที่นี่เพื่อขออาหารเสียอีก ไม่มีเลือดหรอก แต่ฉันจะเลี้ยงชาให้คุณแทนแล้วกัน”
“คุณ! ช่างกล้าเหลือเกินนะ!!!” อาจารย์หลินไม่เคยถูกทำให้ขายหน้าขนาดนี้มาก่อน เขาโกรธจนโยนชามทองคำทิ้ง
ชามทองคำส่งเสียงดังกระทบใจทุกคน
ใบหน้าของเฝ่ยมาขาวราวกับกระดาษ เขารีบกล่าวปลอบอาจารย์หลินทันที “ท่านอาจารย์ อย่าโกรธเลยครับ”
จากนั้นเขาหันมองเฝ่ยไป๋ลู่ และพูดอย่างเคร่งขรึม “อาจารย์หลินจะไม่ขออะไรจากใคร เขาอุตส่าห์มาให้พรเธอ แต่เธอกลับพูดจาหยาบคายแบบนี้กับอาจารย์ ยังไม่รีบยอมรับผิดแล้วขอโทษอีก แล้วรีบทำตามที่อาจารย์บอกซะ กรีดเลือดออกมาได้แล้ว!”
เฝ่ยไป๋ลู่ยังคงไม่ไหวติง
“รีบมาขอโทษเดี๋ยวนี้!” เฝ่ยมาดึงเฝ่ยไป๋ลู่ พยายามบังคับให้เธอก้มตัวลงและขอโทษอาจารย์หลิน
เฝ่ยไป๋ลู่หัวเราะเสียงเย็น ก่อนจะผลักเขาออกไปด้วยฝ่ามือเดียว
ร่างของเฝ่ยมาบินออกไปเกือบสองเมตรอย่างควบคุมไม่ได้ และล้มลงกับพื้น
“…” ห้องโถงพลันเงียบลง
เฝ่ยไป๋ลู่มีร่างกายผอมบาง ส่วนเฝ่ยมาเป็นชายวัยกลางคนที่มีร่างกายแข็งแรง ทำไมเขาถึงบินออกไปเพียงแค่โดนเธอสัมผัสเล็กน้อย ช่างน่าขำเสียจริง
เฝ่ยมาลุกขึ้นจากพื้น
ใบหน้าของชายวัยกลางคนผู้แข็งแก่งเหมือนโดนคนเหยียบอย่างไรอย่างนั้น เขามองเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยสีหน้าเศร้าหมองเล็กน้อย
ดาวหายนะดวงนี้…
เฝ่ยไป๋ลู่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโต๊ะ มองไปที่อาจารย์หลินแล้วเอ่ยขึ้นว่า “อาจารย์ผู้นี้เชี่ยวชาญศาสตร์ด้านใดหรือ? แพทย์ การทำนายโชคชะตา หรือการพยากรณ์ แต่โชคลาภที่คุณบอกเมื่อครู่ไม่ใช่ทั้งการทำนายหรือดูดวงโชคชะตา ทั้งยังมาขอเลือดจากฉันอีก ฉะนั้นขอบังอาจถามหน่อยเถอะว่า คุณใช้ศาสตร์ด้านไหนกันแน่?”
“เลือดเป็นสิ่งต้องห้าม ตั้งแต่สมัยโบราณ สิ่งใดก็ตามที่มีเลือดจะมีความเกี่ยวข้องกับความชั่วร้าย ฉันขอถามได้ไหม คุณเป็นนักพรตเต๋าผู้ชอบธรรมหรือเป็นเพียงคนขี้โกงกันแน่? และคุณอยากทำอะไรกับเลือดของฉัน?”
คำถามสามข้อติดต่อกันทำให้ทุกคนในกลุ่มผู้ชมวิพากษ์วิจาณ์ถึงเรื่องนี้ อาจารย์หลินพลันรู้สึกแย่และไม่อยากโต้เถียงกับเฝ่ยไป๋ลู่อีกต่อไป “นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม เธอจะมารู้เรื่องอะไร ทุกคนในตระกูลเฝ่ยล้วนเป็นฉันที่ทำนายให้ทั้งนั้น!”
พลันเขาก็สะบัดแขนเสื้อแล้วจากไป
“อาจารย์หลิน ฉันลืมบอกไปว่าฉันเองก็สามารถทำนายโชคชะตาได้เช่นกัน” เสียงของเฝ่ยไป๋ลู่ไม่ดังและไม่เบา “คุณบอกว่าฉันเป็นเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม งั้นฉันก็กล้ายืนกรานว่าคุณจะอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งเดือนนี้”
นี่เป็นครั้งแรกที่อาจารย์หลินได้ยินว่าเฝ่ยไป๋ลู่สามารถทำนายโชคชะตาได้ เขาจึงมองเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะส่ายหัวอย่างไม่ใส่ใจ
เฝ่ยไป๋ลู่ยังเด็กเกินไป จะมาเข้าใจวิชาคุณไสยที่ลึกซึ้งอะไรได้?
แม้ว่าเธอจะมีปรมาจารย์ผู้ทรงพลังคอยสอน แต่ก็ไม่มีทางไปถึงจุดสูงสุดได้ภายในระยะเวลาอันสั้นหรอก
ถ้าเฝ่ยไป๋ลู่มีความสามารถจริง ๆ ทำไมเธอถึงกลับมาหาตระกูลเฝ่ยเล่า?
ตอนนี้เธอแค่พูดคำที่ฟังดูรุนแรงเพื่อทำให้ผู้คนหวาดกลัว และทำท่าทางไปอย่างนั้นเอง
“อ่านมาแค่เล็กน้อย กลับกล้าพูดว่าตัวเองสามารถทำนายโชคชะตาได้! ถ้าอย่างนั้นมาดูกันว่าเธอหรือฉันกันแน่ที่จะอยู่ไม่ถึงเดือน!” อาจารย์หลินระงับความคิดชั่วร้ายในใจ วางมือไพล่หลังแล้วตะคอกกลับ ทำท่าทางประหนึ่งเซียนเหาะเหินก่อนจะเดินออกไป
ทุกคน ณ ที่นั้นต่างกระซิบกระซาบกัน
“เฝ่ยไป๋ลู่สามารถทำนายโชคชะตาได้จริงหรือ เธอกล้าดียังไงมาขัดใจอาจารย์หลิน”
“คุณไม่ได้ดูการไลฟ์สดของเธอใช่ไหม ที่จัดการกับการทารุณกรรมแมวของเหอซูเจี๋ยน่ะ ทั้งยังทำนายชะตากรรมของอันธพาลทั้งสี่คนอีก ดูเหมือนว่าเธอจะมีความสามารถจริง ๆ…”
“ทำไมอาจารย์หลินคนนี้ถึงดูไม่น่าเชื่อถือเลย มาขอเลือดคนเพื่อทำนายโชคชะตาได้ยังไง ฉันไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน แบบนี้เขาจะมีความสามารถจริง ๆ หรือ?”
“ไม่รู้สิ ฉันได้ยินมาว่าเขาเป็นคนหยิ่งยโสมากและคนอื่นก็จ้างเขาได้ยาก แต่เรารอแค่เดือนเดี๋ยวก็รู้ว่าใครมีความสามารถจริง ๆ”
ใครตายก่อนแสดงว่าอีกฝ่ายทำนายได้แม่นกว่า
เมื่อเห็นว่าเฝ่ยไป๋ลู่ทำร้ายสามีของเธอและทำให้อาจารย์หลินโกรธเคือง คุณแม่เฝ่ยก็รู้สึกโกรธมาก “ใครให้ความกล้าหาญกับแก ถึงได้ไม่เคารพอาจารย์หลินแบบนี้ เราไม่มีลูกสาวอย่างแก ดังนั้นออกไปจากที่นี่ซะ! ออกไปจากที่นี่! ไปให้พ้น!”
ดาวหายนะนี้ปรากฏตัวเพียงวันเดียว แต่มันกลับสร้างอันตรายให้กับครอบครัวของพวกเขาแล้ว!
หากให้มันมาอาศัยอยู่ในตระกูลเฝ่ย หมายความว่านับจากนี้ตระกูลเฝ่ยจะถูกทำลายไม่ใช่หรือ?
หลังจากจัดการเรื่องของตัวเองเสร็จแล้ว เฝ่ยไป่ลู่ก็ส่งยิ้มให้กับผู้หญิงที่เลี้ยงดูลูกสาวลูกชาย และดูแลสามี “อย่าห่วงเลย แม้คุณจะคุกเข่าขอร้อง ฉันก็จะไม่ก้าวเข้ามาในประตูบ้านของครอบครัวเฝ่ยอีกแล้ว”
เฝ่ยไป๋ลู่ตบฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนแขนเสื้อ เธอมองไปที่คนอื่น ๆ ในงานเลี้ยง และเอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า “ทุกท่านที่นี่สามารถเป็นพยานได้ในโอกาสนับจากนี้ไป ว่าเฝ่ยไป๋ลู่จะไม่เกี่ยวข้องกับครอบครัวเฝ่ยแห่งเมืองเจียงอีก เพื่อเป็นการขอบคุณทุกท่าน ในอนาคต หากคุณมาหาฉันเพื่อทำนายดวงชะตา คุณจะได้รับส่วนลด 10% ในครั้งแรก”
หลังจากพูดจบ เธอก็เดินตรงไปที่ประตูโดยไม่ลังเลหรือแม้แต่จะหยุด
คุณแม่เฝ่ยโกรธมากกับท่าทีเย่อหยิ่งของเฝ่ยไป๋ลู่ จนเธอกลอกตาเป็นลม ล้มลงบนตัวของเฝ่ยชิงรั่ว
“แม่คะ!” เฝ่ยชิงรั่วอุทานเสียงดัง
เมื่อมองดูฉากอันยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้น เฝ่ยมาก็ปวดกบาลเหลือเกิน
เขากุมศีรษะและหวังว่าตัวเองจะเป็นลมไปเช่นกัน
หลังจากตัดร่องรอยแห่งกรรมสุดท้ายกับครอบครัวเฝ่ยแล้ว เฝ่ยไป๋ลู่ก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้น
เธอเล่นกับงูน้อยที่พันอยู่รอบข้อมือ และเดินช้า ๆ กลับบ้านพร้อมกับฮัมเพลง
“ขอแสดงความยินดีกับคุณเฝ่ยที่หนีออกจากทะเลแห่งความขมขื่นได้สำเร็จ”
เป็นบัญชีผู้ใช้นิรนามอีกแล้ว
“คุณติดกล้องไว้ข้าง ๆ ฉันเหรอ?” เฝ่ยไป๋ลู่ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงสนใจเธอมากขนาดนี้
อีกฝ่ายกล่าวว่า “หากฉันอยากรู้ก็จะมีคนบอกฉันเอง”
เฝ่ยไป๋ลู่ถึงกับไปไม่ถูก “…”
เออสิ การเป็นคนร่ำรวยและมีอำนาจมันก็ดีอย่างนี้แหละ
หลังเฝ่ยไป๋ลู่จากไปแล้ว
ภายในห้องเล็ก ๆ ของบ้านหลังเล็กตระกูลเฝ่ย เสียงร้องอันโกรธเกรี้ยวของอาจารย์หลินดังออกมาจากในห้อง
“อ๊าก! มันเป็นใคร ใครทำลายรูปปั้นบรรพบุรุษของฉัน!!!”